Get Adobe Flash player

สถานการณ์เงินบาทแข็งค่าปี 2556 ... ประเมินทางเลือกของเครื่องมือ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

Font Size:

ณ ขณะนี้ คงต้องยอมรับว่า สถานการณ์ความเคลื่อนไหวของเงินบาทนับจากต้นปี 2556 เป็นไปในจังหวะที่ค่อนข้างรวดเร็ว และเป็นทิศทางที่แตกต่างไปจากหลายสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบระดับ 29.15 บาทต่อดอลลาร์ฯ (ณ วันที่ 20 มีนาคม 2556) ซึ่งเป็นระดับที่แข็งค่าสุดในรอบเกือบ 16 ปี ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นแล้ว 5% จากระดับ ณ ปลายปี 2555 ตอกย้ำภาพการแข็งค่าที่ฉีกตัวทิ้งห่างทุกสกุลเงินในเอเชีย อนึ่ง นักลงทุนต่างชาติมีสถานะซื้อสุทธิสะสมในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นไทย 2.59 แสนล้านบาท และ 6.54 พันล้านบาทแล้วนับจากต้นปี 2556 ตามลำดับ

          ภายใต้สถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ทางเลือก/เครื่องมือดูแลการเคลื่อนไหวเงินบาทของทางการไทย อาจแบ่งออกเป็น 4 แนวทางหลัก ได้แก่ 1) การลดส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยไทยและต่างประเทศ 2) การแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศ โดยธปท. เข้าซื้อเงินดอลลาร์ฯ 3) มาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุน Zเช่น มาตรการดำรงเงินสำรองเงินนำเข้าระยะสั้น มาตรการภาษีที่เก็บจากกำไร-ดอกผลจากการลงทุน หรือมาตรการภาษีเงินทุนขาออก) และ 4) ปล่อยตามกลไกตลาด แต่กระนั้น ทางการไทยคงต้องจัดลำดับความสำคัญของโจทย์เศรษฐกิจที่ต้องดูแล และเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อลดผลกระทบข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น 

          สำหรับผลต่อเศรษฐกิจไทยนั้น จากการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของเศรษฐกิจไทยต่อสถานการณ์การแข็งค่าของเงินบาทที่ค่อนข้างรวดเร็วและแตกต่างไปจากสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ค่าเฉลี่ยเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทุกๆ 1.0% อาจมีผลกระทบราว  0.1-0.3% ต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2556 โดยหากเงินบาทในปี 2556มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 29.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ ก็ยังคงมีความสอดคล้องกับสมมติฐานกรอบประมาณการกรณีพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยที่ 4.3-5.3% ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย แต่กระนั้น คงต้องติดตามผลกระทบการแข็งค่าของเงินบาทที่อาจมีความต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนข้างหน้าต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะยิ่งระดับเงินบาทแข็งค่าขึ้น ผลกระทบ (ทั้งทางตรงและทางอ้อม) ต่อเศรษฐกิจไทย ก็อาจขยายวงกว้างมากขึ้นตามไปด้วยเพราะโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ยังคงพึ่งพาฐานการผลิตภายในประเทศเป็นหลัก