Get Adobe Flash player

จดหมายเหตุประเทศไทย ๙ โดย ดร.การุณ รุจนเวชช์

Font Size:

               “ชนใดไม่มีดนตรีการ ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก” พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตรัสไว้สะกิดใจคนไทยที่ไร้เสียงเพลงประโลมใจให้รื่นเริง ชาวต่างชาติหลายท่านก็มีความคิดเห็นที่พ้องกัน เช่น

               A painter paints pictures on canvas.  But musicians paint their pictures on silence.  ~Leopold                Stokowski

               “จิตรกรแต้มสีภาพบนผ้าใบ แต่คีตศิลปินแต้มสีภาพในความเงียบ” เลโอโพลด์ สโตคอฟสกี

คำแรก A painter เป็นคำนามเอกพจน์ กริยา paints  เป็น Present Tense ต้องมี –s สะกด ส่วนประโยคที่สอง musicians เป็นพหูพจน์ กริยา paint  เป็น Present Tense ไม่มี –s สะกด

               Music washes away from the soul the dust of everyday life.  ~Berthold Auerbach

               “เพลงชำระผงธุลีจากจิตวิญญาณของชีวิตวัน” เบอโธลด์ โอเออร์บาค

ประโยคนี้มีการแบ่งวรรคตอนเพื่อการย้ำความหลังที่ว่า dust of everyday life คือที่จริงส่วนสุดท้ายเป็นส่วนหนึ่งของ Music washes away ถ้าเขียนโดยไม่แบ่งวรรคก็จะเขียนว่า Music washes away the dust of everyday life from the soul. ซึ่งดูธรรมดา

               Take a music bath once or twice a week for a few seasons.  You will find it is to the soul what a                water bath is to the body.  ~Oliver Wendell Holmes

               “ชำระกายด้วยเพลงหนึ่งหรือสองครั้งต่ออาทิตย์สองสามฤดู คุณจะเห็นว่าเพลงชำระจิตเช่นเดียวกับน้ำ               ชำระกาย” โอลิเวอร์ เวนเดล โฮมส์

a music bath เป็นการเขียนที่ใช้จินตนาการหรืออุปมา เหมือนว่า “เอาเสียงเพลงชำระกาย เช่นน้ำอาบร่าง” You will find it is toคำว่า it คือ a music bath กริยา is to หมายถึง “มีไว้เพื่อ”

               วันศุกร์หยุดงานสอน นาวาอากาศเอก ปราโมทย์ โทรมานัดพบครั้งที่สองให้สมกับที่ขาดหายไปหลายปี ความพอใจในอัธยาศัยของกันและกัน เป็นสายสัมพันธ์ประมาณสายน้ำที่ไม่เหือดแห้ง อีกประการ เราสองมีนิสัยพ้องกันอยู่อย่างคือชอบร้องเพลง แต่ต่างกันเล็กน้อยที่ว่า พี่ปราโมทย์ไม่จริงจังกับการร้องเช่นจริงจังกับหน้าที่เมื่อครั้งรับราชการ เพียงแต่ร้องเพื่อปล่อยใจไปกับเสียงเพลง เช่นเดียวกับการมีงานอดิเรกทำในยามเกษียณเพื่อให้ชีวิตมีชีวาไม่ปล่อยให้ชราและเฉา ส่วนผมฝักใฝ่ในศิลปะการขับขานมาแต่วัยรุ่น และร่ำเรียนฝึกฝนทั้งการหายใจ การเจียรนัยเสียงให้แจ่มกระจ่างกังวาน และการแนบความรู้สึกไว้กับคำที่ผู้ประพันธ์ประจงสรร สนองทำนองเพลงให้สอดคล้อง จะด้วยความฝักใฝ่มากน้อยต่างกันอย่างไร ก็ได้ความสุขใจเทียมกัน ดังผู้สูงวัยที่มาชุมนุมกันที่ “ศูนย์กิจกรรมชมรมผู้สูงวัยสินทราวาส” ดำเนินงานโดย คุณออมสิน และคุณมนัส แนบเนื้อ ภรรยาเป็น DJ จัดเพลงให้ร้อง และร่วมร้องกับแขกที่ขาดคู่ร้อง ส่วนสามีชอบปลูกต้นไม้บนที่ดินอันเป็นมรดกอีกชิ้นหนึ่งที่นำมาใช้ให้เป็นส่วนเสริมความสุขแก่ผู้สูงวัย รอบบ้านมีดอกชบาหลากสีสด

               วันนั้นมีผู้ร่วมลงขันเปิดห้องหลายรายคนละ ๑๐๐ บาทไม่กำหนดเวลา ทุกคนให้ความสนใจเราที่คงไม่เหมือนใคร ด้วยการแต่งกาย ท่าทางเดินและพูดจา ความไม่เหมือนที่ประสานกับกิริยาสุภาพและวาจาที่ใส่ใจผู้อื่น เป็นประตูเปิดทางให้คนเข้าใกล้ได้โดยง่าย และเมื่อถึงคิวที่คุณออมสินลงชื่อแขกทุกคนไว้บนกระดานให้รู้ว่ารอบใคร แต่ความไม่คุ้นเคย คุณออมสินจึงเตือนว่าถึงรอบตัว แล้วตั้งใจร้องเพลง “คิดถึง” ประพันธ์คำร้องโดย พระยาธรรมศักดิ์มนตรี ที่ขึ้นด้วย “จันทร์กระจ่างฟ้า นภาประดับด้วยดาว...” ตามทำนองส่วนหนึ่งของเพลงคลาสสิคโดยนักประพันธ์เพลง Sorasote ชาว Spanish ทั้งสบสายตาทุกคน ราวว่าจะสนทนาด้วยเสียงเพลง และทุกคนตอบรับไมตรีด้วยยิ้มและตั้งใจฟังจนจบ ปรบมือให้เหมือนจะเชื้อเชิญสนทนาด้วย แล้วการสนทนากับทุกคนก็ดำเนินไปอย่างสนิทสนม ที่แปลกหน้าแต่แรก กลายเป็นมิตรใหม่ที่ไร้เหลี่ยมคม มีแต่ความเสน่หาในไมตรีเพราะมี Music washes away from the soul the dust of everyday life.  ทุกคนต้องการให้กลับมาร้องเพลงอีก คุณมุกดา กับ คุณออมสิน จึงได้ร่วมจัดวันสำราญเพลงอีกครั้งในอาทิตย์หน้า ทุกคนที่ผ่านเข้ามาในเสี้ยวเวลานี้ มีความตั้งใจที่จะสมานไมตรีให้ต่อเนื่อง เช่นนี้หรือจะไม่ยอมปล่อยใจให้หลงไหลเสน่ห์คนไทยและประเทศไทย โดยไม่ใส่ใจในความไม่เป็นระเบียบของการดำเนินชีวิต และความยุ่งเหยิงของการดำเนินประเทศ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่มีอิทธิพลทำให้ใจรกได้

               วันเสาร์ คุณสมบูรณ์พาเราไปรับเพื่อนจากแคลิฟอร์เนียที่มาประเทศไทยเป็นครั้งแรก คุณสมบูรณ์ให้ Bill สัมผัสกับชีวิตชาวไทยส่วนใหญ่ที่ตลาดน้ำแห่งใหม่ “ขวัญเรียม” ชื่อหนุ่มสาวที่ยอมสละชีพเพื่อความรัก ในนวนิยาย “แผลเก่า” ที่นี่มีตลาดทั้งสองฝั่งคลองแสนแสบ และวัดทั้งสองฝั่งคลอง ผู้คนมาเที่ยวกันหนาแน่น ส่วนใหญ่มาหาอาหารที่หาทานยากราคาถูก เช่นขนมเบื้องญวน, ข้าวแช่ และอื่นๆทั้งบนบกและในเรือ รวมทั้งกาแฟชาวดอยในเรือ และยังมี “ชาชัก” ที่คนชักชาร่างท้วมเต้นไปตามเพลง มือหนึ่งถือภาชนะบรรจุชาร้อน อีกมือถือภาชนะขนาดและประเภทเดียวกันคอยรับน้ำจากที่สูงไหลลงเป็นเส้นทั้งด้านหน้าและด้านหลังโดยไม่พลาดสักหยด ความแปลกที่ค่อนข้างพิศดาร เป็นเสน่ห์อีกอย่างของคนไทย

               วันอาทิตย์ เป็นวันที่หลานสุพลจัดรถ Mercedes Benz ใหม่พร้อมคนขับมารับแต่เช้า เพื่อพาเราและ Bill ไปชมวัดพระแก้ว เมื่อมาถึงนักท่องเที่ยวมาชุมนุมกันที่หน้าประตูเป็นแถวยาว จนได้เวลาประตูเปิด เสียงผู้นำคณะนักท่องเที่ยวถือธง ตะโกนก้องผ่านหูทั้งซ้ายขวา หญิงที่แต่งกายไม่สุภาพเสื้อเปิดไหล่ กางเกงขาสั้น ต้องไปเช่าผ้าถุง และเสื้อคลุม ชิ้นละ ๒๐๐ บาท ทุกคนจรดจ้องที่ความวิจิตรของวัดพระแก้วที่แสดงถึงอารยธรรมอันสูงส่งและความรุ่งเรืองของสยามประเทศในอดีต อันมีประวัติสังเขปดังนี้

               วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดพระแก้ว นั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ แล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๓๒๗

               เป็นวัดที่สร้างขึ้นในเขตพระบรมมหาราชวัง ตามแบบวัดพระศรีสรรเพชญ สมัยอยุธยา วัดนี้อยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอก ทางทิศตะวันออก มีพระระเบียงล้อมรอบเป็นบริเวณ เป็นวัดคู่กรุงที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ใช้เป็นที่บวชนาคหลวง และประชุมข้าทูลละอองพระบาทถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา

               รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าให้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรหรือพระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทย มาประดิษฐาน ณ ที่นี้ วัดพระศรีรัตนศาสดารามนี้ ภายหลังจากการสถาปนาแล้ว ก็ได้รับการปฏิสังขรณ์สืบต่อมาทุกรัชกาล เพราะเป็นวัดสำคัญ จึงมีการปฏิสังขรณ์ใหญ่ทุก ๕๐ ปี คือในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน

               ฉบับหน้าจะได้นำเรื่อง “พระแก้วมรกต” พร้อมประวัติ และวัดอื่นๆที่ไปเยือนมาเล่าสู่กันฟัง