Get Adobe Flash player

ญี่ปุ่นลงทุนทั่วโลกหดตัว 13% ในปี 2557: สัญญาณความท้าทายต่อผู้รับการลงทุนจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า (กระแสทรรศน์ ฉบับที่ 2592)

Font Size:

การเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีช่วงวันที่ 8-10 กพ. 2558 จะช่วยเสริมภาพความสัมพันธ์ระหว่างไทยและญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ภายหลังจากที่มูลค่าเงินลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (ODI) ของญี่ปุ่นในปี 2557 ลดลงร้อยละ 12.5 อันเป็นผลกระทบส่วนใหญ่จากเงินเยนที่อ่อนค่า โดย ODI มาอาเซียนและไทยหดตัวร้อยละ 13.9 และร้อยละ 49.3 ตามลำดับ สาเหตุหลักมาจากฐานของปี 2556 ที่สูงจากเม็ดเงินลงทุนในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ อย่างไรก็ดี ไทยยังคงเป็นผู้รับการลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่นอันดับที่ 5 ของโลก ด้วยมูลค่า ODI จากญี่ปุ่นกว่า 5,155 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2557

 

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา เริ่มมีข่าวเกี่ยวกับบริษัทญี่ปุ่นบางรายที่ริเริ่มนโยบาย “Made in Japan” อีกครั้งด้วยการย้ายฐานการผลิตสินค้าบางประเภท โดยเฉพาะสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E) จากสหรัฐฯและจีน กลับไปผลิตและประกอบในญี่ปุ่นแทน จึงอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ความท้าทายต่อเม็ดเงินลงทุนใหม่ของญี่ปุ่นในต่างประเทศ รวมถึงไทย ภายใต้สถานการณ์การอ่อนค่าของเงินเยนอย่างต่อเนื่อง

 

แม้ว่าในระยะเฉพาะหน้า การอ่อนค่าของเงินเยนซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อความสามารถทางการแข่งขันของญี่ปุ่นอาจยังไม่เป็นประเด็นที่ต้องกังวลเนื่องจากความคุ้มค่าของแรงงานไทยยังคงสูงกว่าญี่ปุ่น หากแต่ ในระยะยาว ท่ามกลางสถานการณ์ที่เงินเยนอ่อนค่าต่อเนื่องประกอบกับความเป็นไปได้ที่แรงงานญี่ปุ่นสามารถเพิ่มผลิตภาพได้จากนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมของลูกธนูดอกที่สามภายใต้นโยบาย Abenomics คงทำให้ประเด็นความคุ้มค่าของแรงงานไทยโดยเปรียบเทียบกลายเป็นความท้าทายที่สำคัญ ดังนั้น อัตราค่าแรงของไทยที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านและผลิตภาพแรงงานที่ขยายตัวช้าอาจส่งผลกดดันต่อ ODI ใหม่จากญี่ปุ่น

 

อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อ ODI จากญี่ปุ่นในกรณีที่ส่วนต่างของความคุ้มค่าแรงงานระหว่างไทยและญี่ปุ่นแคบลงต่อเนื่อง คงจำกัดอยู่ในอุตสาหกรรมที่ญี่ปุ่นมีกำลังการผลิตส่วนเกินสูงและมีต้นทุนคงที่ต่ำ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า การผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมและสารสนเทศ และเคมีภัณฑ์ ซึ่งมีวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์สั้น อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนประกอบ ซึ่งไทยถือเป็นแหล่งลงทุนโดยตรงที่สำคัญของญี่ปุ่นมาเป็นเวลานานหลายสิบปีไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากการย้ายฐานการผลิต

 

ดังนั้น ความคุ้มค่าแรงงานญี่ปุ่นจะขึ้นอยู่กับโจทย์การปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมของญี่ปุ่น ซึ่งยังคงท้าทายรัฐบาลญี่ปุ่นเนื่องจากเป็นปัญหาที่ต้องใช้ระยะเวลานานในการแก้ไข ซึ่งประเทศไทยไม่ควรนิ่งนอนใจ และควรเร่งพัฒนาผลิตภาพ รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เพื่อรักษาความสามารถทางการแข่งขันของประเทศและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศอย่างยั่งยืน