Get Adobe Flash player

ซัมเม่อร์อลาสก้า โดย รุจิรัตน์ โททาริ

Font Size:

ดิฉันพึ่งกลับจากเที่ยวเรือสำราญอลาสก้าหรือ “อลาสก้า ครูซ” (Alaska Cruise) ไป 6 ก.ค. ถึง 13 ก.ค. ไปกัน 4 คน พี่สาวและพี่เขยจากเยอรมัน ดิฉันและสามี  ดิฉันชอบอลาสก้ามาก อากาศดีไม่หนาวอย่างที่คิดและมีแดดดีตลอดเกือบทุกวัน โดยปกติอากาศรัฐอลาสก้าจะหนาวมากและมีหิมะตก จับเป็นธารน้ำแข็งหรือ “เกลเชียร์” (Glacier) ตามเขาในทะเล จึงไม่ปลอดภัยต่อการเดินเรือสำราญ ฉะนั้น Alaska Cruise จะเดินเรือเพียงช่วงฤดูร้อนเท่านั้นระหว่างเดือนพ.ค. ถึง ก.ย.

อลาสก้า

อลาสก้าเป็นรัฐที่ 49 ของอเมริกา อเมริกาซื้ออลาสก้ามาจากรัสเซียปี ค.ศ. 1867 ในราคา $7.2 ล้านเหรียญดอลล่าร์ (ประมาณ 2 เซ็นต์ต่อเอเคอร์สมัยโน้น) และได้ประกาศอลาสก้าเป็นรัฐที่ 49 เมื่อวันที่  3 มกราคม 1959 (อเมริกามีรัฐทั้งหมด 50 รัฐ ฮาวายเป็นรัฐที่ 50 ทดสอบความรู้คนที่จะไปสอบซิติเซ่นค่ะ) ชื่อ “อลาสก้า” ในภาษารัสเซียนเขียน Аляска อ่าน “อัลเยสก้า” (Alyeska) ภาษาอังกฤษไม่มีตัว R กลับหลังяแบบภาษารัสเชียนไปมายังไงไม่ทราบกลายเป็นเรียก “อลาสก้า” คำว่า“อัลเยสก้า”หมายถึง“แผ่นดินใหญ่” (The great land) ซึ่งคล้ายสำนวนภาษาพื้นเมืองชาว อลาสกั้นของชนเผ่า“อลูท” (Aleut) ซึ่งแปลว่า “สิ่งที่ทะเลชี้ไปหา” (object to which the action of the sea is directed) อลาสก้าเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกาพื้นที่ประมาณ 586,412ตารางไมล์ (1,518,800ตารางก.ม.)จำนวนประชากรตามสำรวจสัมมะโนประชากรของสหรัฐ (U.S. Census Bureau) ปี 2013 มีประชากรเพียง 735,132 คน รัฐอลาสก้าเป็นรัฐที่มั่งคั่งอันดับ 10 ของอเมริกา ค่าครองชีพรัฐนี้สูงกว่ารัฐอื่นๆทั้ง 48 รัฐ ยกเว้นรัฐฮาวาย เปอร์เซ็นคนว่างงานปี 2014 เพียง 6.4% เศรษฐกิจหลักของอาสก้ามาจากน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ อุตสาหกรรมการประมง และจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รัฐอลาสก้าไม่แบ่งเขตเป็น “เคาน์ตี้” (County) เช่นเดียวกับรัฐอื่นๆแต่แบ่งเป็นแคว้นเรียก “เบอโร” (Boroughs) มีทั้งหมด 16 เบอโร เมืองหลวงรัฐอลาสก้าคือ “จูโน” (Juneau) เมืองจูโนไม่มีทางหลวงเชื่อมต่อถึงเมืองอื่นๆในอลาสก้า คุณจะไปจูโนได้โดยบินและทางเรือเท่านั้น เมืองที่มีประชากรอยู่หนาแน่นที่สุดประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรอลาสก้าทั้งหมดคือ เมือง “แองเคอเร็จ” (Anchorage) เมืองที่คนมีรายได้สูงสุดคือเมือง “ฮาลิบัท โคฟ” (Halibut Cove) ประมาณ $89,895 ต่อบุคคล เวลารัฐอลาสก้าช้ากว่าคาลิฟอร์เนีย 1 ชั่วโมง

แผนที่รัฐอลาสก้า

 

ดูจากแผนที่รัฐอลาสก้า “สีแดง” อลาสก้าอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดของทวีปอเมริกาเหนือ ทางเหนือติดกับมหาสมุทรอาร์คติค ทางตะวันออกติดกับแคว้น “ยูคอน” (Yukon Territory) และ “บริติช โคลัมเบีย” (British of Columbia) ของประเทศแคนาดาทางตะวันตกติดทะเลแบริ่ง (Bering Sea) ซึ่งห่างจากหมู่เกาะเล็กใหญ่ของรัสเซียนับช่วงน้ำทะเลเพียงแค่ 4.8 ก.ม. (3 ไมล์)ทางใต้ติดอ่าวอลาสก้าและมหาสมุทรปาซิฟิก รัฐวอชิงตันอยู่ใกล้รัฐอลาสก้าที่สุดโดยมี “บริติช โคลัมเบีย” (แคนาดา) กั้นกลางประมาณ 800 ก.ม. (500 ไมล์)

เส้นทางเดินเรือ

เราบินจากลอสแองเจลิสไปเมือง“แองเคอเรจ” (Anchorage) ประมาณ 5 ชั่วโมงเราพักแองเคอเรจ 1 คืน เช้าวันอาทิตย์เราจองรถทัวร์จากโรงแรมไปท่าเรือเมือง Seward ประมาณ  4.5 ช.ม. ระหว่างทาง รถจอดให้เที่ยว National Park ดูสัตว์ป่าหลายชนิดแต่ส่วนมากจะเป็น “มูส” (Moose) มูสก็คล้ายๆกวางแต่มีเขาและตัวใหญ่กว่า  ที่ท่าเรือก่อนขึ้นเรือ มี “มูส” ปลอมรอต้อนรับ ดูรูป 1 และ 2 วันขึ้นเรือมูสตัวจริงและมูสปลอม  เรือสำราญที่เราไปชื่อ Statendam ของประเทศฮอลแลนด์ ขนาดกลางมีแคบินเพียง 7 ชั้น คนงานในเรือส่วนมากเป็นชาวอินโดนีเซีย (เนื่องจากอินโดเคยเป็นเมืองขึ้นฮอลแลนด์) คนเที่ยวส่วนมากมาเป็นครอบครัว เรือออกจากท่า 2 ทุ่มวันอาทิตย์ เส้นทางเดินเรือของเราเรียบไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ดูรูปข้างบน จาก Seward ไปเมือง Haines จาก Haines ไป Juneau จาก Juneau ไป Ketchikan จาก Ketchikan ไปเมืองแวนคูเว่อร์ (Vancouver) ซึ่งอยู่ทางใต้ก่อนถึง Bellingham Wash ขากลับเราบินจากแวนคูเว่อร์ไปแอลเอ (L.A. Los Angeles) ส่วนพี่สาวและพี่เขยบินจากแวนคูเว่อร์ตรงไปมิวนิค (Munich)

เกลเชียร์ (Glacier)

เรือแล่น 2 วันก่อนถึง Haines เช้าวันอังคารที่ 8 ก.ค. เรือแล่นเข้า “เกลเชียร์ เบย์ แนชั่นแนลพาร์ค” (Glacier Bay National Park) จุดสนใจที่สุดของการเที่ยวอลาสก้าคือเพื่อไปดู “เกลเชียร์” หรือธารน้ำแข็ง ซึ่งจะหาดูได้ในเฉพาะเมืองหนาวจัดๆ “เกลเชียร์”(Glacier) คือ ธารน้ำแข็งเกิดจากหิมะตกลงมาและสะสมกันจนหนาเป็นเวลานานหลายร้อยหลายพันปี เมื่อมีอากาศเปลี่ยนแปลง จึงเกิดการเคลื่อนตัวลงมาช้าๆตามไหล่เขาหรือที่ลาดชัน เนื่องจากธารน้ำแข็งหนักขณะเคลื่อนตัวมันก็จะไหลครูดบริเวณที่รองรับจนเกิดเป็นหุบเขาตัดขวางเป็นรูปตัวยู เรียก “ฟิยอร์ด” (Fjord) ซึ่งคล้ายๆอ่าวเล็กที่ถูก“เกลเชียร์” เซาะและกัดกร่อนจนเว้าเป็นร่องลึกเข้าไปในฝั่งระหว่างหน้าผาสูงชันตามเชิง  เมื่อธารน้ำแข็งไหลไปถึงตอนล่างก็จะค่อยๆแตกออกละลายกลายเป็นลำธาร ส่วนธารน้ำแข็งที่ถูกตัดขาดและแตกออกไหลลงทะเลเรียกว่าภูเขาน้ำแข็ง  เกลเชียร์จะมีสีเขียวแกมน้ำเงินสวยมากๆ สีเหมือนเพชรสีฟ้าที่ส่องประกายเมื่อถูกแดดส่องแว๊บวับ  ดูรูป 3 ถ่ายจากเรือที่ อ่าว เกลเชียร์ (Glacier Bay) ธารน้ำแข็งกำลังแตก คุณสามารถเห็นชิ้นน้ำแข็งที่ละลายไม่หมดลอยในน้ำ ขณะเรือแล่นเราสามารถได้ยินเสียงน้ำแข็งแตกคร๊อกแคร๊ก

เมืองเฮนส์ (Haines)

เช้าวันพุธที่ 9 ก.ค. เรือแล่นเข้าท่า “สแก๊กเวย์” (SkagwayPort) เมืองเฮนส์ (Haines) ดูรูป 4 ถ่ายจากเรือ Skagway Port เราสามารถเลือกซื้อทัวร์หรือ “เอ็กซ์เคอร์ชั่น” (Excursion) ต่างหากไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆที่เรือจอด เราเลือกซื้อทัวร์นั่งรถไฟจาก Skagway ขึ้นไปเที่ยวแคว้นยูคอน (Yukon Territory) ขึ้นไปบนเขาสูงประมาณ 4 ช.ม. โดยมีไก๊ด์บรรยาย เล่าประวัติความเป็นมาของยูคอน ช่วงขุดทอง (Yukon Gold Rush) ดิฉันจับใจความได้ดังนี้ ตอนที่อเมริกาซื้ออลาสก้า ค.ศ. 1867 ตอนนั้นก็ยังไม่มีระบบการรังวัดที่ดิน เนื่องจากอลาสก้าทางด้านตะวันออกติดกับแคนาดา อเมริกาและแคนาดาจึงมีการโต้แย้งในการแบ่งเขตตรงแคว้นยูคอน จนมาปี ค.ศ. 1896 -1899 (เพียง 3 ปี) มีคนค้นพบทองในแถบยูคอน แถบเขต  “คลอนได๊ค์” (Klondike) (ถ้าคุณอยู่อเมริกา คุณคงเคยทานหรือเห็นโฆษณาไอสรีม บาร์ เรียก “คลอนได๊ค บาร์” ชื่อมาจาก Klondike นี้) เมื่อข่าวแพร่สะพัด หนังสือพิมพ์ในเมือง“ซีแอ็ตเติ้ล” (Seattle) ลงข่าว คนอเมริกันก็แห่กันมาแสวงหาโชคขุดทองกันที่“คลอนได๊ค์” ใน “ยูคอน” ช่วงนั้นเมือง Skagway ได้สมญานามว่า “เมืองที่ดีกว่านรกนิดหน่อย” คือ เต็มไปด้วยนักเลง อันธพาล ผู้หญิงหากิน บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป ผู้มาขุดทองต้องเดินเขาขึ้นไปถึงยอดเขาสูง ผู้คนล้มตายกันมากมาย ไม่กี่คนที่เจอทองและรวยเพราะทอง แต่พวกหัวการค้าร่ำรวยจากการหากินกับพวกขุดทอง มีมาก พวกนี้ได้เปิดร้านอาหาร เปิดโรงแรมให้คนเช่า รับจ้างพาคนปีนเขาขึ้นไปขุดทอง เป็นต้น หนึ่งในผู้มีชื่อเสียงที่ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีจากการหากินกับพวกขุดทองคือ Frederick Drumpf ซึ่งเป็นปู่ของ “ดอนัลด์ ทรัมพ์” (Donald Trump)อภิมหาเศรษฐี Frederick อพยพมาจากเยอรมันนีได้มาตั้งร้านอาหารชื่อ Artic restaurant ช่วงยุคขุดทอง และกิจการอื่นๆจนร่ำรวย หลังจากยุคขุดทองหมดจึงกลับไปอยู่นิวยอร์ค ตอนเป็นซิติเซ่นได้เปลี่ยนนามสกุลจากDrumpfเป็น Trump ทัวร์รถไฟพาเราขึ้นเขาไปตามเส้นทางที่คนขุดทองต้องปีนขึ้นไป ซึ่งสูงมากๆเกือบสุดยอดเขา เราได้เห็นหลุมฝังศพของอันธพาล สถานที่ๆม้าตกเขาตายเป็นร้อยๆตัว วิวระหว่างทางสวยมากทีเดียว เมื่อเราถึงยอดเขาจะเห็นธงชาติ 5 ธงปักอยู่เป็นที่บ่งเขตอเมริกาและแคนาดา ถึงตรงนี้สุดทัวร์รถไฟ และเราย้อนกลับไป Skagwayดูรูป 5 ยอดเขา แคว้น ยูคอน ธงจากขวาไปซ้ายคือ ธงอลาสก้า ธงสหรัฐอเมริกา ธงแคนาดา ธงบริติช โคลัมเบีย  และธงแคว้นยูคอน

เมืองจูโน (Juneau)

เช้าวันพฤหัสที่ 10 ก.ค. เรือถึงเมือง “จูโน”(Juneau) อากาศวันนั้นดีมากๆประมาณ 60 F องศา (16+ C) รถทัวร์มารับเรา 9.00 โมงเช้า แห่งแรกพาไปสวนป่าไม้เล็กๆชื่อ Juneau Rainforest Garden ดูรูป 6 สามารถเดินรอบสวนภายใน 45 นาที มีต้นไม้และดอกไม้ป่าธรรมชาติมาจากฝนป่า ดิฉันชอบทัวร์นี้สุดๆ ได้เดินสูดอากาศเต็มปอดตอนเช้า คุณสามารถเดินกับดิฉันได้ลองหลับตาและปล่อยวางทุกอย่าง  วาดภาพตัวเองเดินในสวนป่าธรรมชาติ ได้กลิ่นชุ่มชื่นจากฝน ต้นสน ต้นเฟิร์น มอส ต่างชนิด หูได้ยินเสียงลำธารไหล เสียงนกจุ๊บจิ๊บจู๋จี๋กัน เมื่อลืมตาคุณจะเห็นต้นไม้และดอกไม้ป่าเขียวชอุ่ม และสีสรร ดูรูป 7 ดอกไม้ป่าประจำรัฐอลาสก้าชื่อ Fireweed นอกจากสวยแล้วยังมีประโยชน์ ทำยาและทำอาหารได้   คู่สามีภรรยาที่เป็น “โฮส”(Host) ชื่อ เจ๊ฟ และเจน ดูรูป 8 เขาทั้งสองย้ายมาอยู่อลาสก้าได้ 30 ปี หน้าตาทั้งสองสดชื่นมีความสุขมาก ไม่มีรอยความเครียด เห็นสวนและหน้าตาเขาแล้ว ดิฉันหันไปชวนสามีว่า “เราย้ายไปอยู่อลาสก้ากันไม๊ที่รัก”  สามีตอบกลับ “แล้วหน้าหนาวล่ะ?” เฮ้อ! ชอบสะดุดจินตนาการกันเรื่อย หลังจากนั้นรถพาไปต่อที่ “เม็นเด็นฮอลล์ เกลเชียร์”(Mendenhall Glacier) และที่นั่นเขาปล่อยให้เราเดินเกือบ 2.5 ชั่วโมง ดูรูป 9 ถ่ายจากระยะไกลก่อนเดินบนหินข้ามไปดูน้ำตกและเกลเชียร์ใกล้ๆ โอย ดิฉันหลงไหลมันมาก  (อ่านต่อฉบับหน้า)