Get Adobe Flash player

เหตุเกิดที่เมืองลุงแซม โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

อย่าว่าแต่พวกเราจะถูกหลอกบ่อยๆ เลย ชาวอเมริกันเองโดนหนักกว่าเสียอีก รายที่นำเรื่องมาเสนอ ชื่อ เจนนิเฟอร์ วิลคอฟ ตัวเองโดนต้มไม่พอ ชวนพ่อแม่พี่น้อง เพื่อนๆ ลงทุนกว่าล้านเหรียญ ผลสุดท้ายเธอต้องตกเป็นจำเลยเข้าไปอยู่ในคุก 4 เดือน ทั้งที่ไม่ได้หลอกลวงใคร...  

 

เจนนิเฟอร์ เป็นคนมีความรู้ความสามารถ ประสบความสำเร็จจากอาชีพออกแบบเสื้อผ้า แต่กลับกลายเป็นนักโทษเข้าไปอยู่ในคุกรุนแรงที่สุดของนิวยอร์ค พอพ้นโทษก็เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเธอทั้งหมด...

...เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ฉันทำงานฝ่ายวางแผนด้านการลงทุน ของบริษัทอเมริกันเอ็กเพรส อยู่ในอพาร์ทเมนท์ที่สุขสบาย ในละแวกเมืองบรูคลิน อยู่กับแมวชื่อ ฟิกาโร ปัญหาเริ่มต้นเมื่อมีญาติแนะนำถึงโอกาสที่รัฐแคลิฟอร์เนีย  ซื้อบ้านเก่ามาปรับปรุงใหม่แล้วขาย ฉันสนใจมาก เพราะในเวลานั้น มีลูกค้าของบริษัทสอบถามความเห็นเกี่ยวกับการลงทุนเรื่องบ้านและที่ดินอยู่เนืองๆ ฉันถามพนักงานระดับสูงของบริษัทว่า ทางบริษัทสนใจที่จะนำเข้ามาทำหรือไม่ เขาตอบว่าบริษัทไม่สนใจเรื่องหนักๆ คือพวกบ้านกับที่ดิน แต่ฉันสามารถช่วยกรอกแบบฟอร์ม แนะนำและส่งให้กับตัวแทนได้ ฉันก็ดำเนินการโดยแนะนำลูกค้า 2-3 คน พร้อมทั้งให้พวกเขาหารายละเอียดเพิ่มเติมเอาเอง

จากนั้นก็มีคนเข้ามาสอบถามมากขึ้นเรื่อยๆ อีกหนึ่งปีต่อมา เดือนสิงหาคม 2005 ฉันตัดสินใจเปิดธุรกิจเป็นตัวแทนของบริษัทซึ่งเป็นนายหน้าขายบ้านและที่ดินในรัฐแคลิฟอร์เนีย ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีในปีแรก จนกระทั่งย่างเข้าปีที่สอง ตัวฉัน ลูกค้าและสมาชิกทุกคนในครอบครัวของฉัน ไม่ได้รับผลประโยชน์ตามสัญญาที่ทำกับบริษัท เมื่อเดือนกันยายน 2006 ฉันและทนายความเดินทางไปพบกับเจ้าของ หลังจากประชุมถึงข้อตกลง ทนายความสรุปว่า เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหลอกลวงและแนะนำให้ฉันแจ้งความ  ฉันรีบทำตามทันที 

ฉันเดินทางกลับนิวยอร์คได้หนึ่งเดือน ก็เผชิญหน้ากับตำรวจนอกเครื่องแบบ 2-3 คน บนถนน คนหนึ่งพูดตะคอกว่า... ให้พวกเราเข้าไปในอพาร์ทเมนท์เสียดีๆ หรือจะให้พังประตูเข้าไป... แล้วตำรวจก็เข้าไปยึดโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และเอกสารทั้งหมด เวลาเดียวกันตำรวจอีกพวกหนึ่งเข้าไปในออฟฟิสที่อยู่ใกล้ๆ กัน ฉันถึงกับตกตะลึงและงงงัน  คิดหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองว่า เอกสารที่ถูกยึดไปคงช่วยจับคนร้ายได้     

อีก 8 เดือนต่อมา ขณะที่ฉันนั่งอยู่ในออฟฟิส เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจับกุมในข้อหาสมคบกันหลอกลวงคนให้ลงทุนบ้านและที่ดิน เป็นจำนวนเงิน 1.6 ล้านเหรียญ ตั้งแต่ที่ฉันเริ่มให้คำแนะนำและเก็บค่าธรรมเนียมเบื้องต้น แม้ฉันอ้างถึงญาติพี่น้อง ทุกคนในครอบครัวของฉันที่หมดเงินไปจำนวนมาก แต่ตำรวจก็ไม่ให้ความสนใจ

หลังจากที่ตอบคำถามผู้ช่วยอัยการ ทนายความแนะนำให้ฉันตกลงกับอัยการ ยอมรับผิดจะติดคุก 6 เดือน แต่มีความเป็นไปได้ว่าติดแค่ 4 เดือน ซึ่งระยะเวลา 4 เดือน ย่อมดีกว่า 4 ปี ถ้าสู้คดีแล้วแพ้  ฉันไม่พอใจนักกับคำแนะนำของทนายความ แต่ในเมื่ออ่อนหัดกับตัวบทกฎหมาย จึงต้องยอมรับตามที่ทนายความแนะนำ เซ็นชื่อเมื่อเดือนมกราคม 2008

อีก 2-3 เดือนถัดไป ระหว่างรอคำพิพากษา ฉันย้ายเข้าของทั้งหมดไปเก็บไว้ในที่เช่า ตัวเองอาศัยพักอยู่กับเพื่อน  ประกาศขายอพาร์ทเมนท์ ช่วงนั้นฉันเขียนหนังสือด้านการเงินและหารายละเอียดจากกูเกิล เกี่ยวกับคุกที่เกาะไรเกอร์ส หลังคำพิพากษาตัดสิน ฉันต้องไปใช้ชีวิตที่นั่น เรื่องราวในคุกถึงผู้คุมใช้อำนาจในทางที่ผิด มีการข่มขืน และมีรายงานว่าผู้คุมจัดตั้งสมาคมนักต่อสู้ บังคับให้นักโทษมาสู้กัน ทำร้ายกันจนปางตาย ถึงอย่างไรก็ตาม ทางนิวยอร์คซิตี้ก็ยังส่งนักโทษที่ถูกพิพากษาโทษ จำคุกระยะเวลาน้อยกว่าหนึ่งปี   

ฉันอ่านเรื่องราวด้วยความหวาดกลัว เตรียมตัวเตรียมใจไปลงนรก ลงทุนสมัครเรียนวิชาการต่อสู้เพื่อป้องกันตัว ฉันตัดผมจนสั้นกุดและบริจาคให้การกุศล เพราะได้รับการเตือนว่า หากผมยาวจะถูกนักโทษด้วยกันกระชากผม

ฉันพูดคุยกับแม่และเพื่อนๆ ที่เชื่อว่าฉันบริสุทธิ์ บางคนเขียนจดหมายถึงผู้พิพากษา มีเพื่อนบางคนรับไม่ได้ที่ฉันต้องติดคุกทั้งที่เป็นเหยื่อต้มตุ๋นเช่นเดียวกัน ได้เล่าต่อๆ กันไป จนล่วงรู้ถึงผู้สื่อข่าวของ นสพ. New York Times, New York Daily News, the Associated Press พาดหัวข่าวว่าไม่ถูกต้องที่ยอมรับผิดทั้งที่ตัวเองบริสุทธิ์ การเซ็นชื่ออย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของฉัน ยิ่งเพิ่มความโกรธแค้นให้กับตัวเอง

เดือนมิถุนายน 2008 ขึ้นศาลรับคำพิพากษาที่ดาวน์ทาวน์ เมืองแมนฮัตตัน ที่ห้องพิพากษามีเครื่องหมายเหนือบัลลังก์ผู้พิพากษาว่า "In God We Trust" ฉันยืนขึ้นถามผู้พิพากษาว่าขอถอนคำสารภาพได้หรือไม่ คำตอบก็คือ ...ไม่ได้... 

วันเดียวกัน ฉันร่ำลาครอบครัว โทรศัพท์มือถือ ลาจากชีวิตที่ปกติสุข ถูกนำตัวไปรอขึ้นรถบัสเพื่อไปยังเกาะไรเกอร์ส ที่ตั้งของคุกที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนถึงความรุนแรง อยู่ในเมืองนิวยอร์คซิตี้ พร้อมกับนักโทษหญิงอีกประมาณ 12 คน ก่อนขึ้นรถมีผู้คุมคอยต้อนนักโทษหญิง บ้างก็ส่งเสียงโวยวายเพราะฤทธิ์ยาเสพย์ติด บ้างก็ตะโกนด้วยความโมโหให้คนอื่นเงียบเสียง... ฉันถูกใส่กุญแจมือคู่กับคนที่ติดยาเป็นเวลานาน มีกลิ่นเหม็นสาบคละคลุ้งไปทั่วรถของคนที่ไม่ได้อาบน้ำเป็นอาทิตย์  ทำให้ทนกันแทบไม่ได้...

เมื่อมาถึงวันนี้ ฉันนึกย้อนหลังไปถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น เหมือนดูหนังสยองขวัญหรือไม่ก็ฝันร้าย ที่ฉันกลายเป็นนักโทษถูกส่งเข้าสถานดัดสันดาน ความรู้สึกเต็มไปด้วยความหวาดกลัว อยู่ท่ามกลางนักโทษหลายคนที่เคยเข้าไปอยู่ข้างในกันทั้งนั้น รู้ระบบ รู้วิธีต่อรองกับผู้คุม ส่วนฉันไม่รู้อะไรสักอย่างเดียว แต่ต้องผ่านทุกสถานการณ์ให้ได้ ต้องระวังตัวให้มีชีวิตรอดออกไป ก่อนที่รถบัสจะจอดหน้าคุก ฉันคิดแล้วคิดอีกประมาณหนึ่งล้านครั้งให้ได้คำตอบว่า เพราะอะไรฉันจึงต้องมาจบลงยังสถานที่แห่งนี้ได้ในที่สุด

...ฉันบอกตัวเองว่า บางทีอาจมีใครสักคนข้างในต้องการฉัน หรือบางทีเป็นเพราะชะตาชีวิตส่งให้ฉันพบกับประสบการณ์อีกลักษณะหนึ่ง ขณะที่กำลังครุ่นคิดก็ได้ยินเสียงเหมือนคนร้องขอความช่วยเหลือ...

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า เหมือนไม่เป็นความจริงสักอย่างเดียว ความจริงก็คือ รถบัสจอดลงตรงหน้าอาคารค่อนข้างใหม่ ทันทีที่ก้าวลงจากรถบัส การเหยียดหยามก็เริ่มต้น ผู้คุมสั่งให้เปลื้องเสื้อผ้าออกให้หมดแล้วนั่งบนเก้าอี้คอมพิวเตอร์ เป็นการเอ็กซเรย์ว่าภายในร่างกายซุกซ่อนอะไรไว้หรือไม่ ฉันปลอบตัวเองว่าอย่าคิดมาก แต่ก็ยากที่จะทำใจได้ เหมือนหลุดเข้าใปอยู่ในประเทศที่ฉันพูดภาษาไม่ได้ ไม่รู้ข้อบังคับและกฎเกณฑ์  สถานที่ที่ไม่มีใครคิดจะช่วยเหลือกัน ทุกคำพูดที่เปล่งออกมา อาจถูกแปลเจตนาไปในทางที่ผิด

ฉันกลัวแม้แต่การตั้งคำถามง่ายๆ ผู้คุมและนักโทษทุกคนจ้องมองฉัน เพราะหน้าใหม่ ต้องระวังตัวตลอดเวลา  ฉันผ่านขั้นตอนการตรวจโรค วัณโรค เอชไอวี เป็นเวลา 6 ชั่วโมง ถึงได้สวมชุดนักโทษสีเขียวเข้ม เดินเข้าไปยังบ้านใหม่ ห้องขังที่เล็กมาก กว้าง 3 ฟุต ยาว 8  ฟุต บนเตียงเหล็กมีแผ่นโฟมวางอยู่พร้อมผ้าปูที่นอน แต่ไม่มีหมอน มีโถส้วมและอ่างล้างหน้าอยู่ข้างเตียง ฉันได้รับแจกผ้าเช็ดตัว สบู่สีขาวและกระดาษชำระครึ่งม้วน ไม่มีน้ำร้อน มีแต่หน้าต่างเล็กๆ มองลงไปเห็นลานจอดรถ     

ฉันนั่งลงบนเตียง สูดลมหายใจลึกๆ ขอบคุณพระเจ้าที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ และภาวนาว่า ขอให้ฉันได้รอดพ้นและขอให้ทำดีที่สุด เตือนตัวเองว่าถ้าจะให้รอดตายไปจากที่นี่ ต้องทำตัวไม่ให้เป็นที่สังเกต ไม่แสดงท่าทางที่โดดเด่นหรือมีอาการหวาดกลัวจนเกินไป ทำตามกฎเกณฑ์ทุกประการ ไม่ตั้งคำถามใดๆ หรือกับใครๆ ก็ตาม

ชีวิตในคุกวันแรก ย่ำรุ่งเวลาตีสี่ เป็นเวลา 24 ชั่วโมงแล้วที่ฉันยังหลับตาไม่ลง และจะต้องกินอาหารเช้าในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า ฉันนอนลืมตาโพลง เกรงว่าถ้าเผลอหลับไป รับรองว่าเดือดร้อนและจะมีปัญหาทันที ถ้าไม่ออกไปกินอาหารเช้าตามเวลาที่กำหนด 

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป ฉันถูกย้ายไปอยู่ที่ห้องโถง รวมกับนักโทษหญิงอีก 50 คน เตียงตั้งเต็มห้อง ส่วนใหญ่รวมกันเป็นกลุ่มกับพวกเดียวกัน ละติน แอฟริกัน-อเมริกัน และอื่นๆ ฉันก้มศีรษะให้ต่ำเข้าไว้แล้วสวดมนต์

ถึงแม้พยายามเก็บตัว ไม่ให้เป็นที่สังเกต ก็ไม่วายมีเหตุการณ์ที่จำต้องเผชิญหน้า คนหนึ่งไม่ยอมให้ฉันใช้โทรศัพท์ เวลาฉันจะโทรฯ หาแม่ พยายามหาเรื่องให้ฉันตอบโต้ต่อหน้าผู้คุม แล้ววันหนึ่งก็ตรงรี่มาหาฉัน พูดว่า “ยูเรียกฉันว่า ยายโง่ใช่ไหม...หา...” ฉันปฏิเสธว่าไม่เคยพูด โชคดีที่ไม่มีการต่อความยาวสาวความยืด เพราะถ้ายังหาเรื่องฉันต่อไปอีก ก็คงต้องลุกขึ้นสู้แทนที่จะแสดงถึงความหวาดกลัว  

วันหนึ่งขณะที่พวกเราทุกคนอยู่ในห้องรวม ผู้คุมตะโกนให้ทุกคนเงียบและเข้าแถวไปกินอาหารเย็นตามปกติ ทันทีทันใดนั้น ฉันเห็นการต่อสู้อย่างรุนแรงเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา หญิงคนหนึ่งพุ่งตัวเข้าใส่อีกคน แล้วชกไปทั่วหน้า ฉันไม่เคยเห็นการชกต่อยมาก่อนในชีวิต คนสองคนพยายามจะฆ่าอีกคนหนึ่งให้ได้ แล้วคนที่สามก็กระโดดเข้าไปช่วยตะลุมบอนพากันกลิ้งไปรอบห้อง ผู้คุมเข้ามาจับแยก สั่งให้คนอื่นออกไปจากห้อง คาดได้ว่าทั้งสามคนถูกส่งเข้าไปห้องขังเดี่ยวที่น่าหวาดกลัวจริงๆ   

แต่ที่น่ากลัวที่สุดสำหรับฉัน คือคนที่มีใบหน้าถมึงทึง แสดงถึงจิตใจที่โหดเหี้ยม ชายตามองฉันในคืนหนึ่งที่ห้องอาบน้ำ ส่งสัญญาณให้เห็นถึงภยันตรายกำลังรออยู่ข้างหน้า มองดูก็รู้ว่าต้องการข่มขืนฉัน เพราะมีป้ายเตือนภัยเขียนไว้ จากคำร่ำลือว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งถูกหญิงสามคนรุมข่มขืน ทั้งที่ทางปีกนั้นเป็นเขตควบคุมแน่นหนา มีการตรวจตราอย่างเข้มงวด จึงคาดได้ว่าผู้คุมต้องรู้เห็นเป็นใจ ขณะที่ฉันกำลังอาบน้ำด้วยจิตใจที่วิตก ก็มีเพื่อนนักโทษเข้ามายืนระแวดระวังให้อยู่ข้างๆ คนใจเหี้ยมคนนั้นก็เลยผิดหวังออกไป

หกอาทิตย์แรกน้ำหนักลดไป 14 ปอนด์ เกิดจากความเครียดและกินพวกมังสวิรัติมาหลายปี ฉันเป็นโรคกระเพาะอาหารไม่ย่อย มังสวิรัติจึงช่วยยับยั้งอาการของโรคได้ดี แต่ในคุกยากนักที่จะมีผักสดสีเขียวให้กิน แต่ละมื้อเป็นแซนวิชขนมปังไก่งวง หรือไก่ทอด ฉันจึงกินได้ไม่มาก เพื่อนนักโทษก็ขอส่วนที่เหลือไปกินต่อ ก็ยังดีที่สโมสรในคุก มีคุกกี้ แคนดี้ และซองผงน้ำผลไม้ จำหน่ายอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง ฉันจึงรอดชีวิต         

แต่ละวันที่ผ่านไป เหมือนอยู่ในค่ายทหารที่เคร่งครัด เวลาผู้คุมผลัดเปลี่ยนเวรยาม ถูกเรียกชื่อนับจำนวนวันละ 2-3 ครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเรายังอยู่ครบและยังมีชีวิตทุกคน มีห้องสมุดให้เข้าไปอ่านหนังสือและมีสนามข้างนอกให้ออกไปกระโดดเชือกออกกำลัง ให้ดูรายการทางโทรทัศน์ในห้องโถง เราได้รับอนุญาตให้ดื่มน้ำชาบางโอกาสถ้าห้องขังใหญ่สะอาดสะอ้าน

นักโทษทุกคนมีงานทำ ฉันทำสวนในคุกได้ชั่วโมงละ 39 เซ็น เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ จัดโดย           Horticultural Society of New York ตอนกลางคืนมีเสียงต่อล้อต่อเถียงของเพื่อนร่วมห้องขัง และเสียงของผู้คุมขู่จะปิดไฟถ้ายังส่งเสียงทะเลาะกันเสียงดัง

 เมื่อระยะเวลาที่ขนลุกขนพองผ่านไป ทำให้ฉันมีสติ เชื่อว่าที่ฉันเข้าไปอยู่ในคุกจะต้องมีสาเหตุ สามารถช่วยคนใดคนหนึ่งในนั้น จากเหตุการณ์ที่ค่อยเป็นค่อยไป ฉันสอนผู้หญิงจากตรินิแดดให้อ่านหนังสือ ฝึกโยคะให้กับคนอื่นๆ อ่านคำกลอนพร้อมกับคนที่นอนใกล้กัน เป็นโฮมเลส แอฟริกัน-อเมริกันมุสลิม ฉันเล่าว่าครั้งหนึ่งได้ยินเสียงเหมือนคนร้องขอให้ช่วย เธอตอบว่า...คนนั้นคือเธอเอง...

วันสุดท้ายในนรก เดือนตุลาคม 2008 แม่และเพื่อนรักไปรอรับถึงในคุก เป็นวันที่ฉันไม่เคยเกิดความรู้สึกอย่างนี้มาก่อนในชีวิต สว่างไสวกับคำว่าอิสรภาพ ภาคภูมิใจในตัวเองอย่างแปลกๆ เข้มแข็งกว่าที่เป็น และรับรองว่าฉันจะได้รับเกียรติจากคนทั่วโลกที่ฉันเรียนรู้สิ่งเลวร้ายที่เผชิญได้ในทางบวก ต้องขอบคุณประสบการณ์ทั้งหมดที่ได้จาก “ไรเกอร์ส”

ผู้คุมคนหนึ่งพูดกับฉันว่า “ถ้ายูรอดตายจากคุกนี้ ยูก็จะทนทานต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกนี้ได้”

.............................................