Get Adobe Flash player

แนวโน้มสินเชื่อส่วนบุคคลปี 2556 : ขยายตัวอย่างระมัดระวัง (กระแสทรรศน์ ฉบับที่ 2347)

Font Size:

ภาพรวมแนวโน้มธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลในปี 2556 คาดว่าจะขยายตัวในอัตราชะลอลงมาที่ระดับ 9-13% คิดเป็นยอดคงค้างสินเชื่อรวม 2.75-2.85 แสนล้านบาท โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีมุมมองว่าแม้ความต้องการสินเชื่อในปีนี้ จะยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากผลของมาตรการรัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มอำนาจซื้อให้ประชาชนในปี 2555 โดยที่ผลของมาตรการบางส่วนยังส่งผลต่อเนื่องมายังปี 2556 แต่การส่งสัญญาณเตือนของ ธปท. เกี่ยวกับการเร่งระดับขึ้นของหนี้ครัวเรือน รวมถึงขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ ให้ลดการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการก่อหนี้ของลูกหนี้รายย่อย คาดว่าจะส่งผลโดยตรงต่อผู้ให้บริการสินเชื่อในการกำหนดแนวทางการขยายพอร์ตสินเชื่อส่วนบุคคลอย่างระมัดระวังมากขึ้น

 

            เมื่อพิจารณาสัดส่วน NPLs ต่อสินเชื่อส่วนบุคคลในปี 2555 พบว่ายังคงอยู่ในระดับไม่เกินค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2551-2555) ที่ระดับ 3.00%  อย่างไรก็ตาม จำนวนหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ของสินเชื่อส่วนบุคคลในปี 2555 ที่ปรับเพิ่มขึ้น 28.1% YoY นั้น เป็นการโตตามการขยายตัวในอัตราเร่งของพอร์ตสินเชื่อส่วนบุคคล อีกทั้งบางส่วนยังเป็นผลกระทบจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยในปี 2554 ซึ่งส่งผลถึงตัวเลขหนี้เสียในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เมื่อคำนึงถึงการก่อหนี้ของครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการซื้อสินทรัพย์กึ่งถาวรมูลค่าสูง อาทิ รถยนต์ บ้าน ท่ามกลางความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ยังคงอยู่ ทำให้คุณภาพหนี้ของสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม

            การบริหารจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ทั้งด้านการติดตามและบริหารความเสี่ยงลูกหนี้ ตลอดจนการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ที่เหนือกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ ธปท.กำหนดประกอบกับภาวะการณ์เศรษฐกิจในปี 2556 นี้ จะมีส่วนสำคัญในการกำหนดแนวทางการแข่งขันด้านการขยายสินเชื่อส่วนบุคคล โดยคาดว่า ผู้ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคล คงจะมุ่งเน้นการรักษาฐานลูกค้าเดิมที่มีประวัติดี ทั้งด้วยการจัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าเก่า เช่น อัตราดอกเบี้ยที่จูงใจ หรือในรูปคะแนนสะสมเพื่อแลกของกำนัล  ส่วนการขยายฐานลูกค้าใหม่นั้น คาดว่าจะมีความเข้มงวดในเรื่องคุณสมบัติลูกหนี้เพิ่มขึ้น  ซึ่งน่าจะส่งผลให้การแข่งขันเรื่องราคาหรือการลดอัตราดอกเบี้ยเป็นการทั่วไปในปีนี้ น่าจะลดน้อยลง แต่จะหันไปเน้นการทำการตลาดในรูปแบบอื่น ๆ เช่น การส่งเสริมการขายพิเศษสำหรับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (Selective Customers) เป็นต้น

          ด้วยกระบวนการเฝ้าระวังความเสี่ยงอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เชื่อว่าน่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมธุรกิจ ในการควบคุมระดับหนี้เสียให้ไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกินขีดความสามารถในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศในปีนี้ ยังคงสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง ในขณะที่เงินเฟ้อก็ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมาก จนกระทบต่อกำลังซื้อของครัวเรือนในวงกว้าง รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัว ก็น่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยประคับประคองความสามารถในการชำระหนี้ ให้ยังคงอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวลนัก