Get Adobe Flash player

จดหมายเหตุประเทศไทย ๑๐ โดย ดร.การุณ รุจนเวชช์

Font Size:

            “ไทยเป็นชาติมีน้ำใจ ใสสุทธิ ถือคติวิมุติพุทธศาสนา นามรุ่งเรือง เมืองพระตลอดมา เพียบพร้อมอารยะ วัฒนะชัย พระพุทธเจ้าประสาทธรรม อมฤต ขัดเกลาจิตอบรมบ่มนิสัย นิกรชน ประพฤติดีมีวินัย สุจริตกายวาจาใจ ไตรทวาร”

            จากเพลง พุทธศาสตร์ชาติไทย” ทำนองโดย ครูเอื้อ สุนทรสนาน คำร้องโดย หลวงสารานุประพันธ์ ที่นำลักษณะเด่นของคนไทยและประเทศไทยไว้รวมกันเพียงสั้นๆแต่แฝงความได้ชัด เช่นความมีน้ำใจ หรือ consideration ของคนไทยที่เป็นลักษณะเด่นของคนไทยตามอุปนิสัยแต่เดิมว่า “ใครมาถึงเรือนชานให้ต้อนรับ” เป็นผลต่อกิริยาที่อ่อนโยน ยิ้มทักทายโดยง่าย ชาวไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธที่กล่อมเกลาจิตใจและบ่มนิสัยให้เดินทางสายกลาง  ให้ทาน ไม่ยึดติดกับวัตถุหรือสิ่งใดที่ทำให้เกิดทุกข์ เป็นต้น ด้วยศรัทธาที่มีต่อศาสนาของพุทธศาสนิกชน ประชาชนได้รวมใจสร้างวัดทุกถิ่นฐาน ถือแบบอย่างจากกษัตริย์ทุกพระองศ์ทุกสมัยมา ที่ทรงสร้างวัด สำคัญๆ ดังเช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ทรงสร้าง และนำพระแก้วมรกตมาประดิษฐาน เป็นคู่บ้านคู่เมืองในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร สืบมา

            เมื่อเสร็จการสอนจนถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ เป็นวันที่มีโอกาสได้พบญาติมิตร และพาเพื่อนจากแคลิฟอร์เนีย ไปวัดพระแก้ว ไหว้พระแก้วมรกต

            ประวัติสังเขปของ “พระแก้วมรกต” จาก (http://th.wikipedia.org/wiki) มีดังนี้

            ภายในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร(พระแก้วมรกต)

พระพุทธรูปปางสมาธิ ทำด้วยมณีสีเขียวเนื้อเดียวกันทั้งองค์ หน้าตักกว้าง ๔๘.๓ ซม. สูงตั้งแต่ฐานถึงยอดพระเศียร ๖๖ ซม. ประดิษฐานอยู่ในบุษบกทองคำ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระราชศรัทธาสร้างเครื่องทรงถวายเป็นพุทธบูชา สำหรับฤดูร้อนและฤดูฝน

            พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างเครื่องฤดูหนาวถวายอีกชุดหนึ่ง ทำด้วยทองเป็นหลอดลงยาร้อยด้วยลวดทองเกลียว ทำให้ไหวได้ตลอดเหมือนกับผ้า ใช้คลุมทั้งสองพาหาขององค์พระ

            พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหยกอ่อนเนไฟรต์สีเขียวดังมรกต เป็นพระพุทธรูปสกุลศิลปะก่อนเชียงแสนถึงศิลปะเชียงแสน หลักฐานที่ตรงกันระบุว่าพบครั้งแรก ประดิษฐานอยู่ในเจดีย์วัดป่าญะ ต. เวียง เมืองเชียงราย[1] (ปัจจุบันคือวัดพระแก้ว เชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย) ในปี พ.ศ. 1977 (หรือ ค.ศ.1434) ฟ้าได้ผ่าลงองค์พระเจดีย์จนพังทลายลง จึงพบพระพุทธรูปพอกปูนลงรักปิดทอง จึงได้นำไปไว้ในวิหาร ต่อมาปูนบริเวณพระนาสิกเกิดกระเทาะออก เห็นเป็นเนื้อมรกต จึงกระเทาะปูนออกทั้งองค์ เห็นเป็นเนื้อหยกสีมรกตทั้งองค์ หลังจากนั้น พระเจ้าสามฝั่งแกนแห่งเชียงใหม่ทราบข่าวการค้นพบพระพุทธรูปนี้ จึงเชิญมาประดิษฐานที่เชียงใหม่ แต่ช้างทรงพระแก้วมรกตกลับไม่เดินทางไปยังเชียงใหม่ แต่ไปทางลำปางหาก ช้างนั้นมีพระแก้วมรกตอยู่บนหลังช้าง เชียงใหม่เห็นว่าลำปางก็อยู่ในอาณาจักรล้านนาจึงนำไปไว้ที่วัดพระแก้วดอน เต้า ถึงสมัยพระเจ้าติโลกราช ได้เชิญพระแก้วมรกตมายังเชียงใหม่ สร้างปราสาทประดิษฐานไว้แต่ถูกฟ้าผ่าหลายครั้ง ครั้นเมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาแห่งล้านช้างซึ่งเป็นญาติกับราชวงศ์ล้านนามาครองเมืองเชียงใหม่ เมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาเสด็จกลับหลวงพระบาง ก็เชิญพระแก้วมรกตไปด้วยพร้อมกับพระพุทธสิหิงค์ ทางเชียงใหม่ขอคืนก็ได้แต่พระพุทธสิหิงค์ เมื่อล้านช้างย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบางมาเวียงจันทน์ก็เชิญพระแก้วมรกตลงมาด้วย ต่อมาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นเมืองหลวง พระองค์ได้ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกต และพระบาง มาจากอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ (ลาว) ในครั้งนั้นประดิษฐานไว้ที่วัดอรุณราชวราราม ต่อมาเมื่อสิ้นรัชสมัยของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงอัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรลงบุษบกในเรือพระที่นั่ง เสด็จข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มาประดิษฐานยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จนถึงปัจจุบัน ส่วนพระบางพระราชทานคืนให้แก่ลาว (http://th.wikipedia.org/wiki)

            เสียงกล้องบันทึกภาพถ้วนทั่วทุกมุมจากนักท่องเที่ยวนานาชาติ และจากกล้องของตัว รัวตลอดเวลา คิดไปก็น่าภูมิใจที่ประเทศไทยมีสิ่งดีๆให้ชาวโลกนิยม ชมพอแก่เวลา ก็แวะไปชมพระบรมมหาราชวังต่อ บัตรผ่านของเพื่อนใช้ได้ตลอด ส่วนคนไทยไม่ต้องเสีย

            ประวัติสังเขปของพระบรมราชวัง มีดังนี้

            เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ทรงย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีมายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาและโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังหลวงขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการปกครองของประเทศและเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ การก่อสร้างพระราชวังหลวงเริ่มขึ้นพร้อมกับการสร้างพระนครเมื่อ พ.ศ. 2325 ...ต่อมาใน พ.ศ. 2326 พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชมนเทียร พระมหาปราสาท เปลี่ยนเสาระเนียดจากเครื่องไม้เป็นก่อกำแพงอิฐ สร้างประตูรายรอบพระบรมมหาราชวัง ตลอดจนสร้างพระอารามในพระราชวังหลวง คือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต)

            พระบรมมหาราชวังได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมขยายอาณาเขตและบูรณปฏิสังขรณ์มาในทุกรัชกาล ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พระราชอนุชา ขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงบัญญัติให้เรียกพระราชวังหลวงว่า พระบรมมหาราชวัง นั่นคือ ทรงบัญญัติให้ใช้คำว่า “บรม” สำหรับฝ่ายวังหลวง และ “บวร” สำหรับฝ่ายวังหน้า พระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้าจึงเรียกว่า “พระบวรราชวัง” เมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว พระราชวังหลวงก็ยังคงใช้ว่า พระบรมมหาราชวัง มาจนกระทั่งปัจจุบัน

            การชมและบันทึกภาพไว้รำลึกในโอกาสต่อไป เป็นเพียงความเพลินในภาพงามที่ไร้จิตวิญญาณ แต่การศึกษาประวัติความเป็นมาของสถานที่นั้น เป็นการสืบสานชีวิตของสถานที่ให้มีจิตวิญญาณขึ้นมา สร้างฐานของความเป็นไทยให้สมบูรณ์ ทำให้เกิดความรักและภาคภูมิใจในเผ่าพงษ์ของตนได้ ทั้งชนรุ่นปัจจุบัน ก็ควรได้ตระหนักว่าความรุ่งเรืองของประเทศไทยนั้น สืบทอดมาแต่สมัยกษัตริย์ทรงบริหารประเทศ ไม่ใช่สามัญชนที่สังวรณ์เพียงชื่อเสียงและบารมี โดยที่ไม่ได้สร้างสิ่งใดในชีวิตให้เป็นมรดกแก่ชาติ

            ฉบับหน้าจะไปวัดอรุณราชวราราม