Get Adobe Flash player

จดหมายเหตุประเทศไทย ตอน 5 ดร. การุณ

Font Size:

                หลายคนคงจะมีความเข้าใจในสิ่งนี้เหมือนผม สิ่งนี้คือ เราไม่รู้ว่าเรารู้ จนกระทั่งมารู้ว่าคนอื่นไม่รู้ หรือว่า สิ่งที่เราคุ้นเคยจนไม่เห็นว่าแปลก กลับเป็นสิ่งแปลกที่คนอื่นเห็น ก็ทำให้เราเห็นว่ามันคงเป็นสิ่งแปลก ฟังดูสับสนงงงวยหรือเปล่าไม่ทราบ คือเรื่องมันเป็นเช่นนี้

                ผมสอนภาษาอังกฤษให้นักศึกษาอเมริกัน ระดับปริญญาตรี อันเป็นวิชาบังคับที่ California State University, Long Beach รวมเป็นเวลาประมาณ ๓๐ ปี จึงเกษียณ แล้วคนไทยก็สงสัยว่าไปสอนให้เขาพูดให้ถูกต้องเหมือนที่นักศึกษาไทยต้องเรียนภาษาอังกฤษเช่นนั้นหรือ มิได้เป็นเช่นนั้น แต่เป็นการสอนให้เขารู้จักใช้วิจารณญาณ เรื่องที่เป็นประเด็นสำคัญต่อชีวิตหรือสังคม ด้วยการหาหลักฐานหรือข้อมูลที่น่าเชื่อถือมาวิเคราะห์โดยไม่มีความลำเอียง เช่นเรื่องการจราจลในประเทศอียิปต์มีสาเหตุอะไร ก็เป็นการใช้ Analytical Thinking ที่กับข้อมูลต่างๆที่นักศึกษาหามาวิเคาระห์ให้ถ่องแท้ ด้วยจุดประสงค์ที่จะทำให้เข้าใจปัญหาอย่างชัดเจน และบางครั้ง เราอาจแสดงความคิดเห็นส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่สำคัญต่อชีวิตและสังคม เช่นเรื่อง เราจำเป็นต้องอาศัยศาสนาดำเนินชีวิตให้ถูกต้องหรือไม่อย่างไร เรื่องเช่นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสาเหตุ นอกจากเหตุผลส่วนตัวตามดุลพินิจที่เกิดจากพื้นฐานต่างๆที่เป็นองค์ประกอบที่ทำให้เกิดความคิดเห็น จะเหมาะสมเช่นไรก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานความนึกคิดและภูมิปัญญาของแต่ละคน การใช้ความคิดเช่นนี้คือ Critical Thinking ทั้งสองอย่างรวมทั้ง Listening Skills และ Study Skills เป็นองค์ประกอบของวิชาการเขียน หรือการประพันธ์ที่ผมสอนนักศึกษาอเมริกัน

                และที่สถาบันระดับปริญญาตรีในประเทศไทย ทำให้ต้องปรับตัวทำความเข้าใจนักศึกษาไทยในหลายด้านเช่น Study Skills ที่เคยชินกันการจดและท่องจำ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น Listening Skills ที่ถนัดเพียงการฟังเพื่อซึมซับข้อมูลโดยไม่มีการวิเคาระห์วิจัยไตร่ตรวนด้วยเหตุผลหรือด้วยการถามในใจขณะรับฟังว่า “ทำไม” “อย่างไร” “เมื่อไร” “เป็นได้อย่างไร” เป็นต้น

                เมื่อเข้าใจว่าเหตุใดนักศึกษาไทยไม่กล้าพูดหรือแสดงความคิดเห็น เป็นเพราะมีกรอบรอบตัวอยู่ทุกคน เป็นกรอบที่วัฒนธรรม (culture) กำหนดและถ่ายทอดกันมาหลายชั่วอายุให้เคารพฟังผู้ใหญ่ หรือการแสดงออก เป็นการอวดตัวที่คนเพ่งเล็งคอยวิจารณ์ หากแสดงออกผิด ก็จะถูกเย้ยจนเสียหน้า หรือแสดงออกมากเด่นเกิน ก็จะเป็นที่ริษยา จึงแก้ความไม่กล้าแสดงออกของนักศึกษาที่สถาบันนี้ด้วยการสร้างความใกล้ชิดผ่านกรอบที่วัฒนธรรมความคิดกำหนด มีคำภาษาอังกฤษที่ใกล้เคียงว่า break the ice ให้ลูกศิษย์กับอาจารย์ มีความสัมพันธ์เช่นมิตรได้ เมื่อผ่านกรอบนั้นไปได้ ก็เข้าถึงจิตใจกันได้ ความคุ้นเคยก็เกิดขึ้น ความกล้าก็ตามมา ความพร้อมที่จะแสดงออกก็เกิดขึ้น แต่ก็ยังมีปัญหาอื่นอีก

                ทุกคนมีความคิด และใช้ภาษาถ่ายความ หากเป็นภาษาไทย ก็ไม่มีปัญหา แต่นี่เป็นภาษาอังกฤษ ที่เป็นปัญหาอีกประการ คือความกังวลหรือกลัวที่จะพูดผิด แต่เมื่อได้สร้างความสนิทสนมในชั้น ด้วยการพูดถึงนักศึกษาในชั้นให้ทุกคนรู้จักและคุ้นเคย เขาก็จะกล้าพูดแม้รู้ว่าพูดไม่ถูก หน้าที่ของผมคือการช่วยให้เขาเข้าใจว่าจะพูดให้ถูกได้อย่างไร ซึ่งต่างจากการชี้แจงว่าเขาพูดผิดโดยไม่แนะแนวทางที่ช่วยให้เขาปรับปรุงด้วยตนเองได้ เช่นคนหนึ่งเขียนว่า

Old people know well than younger, they work for long time and can teach you how to work.

แนะการปรับปรุงเป็นเรื่องๆว่า

  • Comparison: well than ภาษาไทยคงจะพูดว่า“รู้ดีกว่า” แต่ภาษาอังกฤษจะพูดว่า “รู้มากกว่า” หรือ “know more than”
  • Diction: younger vs. young people คำแรกเป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้เปรียบเทียบ หมายถึง “อายุน้อยกว่า” หากจะพูด “คนอายุน้อย” ให้คล้องกับ “คนอายุมาก หรือ คนสูงวัย” ก็ใช้ young people
  • The Present Perfect Tense: work  for long time เมื่อบอกจำนวนเวลาที่นับจากอดีตมาจนปัจจุบันกาลที่ใช้คือ The Present Perfect Tense ที่ใช้กริยาช่วย To Have กับ Past Participle ของกริยาหลักคือ worked เป็น have worked for a long time
  • For long = for a long time ใช้ได้เหมือนกัน

                จากนั้นก็ให้นักศึกษาผู้นั้นหัดพูดใหม่ตามความเข้าใจที่ได้รับไป แล้วก็ฝึกให้เขาออกเสียงและสำเนียงประโยคให้ถูกต้อง แต่ความเข้าใจอย่างเดียวนั้นไม่เป็นผลขึ้นได้ หากไม่ได้นำมาใช้ในเหตุการณ์อื่น จึงได้ถามเขาไปในเหตุการณ์อื่นที่ต้องอาศัยประโยคเช่นเดียวกัน เช่น

                Do you have a close friend?

                Does your close friend know how to speak English well?

                Who speaks English better?

จะต้องฟังคำตอบว่าควรจะแนะอย่างไร เช่น My friend speak English better than me. ก็ต้องแนะว่า กริยา speaks ต้องมี s เพราะประธานเป็นเอกพจน์ และแทนที่จะพูดว่า than me ก็ต้องพูดว่า than I เพราะย่อมาจาก than I do.

                How long have studied English?

ถ้าเขาจำกฏที่แนะไว้และนำมาใช้ในข้อความนี้ เขาควรจะพูดได้ว่า

                I have studied English for ten years.

เมื่อเขานำกฏมาใช้ได้ถูกต้อง ก็ฝึกการออกเสียงสำเนียงให้ คือการรวมเสียงสระและพยัญชนะให้ต่อเนื่องคือ studied English “สตัดดี้ ดิงลิช” และเสียง for ที่ไม่สำคัญ ต้องย่อลงเป็น “เฟอร์”

                และเมื่อถึงวันหยุด ได้พักสมองจากการเตรียมการสอนและบทเรียน หลานฝ่าย ดร.ชวนชื่น โทรมาชวนไปล่องแม่น้ำที่ดอนหวาย ที่ไม่เคยรู้จัก ไปแวะเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ของภรรยา คุณหนิงเป็นชาวเชียงใหม่ ทำแกงฮังเลแสนอร่อยรอคอยต้อนรับ (อันแกงฮังเลนั้นรู้จักรับประทานมาแต่ครั้งไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ๔ ปี)ส่วนคุณวีระเป็นนายทหารอากาศชั้นผู้ใหญ่ที่เกษียณแล้ว ทั้งสองท่านอายุน้อยกว่าผม จึงเรียกผมเป็นพี่ไปโดยปริยาย ทำให้รู้สึกสนิทสนมแม้จะพบกันเป็นครั้งแรก

                ที่ตลาดดอนหวาย แน่นขนัดทั้งคนซื้อและคนขาย ของที่ขายมีทั้งดอกไม้สด อาหารคาวหวาน ผลไม้ เสื้อผ้า จิปาถะ แสดงกำลังซื้อของประชาชน เราได้รับการเลี้ยงดูแบบที่ไม่ยอมให้อิ่ม แต่ความพอเพียงนั้นกำหนดไว้ใจ มากไปความอร่อยก็คงจะกล่อยไป คุณวีระจัดการซื้อตั๋วเรือ ถึงเวลาลงเรือ ล่องไปตามแม่น้ำสีน้ำตาล ดูสะอาดไร้สิ่งปฏิกูลนอกจากผักตบชวาใบใหญ่ที่ลอยมาเป็นกองๆ ธนาวัฒน์ หลานชายตระกอง นก ภรรยาน่ารักสำเร็จการศึกษาจากสถาบันที่ Australia ชวนกันชี้ชมทัศนียภาพของสองฝั่งคล่อง มีทั้งเรือนไทย อาคารใหญ่ของเศรษฐีท้องถิ่น และวัด ชั่วโมงผ่านไปเรือกลับมาจอดท่า ให้คนโยนขนมปังเลี้ยงปลาสวายตัวใหญ่หลายร้อยเบียดเสียดกันงับอาหาร ได้เวลากลับบ้าน

                ฟังข่าวทางโทรทัศน์ วัดที่พิษณุโลก พระที่นั่นทำขนมปังเป็นล่ำเป็นสันด้วยเตาอบขนาดอุตสาหกรรม พระนวดแป้งอย่างฝีมืออาชีพ ใช้วัตถุดิบที่ดีพอสำหรับคนด้วย แต่เอาไว้จำหน่ายให้คนนำไปเลี้ยงปลา เป็นรายได้บำรุงวัด พระวัดนี้มีงานทำประจำทุกวัน น่าเลื่อมใสและเอาอย่าง แทนที่จะปล่อยให้กิเลสครอบงำ