Get Adobe Flash player

พล.ท. วิวัฒน์ วิสนุวิมล (1) ผู้บริหารโบทานิค รีสอร์ท โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

กลับเมืองไทยครั้งก่อน มีโอกาสได้พบและสัมภาษณ์ พล.ท.วิวัฒน์ วิสนุวิมล หรือ “เสธตุ๋ย” เจ้าของ โบทานิค รีสอร์ทเลขที่ 100 หมู่ 9 ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่...

            ...ผมเกิดที่กรุงเทพฯ คุณแม่เป็นชาวเชียงใหม่ พอเกิดก็มาอยู่เชียงใหม่ตั้งแต่เล็กๆ จนกระทั่งจบ ป.4 เรียนที่กรุงเทพฯ ตอนอายุ 13 ปี แล้วไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ จนจบไฮสกูล เรียนต่อปริญญาตรีวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาฟิสิกซ์ ที่มหาวิทยาลัยมิสซูรี่ สหรัฐฯ ประมาณปี 1964 จำได้ค่อนข้างแม่นยำว่าเป็นสมัยที่ประธานาธิบดีเคนเนดี้ถูกลอบสังหาร สมัยนั้นมีคนไทย 3 คน ท่านปิติพงศ์ พึ่งบุญ ปลัดกระทรวงเกษตรและรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร เป็นเจ้าของรถเมล์เหลืองและรถเมล์ขาว ในยุคบุกเบิกมีเพื่อนแค่นี้ พอเรียนจบก็ไปต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ บริหารรัฐประศาสนศาสน์ เกี่ยวกับการทหาร

            จากนั้นก็เดินทางกลับประเทศไทย สมัยก่อนไม่มีอะไรเป็นงานที่จะทำได้มากสักเท่าไร เท่าที่จำได้ บริษัทใหญ่ๆ ปูนซิเมนต์ไทย การบินไทย บริษัทกึ่งฝรั่ง อีสเอเซียติค บอร์เนียว แองโกลไทย ฯลฯ  คุณแม่ให้รับราชการก็ไปเป็นทหารเกี่ยวกับทางวิทยาศาสตร์ ที่กรมวิทยาศาสตร์ กองทัพบกกรุงเทพฯ เริ่มจากยศร้อยตรี ทีแรกจะเลือกตำรวจ แต่มีหลายคนเตือนว่าตำรวจเป็นอาชีพที่เสียคนง่ายเพราะอยู่ใกล้สถานบันเทิงอบายมุขต่างๆ ทำให้ทนความเย้ายวนไม่ไหว แต่สมัยก่อนความเย้ายวนมีไม่มากนัก ที่จริงตำรวจดีๆ ก็มีมาก 

            แห่งสุดท้ายช่วยราชการที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ ถือว่าได้ไต่เต้าทางราชการถึงสูงสุด ในส่วนของการรับราชการทหาร ผมไม่มีที่เสียใจ แปลกใจตรงที่ทหารมีสังคมของตัวเอง มีวัฒนธรรมของตัวเอง ซึ่งคนที่ไม่ได้อยู่จะไม่ทราบ สิ่งนี้ทำให้ทหารมีความแข็งแกร่ง มีความรักกันและกัน เชื่อว่าที่อื่นคงจะมีน้อยกว่าทหาร เพื่อนหลายคนให้ผมเล่าให้ฟัง  ผมเล่าไม่ได้ มันมีทั้งดีและไม่ดีปนกัน แม้กระทั่งตอนจบผมไม่สามารถจะพูดเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับเรื่องพี่น้องของผมได้ ผมเข้าใจว่ามันไม่ได้อยู่ที่ตัวเขาเอง แต่อยู่ที่ระบบที่ถ่ายทอดกันมา บางคนพยายามแก้ไข บางทีก็แก้ไม่ได้ เราก็อยู่กันไปด้วยความรักและหวังว่าคนรุ่นใหม่จะพาประเทศไปในทางที่ดีขึ้น ตอนนี้ลุ่มๆ ดอนๆ นิดหน่อย แต่ก็พออยู่กันได้

            ทหารเป็นวัฒนธรรมแห่งความรักระหว่างพี่น้อง ซึ่งผมไม่ใช่พี่น้องกับเขา และเขาก็ไม่เคยถือว่าผมเป็นพี่น้อง มีบางอย่างที่ผมยังจำได้ ผมไปเรียนโรงเรียนทหารก็เบื่อ เพราะไม่ค่อยได้เรียนเท่าไร ก็หลับบ้างโดดร่มบ้าง เวลาผมไม่อยู่ก็มีคนเซ็นชื่อแทน ผมก็เลยไม่เคยขาดเรียน มีการช่วยเหลือกันโดยที่ไม่รู้ และมีการพูดถึงลับหลังในทางดีมากกว่าไม่ดี ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่ไม่ดี ผมถึงเข้าใจว่า มนุษย์เราประกอบด้วยหลายอย่าง ถ้าเรามองในแง่ร้าย มันก็จะร้าย ถ้ามองในแง่ดีมันก็พอจะดีได้ถึงแม้เป็นเรื่องร้าย ผมสังเกตเวลาพูดถึงกัน แม้บางคนเกลียดกันเขาก็ไม่เคยว่า นี่คือวิถีชีวิตของทหาร

            ก่อนที่ผมจะเข้าไปเป็นทหารต้องผ่านการอบรม ทุกแห่งมีบ้านพักให้ เราอยู่ในสังคมของเรา อยู่แบบง่ายๆ อาหารการกินก็ง่าย ใครว่าทหารสบาย ร่ำรวย อันนี้ไม่จริง เวลานายสั่งให้ไปไหน เรามีความภาคภูมิใจและสามารถเคลื่อนตัวได้รวดเร็วภายในไม่ถึงหนึ่งวัน ย้ายบ้านได้ทันที หมายถึงไม่สะสมของ เป็นลักษณะพิเศษของทหาร และจะสังสรรค์กันบ่อยที่สุด แต่ผมไม่ค่อยไป ชอบอ่านหนังสือมากกว่า จึงเป็นที่ตำหนิของทหาร มีคนเตือนว่าต้องสังสรรค์ แต่จะให้ผมสังสรรค์ก็ยาก เพราะไม่ใช่พี่น้องแท้ของเขา ถือว่าอยู่ได้ และผมก็อยู่ของผมมาอย่างนี้จนเกษียณ

            ความภาคภูมิใจมากที่สุด คือทหารเปิดทางให้ผมได้ทำในสิ่งที่ผมอยากจะทำมากเหลือเกิน คือไม่ทำงานในเรื่องของทหารมากนัก จะให้แนวทางแล้วผมก็ทำตามแนวทางของผมเอง ไม่ได้ใช้ตามที่ท่านกำหนดไว้ ไม่ใช้แนวทางที่อยู่ในระบบของราชการ นายเรียกผมมาบ่น ผมก็เรียนให้ท่านฟังว่า วิธีการทำงานที่ผมกำลังทำอยู่คืออะไรบ้าง ท่านก็เข้าใจ บอกผมเพียงว่า เวลาจะไปไหนก็บอกพี่หน่อยนะ จะได้อธิบายให้คนอื่นได้

ชีวิตผมดำเนินตามแนวทางที่ไม่เคยราบรื่น ผมถูกทหารขจัดออกจากเส้นทางครั้งหนึ่งเป็นเวลา 10 ปี ที่ผมไม่ได้รับราชการ ไล่ผมไปอยู่อังกฤษ อยู่เฉยๆ ไม่ให้พูด ไม่ให้ยุ่ง ผมไปนอนอยู่ 10 ปี ไม่มีฐานะอะไร เขาปลดผมด้วยซ้ำไป ระหว่างนั้นผมก็กลับมาไม่ได้ ถูกยึดพาสปอร์ต แต่ก็มีวิธีแอบมาได้ ผมเชื่อว่าทุกอย่างย่อมมีวิธีการ ผมเดินทางท่องโลกโดยไม่มีพาสปอร์ต เคยใช้ชีวิตอยู่ในทะเลเพราะไม่มีอะไรจะทำ และผมไม่เคยปกปิดวิธีการ เพราะโลกนี้ก็มีความเป็นธรรมอยู่ทุกแห่งเสมอ ถ้าเรากล้าหาญที่จะพูด อธิบาย ย่อมดำเนินชีวิตได้ เพราะความเลวไม่ได้อยู่ในใจมนุษย์ ยกเว้นเข้าใจกันผิด ผมคุยได้ทุกแห่ง ไม่เคยมีปัญหา หลังจาก 10 ปีผ่านไป ผมต้องดันทุรังทำเรื่องขอกลับมา ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ได้กลับ 

หลังจากเกษียณแล้ว ย้ายกลับมาอยู่เชียงใหม่ ถือว่าเป็นบุญที่มาอยู่ใกล้คุณแม่ อายุ 95 ปีแล้วแต่ยังแข็งแรง เป็นเจ้าของตลาดเมืองสมุทร ตลาดเมืองใหม่ ตอนนี้ยกให้ลูกๆ หมดแล้ว ผมก็คอยดูแลท่าน ถือว่าทุกอย่างเป็นของท่านทั้งนั้น คุณตาของผม หลวงคุรุวาทย์พิทักษ์ เป็นนายกเทศมนตรีเชียงใหม่ 2 สมัย

ที่จริงผมอยากไปทำที่เกาะเต่า ซึ่งมีพื้นที่อยู่อีกพันกว่าไร่ เป็นพื้นที่ที่สงวนไว้ทำสาธารณประโยชน์ เป็นป่าที่ยังไม่ได้รับการบุกเบิก ก็จะปกป้องป่าพื้นนั้นเป็นป่าต้นน้ำ เป็นป่าดั้งเดิมของเกาะ ขณะนี้ไม่ได้ไป 2 ปี คงถูกบุกรุกไปมากมายแค่ไหนไม่ทราบ เพราะบ้านเมืองไทยถ้าไม่มีการสงวน หรือไม่มีการปกป้องป่านี้จะถูกบุกหมด เพราะเราต้องกำจัดความเชื่อที่ว่า คนมีที่ดินเยอะเป็นคนดี เมื่อคนเชื่อเช่นนั้นจึงสะสมที่ดินไว้มากมาย แม้กระทั่งที่ดินของหลวงก็บุกไปเอาเป็นของเขา แล้วยังอุตส่าห์พูดเสมอว่าทุกคนต้องมีที่ทำกิน ที่จริงไม่ใช่เพราะคนในโลกไม่ได้มีทฤษฎีนี้ เขามีกิน มีงานทำ ไม่ใช่มีที่ทำกิน เขาบอกว่ามีที่ทำกินก็เลยไปบุกป่าเขาหมด ป่าต้นน้ำบนเกาะเต่าก็คงจะหมด เมื่อก่อนเรามี 2-3 พันไร่ที่ว่างอยู่ เดี๋ยวนี้เหลือพันกว่าไร่ หมดไปทุกนาที   

ทางสวนพฤกษศาสตร์ฯ ให้ผมมาช่วยทางอำเภอแม่ริมก่อน (โบทานิค รีสอร์ท) ผมมาทำตรงนี้เกือบ 2 ปี เพราะประสบการขาดทุน บริษัท 2 แห่ง เข้ามาแทบจะล้มไปเลย เพราะรายได้ไม่เข้าตามเป้า รายจ่ายสูง ระเบียบข้อบังคับมากมาย ทำให้ประมูลพัฒนาไม่ได้ ตอนแรกสร้างขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า ศูนย์พฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางฯ น่าจะมีการสนับสนุนจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ แม้ท่านจะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงแต่ก็น่าจะเป็นเพราะท่านทำให้ทุกอย่างในบริเวณ 7 พันไร่เป็นไปได้ ถ้าอย่างนั้นก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นที่ม้งเคยอยู่  

พระองค์ท่านขอให้ม้งขยับออก ตอนนี้เป็นต้นน้ำและสถานที่สัตว์ป่า อุดมสมบูรณ์ พอม้งออกไปก็เกือบสายไปแล้ว สัตว์ป่าก็น้อย ผมจะพัฒนาสัตว์ให้คืนถิ่น ทุกอย่างให้เป็นป่าธรรมชาติทางด้านเหนือ ทางด้านใต้เป็นของสวนพฤกษศาสตร์พระนางฯ ท่านก็ปรับปรุงพันธุ์ไม้ ดอกไม้ พืชหายากต่างๆ แต่ของเราเน้นทางด้านเหนือรักษาให้เป็นป่าธรรมชาติ รวมทั้งสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ คิดว่าอาจจะหมดไปมาก เดิมทีมีกระต่ายป่า ไก่ วิ่งกันแถวนี้เยอะ ผมจับได้ก็ใส่ไว้ในกรง เลี้ยงไว้ออกไข่หลายลูก แล้วปล่อยเข้าในป่า ให้คืนถิ่นและเดินไปเดินมา ออกลูกออกหลานให้เหมือนดั้งเดิม

สองบริษัทที่เข้ามาทำไม่สำเร็จผมเข้าใจว่าเขาอยากให้คงเดิมไว้ คืออยู่ในองค์กรสวนพฤกษศาสตร์ฯ ดังนั้นจึงต้อนรับแขกระดับสูง ซึ่งจำนวนอาจจะไม่พอ เพราะห้องของเรามี 60 ห้อง มีลูกจ้าง มีสิ่งอำนวยความสะดวก สาธารณูปโภค ทำให้ราคาต้องสูงเพราะอยู่บนดอย อินเตอร์เน็ตก็ต้องลากสายมาเอง ทุกอย่างต้องมีราคาสูงหมด ถ้ารับแขกไม่พอ ค่าใช้จ่ายจะสูงเกินรายได้ ขณะนี้ขาดทุนบนตัวผมทุกเดือน แต่ว่าเราอยู่ไปเพื่อหวังวันหน้าจะดีขึ้น

ผมอยู่ภายใต้การดูแลระดับหนึ่งจากรัฐบาลผ่านสวนพฤกษศาสตร์ฯ เรามีความสัมพันธ์แบบให้เกียรติกัน ดังนั้นการตั้งราคาจึงต้องมีระเบียบแบบแผนที่กำหนดมาหลายปีแล้ว บางคนบอกว่าแพงบ้าง ถูกบ้าง เรามีราคาตั้งแต่หนึ่งพันสองร้อยถึงหกพันบาท เจ็ดพันบาทต่อห้อง สมัยที่เราสร้างใหม่ถือว่าเราดีที่สุด ขณะนี้ก็ดีที่สุด มีสระว่ายน้ำที่ใหญ่ที่สุด สนามหญ้ากว้างขวางที่สุดทำกิจกรรมได้นับ 10 ไร่ มีสปอร์ตคอมเพล็กซ์ มีกิจกรรมกีฬา เรามีห้องสัมมนาใหญ่ 3 ห้อง มีห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่จุได้ 300 คน มีสนามให้คนเดินเล่น  มีป่าสำหรับเดิน มีสัตว์ป่าที่เลี้ยงไว้แล้วปล่อย ก็แสดงว่าต้องมีกิจกรรมที่แปลกกว่าที่อื่นๆ รับรองคนจำนวนมากได้ ทำให้เรามีรายได้เข้ามาบ้าง

สำหรับศูนย์ฝึกอบรมและสัมมนา เป็นชื่อของสถานที่ ไม่มีคำว่ารีสอร์ท ตั้งโดยการประชุมกับสวนพฤกษ์ฯ ผมเข้าใจว่าสมเด็จพระนางเจ้าฯ คงจะทรงดีพระทัยมากที่จะให้พื้นที่นี้เป็นศูนย์ฝึกอบรมตามเจตนาเดิมของพระองค์ท่าน ดังนั้นนี่คือการเริ่มต้นสำหรับคนที่จะมาเรียน มาฝึก ผมทำสนามกีฬาเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามจุดประสงค์ของพระองค์หรือผู้ใหญ่ในอดีตได้วางไว้

ในเมื่อเราไม่สามารถทนการขาดทุนได้ ก็รับเด็กเข้ามาราคาคงเดิม แต่เด็กจำนวนมาก พักห้องละ 3-5 คน ทำให้ห้องทรุดโทรมเร็วจะปรับปรุงขึ้นมาก็ยากลำบาก ภาพพจน์ของเราไม่สามารถดำรงไว้เหมือนเดิมได้อีกแล้ว เราก็ลงมาระดับหน่วยงาน สมาคม ระดับโรงเรียน ซึ่งมีจำนวนมาก เราจะได้ราคาไม่แพง ส่วนราคาแพง ผมกำลังสร้างข้างหลัง เป็นบ้านมีจำนวนไม่กี่หลัง จะรักษาโครงสร้างและยึดตามที่สมเด็จฯ ท่านให้ไว้ได้ เจตนาของผมมีว่าตั้งอยู่บนแผ่นดินที่ศักดิ์สิทธิ์ ท่านเก็บไว้ให้สวยงามมาก จะเป็นที่ให้คนจำนวนมากได้มานอนเล่น แล้วก็ขาดทุนไม่ได้ผมพยายามปรับปรุงให้มีรายได้เลี้ยงตัวเอง

เราอยู่ทางด้านหลังของตำหนักภูพิงค์ ผมพยายามรักษาให้เหมือนเดิม ถ้าหากทำได้ ทุกอย่างย่อมดียิ่งกว่าเดิม อยากจะฝากเอาไว้ ถ้าหากสมเด็จพระนางเจ้าฯ หรือพวกผู้ใหญ่เข้าใจในผืนที่นี้ ก็จะเป็นพระกรุณาสูงสุด

ถ้าพระองค์ทำให้เหมือนกับ New Forest หรือ Garden Forest ของควีนอลิซาเบทแห่งอังกฤษ ให้ประชาชนเข้าไปเที่ยว ไปดูสัตว์และช่วยกันรักษาพื้นที่นี้ไว้ให้นานที่สุด ผมคิดว่าที่ดินแบบนี้คงหาไม่ได้อีกแล้ว.

(อ่านต่อฉบับหน้า)