Get Adobe Flash player

เจษฎา กตเวทิน กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส อำลาชาวไทยในเขตอาณา (1) โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

นายเจษฎา กตเวทิน ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ตั้งแต่เมื่อเดือน เมษายน  2012 ครบวาระ 4 ปีเต็ม ในเดือนเมษายน 2016 จะเดินทางไปรับตำแหน่งเอกอัครราชทูตประเทศโอมาน ประมาณเดือนมีนาคม 2016

กงสุลใหญ่ฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เสรีชัย ถึงผลงานที่ได้ดำเนินการทั้งหมด นับจากงานที่สานต่อจาก อดีตกงสุลใหญ่ฯ นายดำรง ใคร่ครวญ ที่ทำไว้ดีมาก ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการให้บริการประชาชนเป็นหลัก ถือว่าเป็นหัวใจ ด้านกงสุลสัญจร ดูแล 13 รัฐ ในแต่ละปี ต้องออกไปบริการให้ความสะดวกที่สุด เฉลี่ยปีละ 15 ครั้ง ทำมาโดยต่อเนื่อง ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างดีจากทางกรุงเทพฯ เมื่อเห็นผลงานก็ให้งบประมาณมา เนื่องจากที่นี่มีคนไทยมากที่สุด ถ้าจะทำเกี่ยวกับบริการต่างๆ ให้คนไทยในต่างประเทศก็ต้องมาลงที่แอลเอเป็นอันดับแรก

ที่เห็นเป็นรูปธรรมก็เรื่องบัตรประชาชน การต่ออายุบัตรประชาชนเริ่มที่นี่ ถือว่าเป็นบริการที่ไม่เคยมีมาก่อน  พอเราทำก็ประสบความสำเร็จ หลังจากขยายไป 20 แห่ง ได้รับการตอบรับที่ดี ทำให้ทางกรุงเทพฯ มั่นใจ

หัวใจของเราคือชุมชน ในเรื่องความเข้มแข็งของชุมชนต่างๆ ด้านการประกอบอาชีพ ช่วงที่มาปีแรก พบปัญหาคือเมื่อปี  2012 ร้านอาหารไทยถูกสำนักงานเลเบอร์เข้า ก็พยายามจัดระบบในส่วนของเราเอง ประเด็นสำคัญที่สุดคือ เราต้องทำตามกฎหมาย ก็ได้ขอความร่วมมือจากทางสำนักงานเลเบอร์ โดยเราพยายามเป็นสะพานเชื่อมกับผู้ประกอบการไทยให้รับรู้ เข้าใจกฎหมายแรงงานและปฏิบัติตาม เพราะเป็นหน้าที่ของเขาที่บังคับใช้กฎหมาย เห็นได้จากการที่บุกเข้าไปในร้านโน้นร้านนี้ ปรับกันเป็นแสนเหรียญ เราจึงป้องกันโดยให้คนรู้กฎหมายและปฏิบัติตามให้มากที่สุด ได้นำหอการค้าไทยเข้ามาในฐานะที่เป็นตัวแทนของภาคธุรกิจ ซึ่งทำงานกับกลุ่ม องค์กร สหภาพของเขาที่แข็งพอ ถ้ามีการรวมตัวกัน คุยทีเดียวได้เป็นร้อย

สิ่งหนึ่งที่ผมพยายามแต่ไม่ถือว่าเป็นความสำเร็จออกมา คาดว่าในระยะเวลา 5-10 ปี เรื่องนี้จะมีความสำคัญมาก คือการนำเอาลูกหลานคนไทยรุ่นใหม่ๆ ให้เข้ามามีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันเอง เพื่อสร้างชุมชนไทยของคนรุ่นใหม่ขึ้นมา เดิมเราได้ยินว่าเด็กรุ่นใหม่ไม่อยากเข้ามาร่วมในรุ่นพ่อแม่เพราะมีช่องว่าง เนื่องจากเขาเป็นอเมริกัน การพูด การคิดจะไม่เหมือนรุ่นพ่อแม่คนไทย ที่สำคัญคือ เขาเรียน เกิด และเติบโตที่นี่ แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีความเป็นคนไทยผมเปิดโอกาสให้เขามารวมตัวกัน สร้างสังคมของคนไทยรุ่นใหม่โดยดึงจากสายอาชีพต่างๆ จะได้ช่วยเหลือกันได้ เพราะในที่สุดแล้วชุมชนไทยจะอยู่หรือไม่นั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับรุ่นนี้ แม้เขาไม่มีความรู้สึกของการเป็นชุมชนแต่เป็นชุมชนไทยในรูปแบบหนึ่ง จะไม่เป็นในรูปแบบเก่าๆ เหมือนที่ผ่านมา 

ก่อนที่ผมจะเดินทางไป คงได้จัดอีกครั้งซึ่งจัดปีละ 2 ครั้ง รุ่นนี้มีอายุ 30-40 ปี เข้ามาแลกนามบัตรกัน บางคนเคยพบเคยเห็นกัน แต่ต่างก็ไม่รู้ว่าเป็นคนไทย ที่เห็นเป็นรูปธรรมคืออาชีพทนายความ ที่ตั้งกลุ่ม Thai-American Association เราพยายามเข้าไปสนับสนุนในแต่ละกลุ่มแต่ละอาชีพว่าทำอะไรกันบ้าง แต่ต้องสร้างความเข้าใจก่อนว่า ทำไมถึงจำเป็นต้องมีชุมชนไทยต่อไป เมื่อมีแล้วก็ต้องสร้างให้มีพลัง เพื่อจะได้มีการเรียกร้องสิทธิต่างๆ หรือผลักดันสิ่งที่จะเป็นผลประโยชน์ของเราครั้งสุดท้ายที่จัดมีคนรุ่นใหม่มาร่วมงานประมาณ 140 คน ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าจะเป็นประโยชน์

ทางประเทศไทยก็สนใจคนรุ่นใหม่ที่อยูในอาชีพต่างๆ เวลาทางกรุงเทพฯ ต้องการคนไปบรรยาย หรือเจาะในเรื่องไหน ก็จะมีคนในกลุ่มนี้เป็นเครือข่าย สิ่งที่ได้รับทราบก็คือ เด็กพวกนี้ถึงเป็นอเมริกัน แต่ก็มีจิตใจในการที่อยากทำเพื่อส่วนรวม เพื่อสังคมไทยก็มีอยู่ แต่เขาไม่ทราบว่าจะเริ่มอย่างไร หรือไม่รู้ว่าจะเข้าไปตรงไหน

ผมว่าไม่จำเป็นที่จะต้องให้คนรุ่นใหม่เข้ากับคนรุ่นเก่า ต่างคนต่างก็ทำกันไป ที่ผ่านมาเราได้พยายาม ในเมื่อเข้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ก็อยู่ด้วยกันได้ตามความถนัดของแต่ละกลุ่ม พ่อแม่ถนัดร้องรำทำเพลง ไปวัด ส่วนเด็กแทนที่จะเอาตัวเข้ามาอยู่ในกลุ่มที่เขาไม่สบายใจ ก็ให้เขาสร้างขึ้นมาเป็นชุมชนไทยรุ่นใหม่ แม้หน้าตาจะไม่เหมือนที่เรารู้จัก แต่ทั้งหมดแล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะลงไปทำ แต่เป็นการกระตุ้นให้เขาเห็นถึงประโยชน์ เห็นถึงความสำคัญว่าเป็นเรื่องดี การที่ได้มาพบกันที่บ้านกงสุลใหญ่ฯ คิดจะทำอะไรก็เอามาคุยกัน อาจจะมีงานใหญ่ๆ  ที่ทำด้วยกัน ก็จะได้พูดคุยปรึกษากัน

ความเห็นส่วนตัวของผม ในที่สุดแล้วสังคมไทยยุคที่เราคุ้นเคยจะค่อยๆ หายไปพร้อมกับคนรุ่นเก่า ถึงตอนนั้นเราต้องยอมรับคนรุ่นใหม่ให้เขาทำ อาจจะดูขัดหูขัดตาไปบ้าง แต่ถึงอย่างไรเราก็ต้องมีชุมชนไทยเป็นประเด็นสำคัญ ชุมชนเอเชียอื่นๆ ก็มีปัญหาเหมือนกัน แต่เมื่อถึงเวลาเขาก็ร่วมมือกัน

งานในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ผมพยายามขับเคลื่อน แต่สังคมไทยจะอยู่หรือไม่อยู่ ขึ้นกับคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่เข้ามาช่วยพ่อแม่ แต่เข้ามารวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมของเขา ซึ่งผลงานชิ้นนี้จะส่งต่อไปยังกงสุลใหญ่ฯ คนใหม่ที่มาดำรงตำแหน่งแทนผม เป็นรุ่นน้องที่รู้จักกันมานาน ทางกรุงเทพฯ ถามว่าใครสมควร ผมก็เสนอ เพราะมีคุณสมบัติ ข้อสำคัญเป็นคนรุ่นใหม่ เรียนที่อเมริกา 10 กว่าปี สามารถเข้าได้ทั้งสังคมอเมริกันและสังคมไทย ซึ่งเขาชอบงานมวลชน

ในส่วนของประเทศไทยกับต่างประเทศ เรื่องหนึ่งที่พยายามช่วยกันทำกับหลายๆ ท่าน คือให้ชุมชนไทยของเราเข้าไปหาชุมชนอื่นๆ โดยเฉพาะเอเชียน-อเมริกัน เพราะเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญ ไม่น้อยกว่าพวกละติโน ซึ่งไม่ใช่เม็กซิโกประเทศเดียว หมายถึงพวกที่พูดภาษาสเปนิสทั้งหมด เอเชียก็ไม่ใช่ประเทศไทยอย่างเดียว ต้องดู จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม พวกอาเซียนด้วยกันมี ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม ลาว มาเลเซีย พม่า บรูไน ดารุสซาลาม กัมพูชา เราจึงต้องทำความเป็นคอมมิวนิตี้ของเราให้มีความเข้มแข็ง มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวมากขึ้น และต้องโตไปพร้อมกับเอเชียน-อเมริกัน เชื่อว่าคนรุ่นใหม่ของเราคือคนที่จะนำตัวเองเข้าไปสู่กระแสของเอเชียน-อเมริกันได้

เป้าหมายที่ยังไม่เกิดคือเด็กรุ่นใหม่ๆ ที่เข้าสู่องค์การการเมืองมากขึ้น ธุรกิจที่สามารถมีเครือข่ายใหญ่ๆ อย่างเช่นพวกจีน เวียดนาม ฯลฯ คิดว่าสิ่งนี้คือก้าวต่อไปของชุมชนไทย ตอนนี้เราก็มีร้านใหญ่ แต่ไม่มีเครือข่ายใหญ่ๆ อย่าง 99 แรนช์ แต่ไม่ใช่ว่าเขาเก่งกว่าเรา ต้องไปดูว่าเขาทำกันอย่างไร ซึ่งเราควรช่วยกันผลักดัน

ชุมชนไทยในแอลเอมีความหลากหลาย แต่เป็นธรรมชาติของคนไทย ที่มีกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย กระจัดกระจายกัน เรายังไม่สามารถหาจุดร่วมที่จะทำอะไรออกมา ประเด็นหนึ่งที่พยายามจะทำ ก็ได้รับการตอบรับค่อนข้างดี  คนไทยไม่ว่าอยู่ที่ไหนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในเรื่องกิจกรรม Bike for Dad, Bike for Mom ซึ่งเป็นงานของในหลวงหรือของในวัง ก็ได้รับความร่วมมือดีมาก ถือว่าคนไทยสามารถมีจุดรวม จุดเด่นของเราโดยแต่ละบุคคลมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีสิ่งที่มีคนอยากจะคบกับเรา 

แต่เรายังไม่เก่งในด้านการรวมเป็นกลุ่มใหญ่ๆ  ซึ่งมันเป็นธรรมชาติ กีฬาที่เป็นทีมใหญ่ๆ จะไม่เก่ง อีกประเด็นก็คือ อย่างไรก็ตามอย่าฝืนธรมชาติ เคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น แต่พยายามหาจุดร่วม มีอะไรก็ร่วมมือกัน จากนั้นก็แยกย้ายกันไป

(อ่านต่อฉบับหน้า)