Get Adobe Flash player

เที่ยวไทยไปกับ ดร. การุณ ตอนที่ ๑๖ โดย ดร.การุณ รุจนเวชช์

Font Size:

“อาจารย์ครับ เราจะไปเที่ยว Jim Thompson Farm วันที่ ๒๘ ธันวาคม ถ้ามีอาจารย์ไปกับเรา การเที่ยวจะมีความหมายมากครับ”  ผมโทรไปชวนอาจารย์ปราณี อาจารย์ประจำชั้นโรงเรียนเตรียมอุดม อีกครั้ง

 “คราวนี้ ดร. การุณต้องรับเงินจากครูนะคะ” ท่านมักจะเรียกผมว่า “ดร.การุณ” จนผมต้องขอให้ท่านเรียกเพียงชื่ออย่างเคยผมรับปากไว้ก่อน เพราะอยากให้ท่านไปด้วย แต่ท่านคงไม่ไว้ใจ จึงได้ไปกำชับสุรพงษ์ หัวหน้าห้องให้รับเงินจากอาจารย์ที่ท่านประสงค์ช่วยค่าใช้จ่าย โดยไม่ยอมให้ผมรับเงินอีก เพราะถูกผมแอบคืนเงินจากการเที่ยวสวนดาษดาครั้งแรกด้วยการสอดเงินลงในกล่องใบชา Chamomile ที่ผมนำมาฝาก ซึ่งทำให้อาจารย์ผิดหวังมาก ถึงขนาดปรารภว่าจะไม่ไปเที่ยวด้วยกันอีกแล้ว คราวนี้ยอมไปอีก คงเพราะทนผมอ้อนไม่ได้ นำความปิติยินดีให้ศิษย์ที่เพิ่มขึ้นอีก มี สุรพงษ์, กรรณิกา, ทัศนีย์, และเพื่อนๆชุดเดิมมี บังอร, ทัศนีย์, ชวนชื่น และ การุณ

      เมื่อทุกคนมาพร้อมกันที่โรงแรม The Emerald ที่เราพัก ต่างหิ้วเสบียงอาหารเช้า อาหารทานเล่น มาจนเกินพอ เราออกเดินทางไปรับอาจารย์ปราณีด้วยความปิติที่กลายเป็นตื่นเต้นเมื่อเห็นอาจาร์ย์ยืนคอยที่หน้าบ้านพร้อมด้วยของรับประทานอีกมากมาย หลังเสียงทักทาย การสนทนาและหัวเราะก็เริ่มเหมือนไม่มีวี่แววจะจบได้โดยง่าย

ประมาณสองชั่วโมง ก็ถึงสถานที่แรก คือ “วัดหลวงพ่อโต” หรือ “วัดสรพงษ์” ที่ คุณสรพงษ์ ชาตรี สร้างขึ้นด้วยพลังศรัทธา ที่ลานจอดรถมีโรงทาน แจกก๋วยเตี๋ยวราดหน้าแก่ผู้มาทำบุญไหว้หลวงปู่โตในวิหารอลังการ ถัดไปเป็นวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช มีทุ่งทานตะวันบานสะพรั่งเราไหว้พระและเดินชมจนทั่วก่อนออกเดินทางต่อ รวมระยะทาง ๒๕๗ กิโลเมตรด้วยเส้นทางไปสระบุรีที่ไกลก็เหมือนใกล้

      ประมาณ ๔ ชั่วโมงเรามาถึงฟาร์ม สุรพงษ์ได้รับมอบหมายเป็นผู้ถือเงิน “ลงขัน” ส่วนคนละเท่าไรผมไม่ทราบ เพราะทุกคนลงความเห็นว่าผมไม่จำเป็นต้องร่วมลงขัน เพราะจัดการเช่ารถมา

ในปี พ.ศ. 2531 จากอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา อันเลื่องชื่อในเรื่องผ้าไหมไปเพียง 25 กิโลเมตร จิม ทอมป์สัน ฟาร์มได้ถือกำเนิดขึ้นบนพื้นที่กว่า 600 ไร่ บนเชิงเขาพญาปราบ ตำบลตะขบ โดยเริ่มจากเป็นแหล่งผลิต ไข่ไหมจำหน่ายให้สมาชิกเกษตรกรเพื่อรับซื้อรังสดในการผลิตเส้นไหมและเป็นพื้นที่ปลูกหม่อนอันเป็นอาหารหลักของหนอนไหม และเมื่อย่างเข้าปี พ.ศ. 2544 จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม จึงได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว

ในปีพ.ศ. 2550 จิม ทอมป์สันได้ริเริ่มนำบ้านอีสาน อันเป็น สถาปัตยกรรมไทยอีสานที่เป็นเอกลักษณ์มารวบรวมไว้บน พื้นที่กว่า 10 ไร่ อาทิ บ้านโคราช บ้านภูไท และเรือนเหย้า ซึ่ง “หมู่บ้านอีสาน” แห่งนี้ได้กลายเป็นอีกหนึ่งจุดต้อนรับ นักท่องเที่ยวที่หลงใหลในสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าและ วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของภาคอีสาน โดยมีการ จำลองวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีการละเล่น อาหารการกิน และการประกอบอาชีพของชาวบ้านในอดีตให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความเป็นอยู่ของชาวอีสานอันเรียบง่าย และพอเพียง

(จากหนังสือนำเที่ยว)

สุรพงษ์ไปจัดการซื้อบัตรราคา ๑๕๐ บาท ภายในฟาร์มมีรถพ่วงพาชมแต่ละจุด และหยุดทุกจุดให้เราลงเดินชม รวม ๕ จุด

จุดที่ ๑ เป็นทุ่งคอสมอสและแปลงเก็บผักปลอดสาร บนพื้นที่กว่า ๔๐ ไร่

จุดที่ ๒ ลานฟักทองและดอกไม้หลากสี ล้อมรอบด้วยภูเขาพญาปราบ และอ่างเก็บน้ำลำสำลาย มีการแสดงประเพณีอิสาน เช่น ขบวนเซิ้งบั้งไฟ ลานบั้งไฟ

จุดที่ ๓ หมู่บ้านอีสาน ชมสถาปัตยกรรมอีสานเช่น “เรือนนางเผอะ” เรือนโคราช งานบุญประเพณีเกี่ยวกับข้าว เช่น บุญคูณลาน บุญข้าวจี่ บุญผะเหวด

จุดที่ ๔ หมู่บ้านจิม ชมกระบวนการผลิตผ้าไหม ตั้งแต่การสาวไหม การฟอกย้อมเส้นไหม การทอผ้าไหม และการพิมพ์ผ้าไหม

จุดที่ ๕ ตลาดจิม ชมทุ่งดอกฮอลลี่ฮ็อค และผักผลไม้นานาชนิด

ชมครบทั้ง ๕ จุด ได้เวลากลับ ถึงพระนครตอนหัวค่ำ ทุกคนดื่มด่ำจากการอยู่ใกล้ชิดสนิทสนมกับอาจารย์ ได้หวนกลับไปวันวานที่อยู่ในโอวาทของอาจารย์ประจำชั้นผู้ใช้กิริยาอ่อนโยน และยิ้มอ่อนหวาน ผสานวาจาไพเราะ รวมเป็นพลังแห่งความเอ็นดูและปรารถนาดีที่เด็กวัย ๑๗ปรารถนา เสริมจากที่ได้มาจากบุพการี