Get Adobe Flash player

ผลของการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ...กับจุดเปลี่ยนเชิงนโยบายที่ต้องจับตา (กระแสทรรศน์ ฉบับที่ 2554)

Font Size:

       การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของรัฐบาลโอบามาอีกครัง หลังพรรครีพับลิกันประสบความสำเร็จในการครองเสียงข้างมากได้อย่างเบ็ดเสร็จในสภา คองเกรส (ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา) เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี ทำให้ ส.ส.พรรครีพับลิกันสามารถครองเก้าอี้ได้ 235 ที่นั่งจากทั้งหมด 435 ที่นั่ง ขณะที่จำนวน ส.ว. พรรครีพับลิกันครองที่นั่งในวุฒิสภา 52 ที่นั่งจากทั้งหมด 100 ที่นั่ง ก่อนกำหนดการเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2558

 

 การครองเสียงข้างมากของพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสดังกล่าว ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าจับตามองอย่างยิ่งต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลโอบามา เนื่องด้วยกระบวนการในการออกกฏหมายต่างๆ จะต้องมีการผ่านการลงมติจากทั้ง 2 สภา  และแม้ว่าประธานาธิบดีโอบามาจะยังคงมีอำนาจในการคัดค้านร่างกฎหมายในอนาคต ที่ถูกเสนอโดยพรรครีพับลิกันและผ่านสภาคองเกรสมาแล้ว แต่คงต้องยอมรับว่าการทำงานของรัฐบาลโอบามาในการผลักดันกฏหมายต่างๆ ดังกล่าวต่อจากนี้ไป จนถึงจังหวะครบวาระในปี 2559 คงจะเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้นอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

 

 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ประเด็นที่พรรครีพับลิกัน จะหยิบยกมาเป็นข้อเสนอและคงส่งผลกระทบที่เกี่ยวเนื่องมายังประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยที่น่าจับตา ดังนี้ 1.การจัดทำงบประมาณประจำปี 2559 ที่คงมีข้อเสนอให้ปรับปรุงในรายละเอียดตลอดจน การกดดันให้มีการพิจารณาปรับลดขนาดของมาตรการ ObamaCare ในอนาคตน่าจะมีนัยเชิงบวกต่อเสถียรภาพทางการคลังสหรัฐฯ ในระยะยาว  2.นโยบายการต่างประเทศของสหรัฐฯ หากมีพัฒนาการไปในเชิงแข็งกร้าวมากขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อแนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ 3.การดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลายของเฟด อาจเผชิญกับแรงกดดันมากขึ้น

 

ทั้งนี้ แม้ว่าประธานาธิบดีจะยังคงมีอำนาจในการ Veto กฏหมายหากไม่เห็นด้วยกับกฎหมายที่ทางพรรครีพับลิกันเป็นผู้เสนอ แต่ความท้าทายคงขึ้นอยู่กับการที่ 2 พรรคสามารถหาจุดยืนร่วมกันในการขับเคลื่อนทิศทางของสหรัฐฯ อันคงช่วยให้สหรัฐฯ สามารถหลุดพ้นจากสภาวะชะงักงันทางการเมือง ซึ่งคงจะส่งผลดีต่อพัฒนาการของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตลอดจน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในที่สุด