Get Adobe Flash player

EU ... เป้าหมายการลงทุนที่น่าสนใจของอุตสาหกรรมอาหารไทย (กระแสทรรศน์ ฉบับที่ 2644)

Font Size:

ท่ามกลางหลากปัจจัยที่กดดันการส่งออกสินค้าไทยไปสหภาพยุโรป (EU) ทั้งการถูกสหภาพยุโรปตัดสิทธิ GSP สินค้าไทยทุกรายการ ในปี 2558 รวมถึงกฎระเบียบด้านการค้าที่เข้มงวดขึ้นทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานการผลิต ล้วนเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ประกอบการส่งออกไทยในภาวะที่เงินยูโรมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอีก ซึ่งหากมองในอีกด้านหนึ่งก็อาจเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยเข้าไปแสวงหาช่องทางลงทุนในยุโรป ทั้งการเข้าซื้อกิจการ หรือร่วมทุนในกิจการที่มีเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง หรือการมีเครือข่ายฐานการตลาดขนาดใหญ่ ตลอดจนการเข้าไปตั้งฐานการผลิตในประเทศยุโรปตะวันออกเพื่อลดต้นทุนการผลิตและการกระจายสินค้าภายในภูมิภาคยุโรป ขณะที่มาตรฐานการผลิตที่สูงของยุโรปจะเป็นใบเบิกทางในการส่งออกสินค้าต่อไปยังประเทศที่สามได้ด้วย

อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรและการผลิตสินค้าอาหารเป็นอุตสาหกรรมเด่นที่ไทยมีศักยภาพการผลิตและมีโอกาสขยายการลงทุนไปยังสหภาพยุโรป สามารถตอบโจทย์ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการคงส่วนแบ่งในตลาดยุโรป ตลอดจนผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดโลก ขณะที่ยุโรปก็มีความหลากหลายของมิติการลงทุน ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาเลือกพื้นที่ลงทุนตามวัตถุประสงค์และตลาดผู้ซื้อเป็นสำคัญ โดยหากเน้นการลงทุนอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารที่อาศัยเทคโนโลยีและเน้นสินค้าอาหารพรีเมี่ยม การตัดสินใจลงทุนในยุโรปตะวันตกจะเอื้อประโยชน์ในการทำตลาดยุโรปตะวันตกที่มีกำลังซื้อสูง และยังได้อานิสงส์จากการเป็นศูนย์กลางการขนส่งช่วยกระจายสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศได้อีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ดี หากต้องการลงทุนในด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร อาทิ อาหารสัตว์ รวมไปถึงอุตสาหกรรมอาหารที่ไม่มีความซับซ้อนมากนัก ควรเลือกลงทุนในยุโรปกลางและตะวันออกที่มีต้นทุนค่าจ้างแรงต่ำกว่ายุโรปตะวันตก

        ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าต้นทุนค่าจ้างแรงงานในสหภาพยุโรปโดยเฉลี่ยอาจสูงกว่าค่าจ้างแรงงานในไทย แต่สหภาพยุโรปมีความได้เปรียบเรื่องต้นทุนค่าขนส่ง และภาษีศุลกากร รวมไปถึงข้อได้เปรียบจากแรงงานที่มีคุณภาพและระบบโลจิสติกส์ที่ได้มาตรฐานของสหภาพยุโรป ยังจะช่วยผู้ประกอบการไทยลดต้นทุนทางอ้อม อย่างไรก็ดี การลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารในสหภาพยุโรปยังมีประเด็นความแตกต่างในรายละเอียดที่ผู้ประกอบการไทยต้องให้ความสำคัญ อาทิ นโยบายการส่งเสริมการลงทุนที่นอกจากจะแยกไปตามประเทศแล้ว ยังมีความแตกต่างกันไปในตามเขตการปกครองแต่ละประเทศ ในด้านภาษาท้องถิ่นที่แม้ว่าประเทศในยุโรปส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ หากแต่ในขั้นตอนในการทำธุรกรรมกับประเทศนั้นๆ การใช้ภาษาท้องถิ่นอาจได้รับความสะดวกมากกว่า รวมไปถึงนโยบายการเงินของแต่ละประเทศ เป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากจะส่งผลถึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราและกระทบต่อกลยุทธ์การตั้งราคาขายของสินค้าที่ผลิตในแต่ละประเทศ