Get Adobe Flash player

กลับมาหาผู้อ่านแล้วครับ โดย ดร.การุณ รุจนเวชช์

Font Size:

กลับมาหาผู้อ่านแล้วครับ หลังจากลาไปประเทศไทยเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน รวม ๒ เดือน ในระหว่างที่อยู่ในกรุงเทพ บริษัท ซี เอ็ดดูเคชั่น ที่เคยพิมพ์หนังสือของผมในปีพ.ศ. ๒๕๔๒ (1999) ได้ติดต่อกับผมอีก หลังจากขาดการติดต่อไป๑๙ ปี ทางสำนักพิมพ์สนใจที่จะพิมพ์หนังสือเล่มใหม่ในปีนี้ เมื่อกลับมาผมจึงใช้เวลาสองเดือนเต็มเขียนตำราเล่มใหม่ และเพิ่งเสร็จสมบูรณ์ในวันนี้

วันนี้จึงถือเป็นวันดีที่จะได้เริ่มสนทนากับผู้อ่าน “เสรีชัย” ด้วยเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับสถานที่สำคัญๆในประเทศไทยที่ได้ไปเยือน ภาษาอังกฤษในหลายด้าน วัฒนธรรมประเพณีอเมริกัน การพูดภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง และอื่นๆ

ที่ประทับใจที่สุดอาจเป็นได้ คือโอกาสได้ไปชมพระเมรุมาศที่สนามหลวง กฏระเบียบการเข้าชมเคร่งครัดแต่มารยาทที่อ่อนโยนของเจ้าหน้าที่ที่อำนวยความสะดวกเท่าที่จะทำได้ ช่วยให้การยืนแถวรอให้ถูกช่องทางเดิน ระหว่างชาวไทยที่มีบัตรประชาชน  และชาวต่างชาติ การแต่งกายของหญิงที่ต้องเป็นกระโปรง ไม่สั้น กางเกงไม่รัดรูป เหล่านี้ต้องมีผ้าถุงคลุม ทำความยุ่งยากที่หากเข้าใจในประเพณีไทยที่ถือการแต่งกายสุภาพในสถานที่ที่น่าเคารพ ย่อมเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมไทย ที่สอนให้คนต่างชาติให้ความเคารพในวัฒนธรรมไทย ว่าประเทศไทยไม่ได้มีแต่สถานที่ที่จะทำอนาจารในที่สาธารณะได้โดยเสรี เพราะตำรวจประชาชนหันหน้าไปทางอื่น เพื่อยื่นมือรับเงินเท่านั้น

ความวิจิตรพิศดารของปฏิมากรรม และศิลปะกรรมไทย ตื่นตาและสร้างความประทับใจให้กับผู้มาชมทุกคน แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ซึ้งถึงประวัติของพระเมรุมาศทรงบุษบก ที่สร้างเพื่อใชในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ กับที่มาของพระราชดำรัส พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ที่ได้ค้นคว้าข้อมูลจาก คณะกรรมอนุกรรมการจัดทำจดหมายเหตุและจัดพิมพ์หนังสือที่ระลึกพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ. งานพระเมรุมาศสมัยรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ อมรินทร์การพิมพ์, 2518. หน้า 211

เรื่องราวเกี่ยวกับ พระเมรุมาศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินนั้น อยู่คู่กับประเพณีไทยมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี ซึ่งปัจจุบัน พระเมรุมาศ ที่ใช้ในพระราชพิธีฯ ได้แก่ พระเมรุมาศทรงบุษบก ซึ่งมีประวัติและที่มาที่น่าสนใจ โดยต้นกำเนิดนั้นเริ่มมาจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งอดีต การก่อสร้างพระเมรุมาศในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จะยึดรูปแบบมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยาแทบทั้งหมด จนมาถึงในรัชสมัยของ ในหลวง รัชกาลที่ 5 จึงเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า พระเมรุมาศทรงปราสาท มีความสิ้นเปลืองเกินจำเป็น จึงนำมาซึ่งการเริ่มใช้พระเมรุมาศทรงบุษบกเป็นครั้งแรก ในพระราชพิธีฯ ของพระองค์เอง

ทั้งนี้ในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพของรัชกาลที่ 5 จึงมีการเปลี่ยนมาก่อสร้างพระเมรุมาศทรงบุษบก บนพื้นราบ ดัดแปลงอาคารปราสาทเป็นเรือนบุษบกบัลลังก์ หรือเป็นการขยายพระเมรุทอง ในปราสาทเป็นเรือนบุษบกบัลลังก์แต่เดิมให้ใหญ่ขึ้น แวดล้อมด้วยเมรุราย 4 ทิศ ลดรูปเป็นคดซ่าง ระเบียง ทับเกษตร อย่างไรก็ตาม ยังคงสถาปัตยกรรมวิจิตรงดงาม ถือเป็นต้นแบบพระเมรุมาศแบบใหม่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

จากนั้น พระเมรุมาศทรงบุษบก ได้ถูกนำมาใช้ในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพองค์พระมหากษัตริย์ในรัชกาลต่อมาทั้ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6, งานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 และงานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ยกเว้น งานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ที่มีพระราชพิธี ณ สุสานในประเทศอังกฤษ 

สำหรับพระเมรุมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นพระเมรุทรงบุษบก 9 ยอด วางผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้าง 60 เมตร ยาว 60 เมตร สูง 55 เมตร เท่ากับตึก 17 ชั้น การจัดสร้างพระเมรุมาศ ดำเนินการโดยกรมศิลปากร ถือเป็นพระเมรุมาศทรงบุษบกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในรอบ 100 ปี

 

(ภาพจาก พระเมรุมาศรัชกาลที่ ๕, ๖ และ ๘ : หนังสือธรรมเนียมพระบรมศพและพระศพเจ้านาย)

ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 เวลา 22.00 น. ถือเป็นวันเวลาที่คนไทยทุกคนต้องจดจำไปชั่วชีวิต เพราะเป็นวันและเวลาที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ เพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก่อเกิดกลุ่มควันลอยเหนือพระเมรุมาศ สร้างความโศกาอาดูรให้กับคนไทยทั้งประเทศ

เราเดินทางกลับจากประเทศจีนวันที่ ๒๕ ตุลาคมจึงมีโอกาสได้ชมพิ ธีการถวายพระเพลิงพระบรมศพ ทางโทรทัศน์  ด้วยใจรันทดยิ่ง เป็นเหตุการที่ไม่อาจเลือนไปจากใจ นับเป็นโอกาสดีที่ได้มาประเทศไทยในช่วงนี้ ทั้งได้รำลึกได้ว่า เรานี้มีบุญยิ่งที่ได้เกิดในแผ่นดินของพระองค์

ฉบับหน้าจะพาผู้อ่านไปเที่ยวนครปักกิ่ง และฟังคนจีนพูดภาษาอังกฤษผิดๆกันด้วย