Get Adobe Flash player

นายชวน หลีกภัย “ฐาปนันดรศิลปิน” (วัลลภา ดิเรกวัฒนะ รายงาน)

Font Size:

 

 

                เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ได้มีพิธีปิดการแสดงนิทรรศการแลกเปลี่ยนศิลปะนานาชาติ ที่ หอศิลป์ แอลเอ อาร์ทคอร์ เลขที่ 650 A. South Ave 21, Los Angeles CA 90031 ในวันนั้น นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีคนที่ 20 ของประเทศไทย ได้กล่าวปราศรัยและบรรยายพิเศษโดยมี นายเจษฎา กตเวทิน กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ให้การต้อนรับ ร่วมด้วยสมาชิกสมาคมไทยปักษ์ใต้ แขกผู้มีเกียรติและประชาชนชาวไทย

นายชวน หลีกภัย กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของโครงการศิลปินแห่งชาติ คำว่าศิลปินแห่งชาติ คงได้ยินแต่อาจไม่รู้ว่ามีความเป็นมาอย่างไร เมื่อ 30 ปีที่แล้ว โครงการนี้เริ่มต้นเมื่อครั้งที่ผมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผมริเริ่มความคิดและได้คิดมาตลอด แต่นึกไม่ออกว่าขบวนการควรจะทำอย่างไร ในเมื่อคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีศักยภาพ มีความเป็นอัจฉริยะ มีความสามารถที่เราได้เห็นมาตั้งแต่เด็กๆ

หากย้อนกลับไปในขณะนั้น จะเห็นว่าสังคมไทยมีคนที่มีความสามารถในระดับที่อาจเรียกได้ว่า อัจฉริยะ อยู่ในสาขาวิชาชีพต่างๆ จำนวนมาก แตกต่างกันไปทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์ กฎหมาย ซึ่งต่างก็ได้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ ได้รับการยกย่องทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ

ในขณะที่คนกลุ่มหนึ่ง ได้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ ไม่น้อยไปกว่าสาขาวิชาชีพอื่น เป็นศิลปินผู้สร้างมรดกทางวัฒนธรรมให้แก่ประเทศชาติ เป็นผู้ที่มีฝีมือความสามารถอยู่ในระดับที่ไม่สามารถจะหาใครมาเทียบได้ เป็นผู้ที่ทำให้ประเทศไทยได้รับการยกย่องจากนานาชาติ ว่ามีวัฒนธรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ แต่กลับถูกมองข้าม ไม่ได้รับการดูแลสนับสนุน  และต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปินพื้นบ้านที่อยู่ในท้องถิ่นต่างๆ การที่จะสร้างสรรค์ผลงาน ด้วยฝีมือที่มีอยู่นั้นก็ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ ความรู้ความสามารถที่มีก็ไม่ได้รับการสืบทอด และค่อยๆ สูญหายไปในที่สุด สมควรที่จะยกย่อง ส่งเสริม สนับสนุน และให้กำลังใจแก่ศิลปินเหล่านี้ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ

ความเก่งของคนเหล่านี้ บางทีเรามองไม่เห็น ไปเปรียบเทียบว่า ไม่ใช่นักคำนวณ ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ คะแนนวิชาศิลปะอาจไม่สำคัญ ก็เลยทำให้มองข้าม ในอดีตเราได้ยินคำว่าศิลปินไส้แห้ง กว่าจะรู้ว่าฝีมือของเขาเป็นอย่างไร ก็เสียชีวิตไปแล้ว รูปหรือชิ้นงานที่ปรากฏจะไม่ได้รับการยอมรับตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ที่ทำงานด้วยอุดมคติส่วนหนึ่งก็จะอยู่ด้วยความยากลำบาก เวลาใครเรียนศิลปะก็พูดกันว่าโตขึ้นจะทำอะไรกิน นี่คือความรู้สึกและเรื่องที่พูดกันในอดีต

ความคิดของผมที่เห็นความสำคัญของบุคคลเหล่านี้อยู่ในใจตลอดมาจนกระทั่งผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ดำริที่จะให้มีการยอมรับผู้ทำงานด้านศิลปะทุกด้าน ไม่ใช่ด้านจิตรกรรม ปฏิมากรรม เท่านั้น ด้านอื่นๆ ด้วย ดนตรี วรรณกรรม ฯลฯ ไม่ใช่เฉพาะระดับที่มีชื่อเสียง แต่ศิลปินท้องถิ่นทั่วประเทศ หมอลำ หนังตะลุง โนราห์ ลิเก หรือการละเล่นอื่นๆ ที่เป็นอัจฉริยะจริงๆ

ผมจึงมอบหมายให้นายสัมพันธ์ ทองสมัคร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น รับไปดำเนินการจัดทำโครงการดังกล่าวให้เกิดเป็นรูปธรรม และผมหารือกับผู้รู้ในด้านนี้ ในที่สุดโครงการนี้ก็เกิดขึ้น ในปี พ.ศ. 2528 ผมเป็นรัฐมนตรี3 ปี โครงการนี้ก็สำเร็จ นอกจากจะเป็นการสนับสนุนศิลปินที่ได้สร้างคุณูปการทางด้านศิลปะให้แก่ประเทศชาติแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนให้มีการสืบทอด รักษามรดกภูมิปัญญาของแผ่นดินจากศิลปินรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง และเป็นการเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ในการสืบทอดรักษามรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่ต่อไป

โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเป็นศิลปินคนแรกที่เราได้ถวายพระเกียรติ ด้วยการทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา “อัครศิลปิน” แด่พระองค์ท่าน ด้วยพระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพในงานศิลปะหลายสาขา อีกทั้งยังทรงเป็นขวัญ กำลังใจให้แก่เหล่าศิลปินทั้งหลาย นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของโครงการศิลปินแห่งชาติ และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง มีการคัดผู้มีความโดดเด่นในแต่ละปี จนถึงปัจจุบัน มีศิลปินได้รับเลือกประมาณ 240 คน ได้รับการดูแลเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย มีเงินเดือนประจำ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ส่วนหนึ่งเสียชีวิตไปแล้ว แต่ไม่ใช่เป็นตำแหน่งข้าราชการ เมื่อคนหนึ่งล้มหายตายจากไป ไม่ได้แต่งตั้งคนใหม่เข้ามา หมายความว่าถ้าฝีมือไม่ถึง หรือไม่ถึงขั้น ก็ไม่ควรเลือกเข้ามาเพราะว่าชื่อเสียงศิลปินแห่งชาติควรจะจีรังยั่งยืนด้วยความสามารถที่แท้จริงตลอดไป

เมื่อครั้งที่โครงการศิลปินแห่งชาติ ครบ 25 ปี ในฐานะเป็นผู้ริเริ่ม ผมได้รับเกียรติยกย่องให้เป็น “ฐาปนันดรศิลปิน” ซึ่งนับว่าเป็นเกียรติสูงสุดอีกครั้งหนึ่งในชีวิตของผม ที่ผมขอน้อมรับไว้ด้วยความเต็มใจ สำหรับตัวผมเองนั้นไม่ใช่ศิลปิน ไม่ใด้มีความสามารถสูงส่งในงานศิลปะ ที่จะไปเทียบกับศิลปินแห่งชาติทุกท่านที่ได้รับการยกย่องทั้งหลาย ตัวผมเองนั้นเป็นเพียงผู้ที่รวบรวมศิลปินที่กระจัดกระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ให้รวมกัน ได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบ อันเป็นผลจากการริเริ่มโครงการศิลปินแห่งชาตินี้เอง

                เมื่อครบ 30 ปีที่ผ่านมานี้ ก็มีกิจกรรมหลายอย่างเกิดขึ้น ที่นี่ในวันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือ โดยอาจารย์กมล ทัศนาญชลี เป็นผู้ประสานงาน ผมภูมิใจว่าเป็นหนึ่งในโครงการที่ไม่มีใครเริ่ม หลังจากรัฐบาลเปลี่ยนมาแล้วหลายชุด โครงการนี้ก็เหมือนโครงการให้เด็กกินนม โครงการให้เงินกู้ยืมเรียน โครงการเบี้ยผู้สูงอายุ ซึ่งได้คิดไว้เมื่อตอนเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วไม่มีการเปลี่ยน แม้รัฐบาลหลังๆ ก็ยอมรับความสำคัญ ผมภูมิใจที่โครงการนี้ยังได้รับการยอมรับศิลปินที่ได้รับการคัดเลือกเป็นบุคคลที่มีความสามารถจึงทำให้องค์กรของศิลปินแห่งชาติยังคงดำรงอยู่ ให้ศิลปินรักษาเกียรติยศชื่อเสียงของความสามารถด้วยดีตลอดไป

                ผมต้องขอขอบคุณที่ให้เกียรติยกย่องผมเป็น”ฐาปนันดรศิลปิน” และให้เกียรติผมได้ร่วมจัดแสดงงานกับศิลปินแห่งชาติในวาระต่างๆ หลายครั้ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และหวังว่าโครงการศิลปินแห่งชาติจะยังดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแล สนับสนุนช่วยเหลือศิลปินที่มีความสามารถ ที่ได้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและผมหวังว่าคนไทยจะได้มีส่วนร่วมในความภาคภูมิใจนี้ รวมถึงตระหนักและให้ความสำคัญกับการสืบสาน อนุรักษ์ เผยแพร่งานศิลปวัฒนธรรมของชาติร่วมกันสืบไป.