Get Adobe Flash player

ท่องเที่ยวพิมานเมืองใต้ (3)นคร ตรัง พัทลุง สงขลา โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

พอทุกคนขึ้นมาบนรถอย่างพร้อมเพรียงด้วยอาการอิ่มแปร้ จะร้องเพลงรื่นเริงกันตอนนี้คงไม่ไหว เราขอฟังเสียงจากบุคคลที่กลับไปใช้ชีวิตในวัยปลายอย่างถาวรที่เมืองไทย เล่าประสบการณ์ที่ต่างกันสำหรับอีกหลายคนที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจ หลังจากอยู่อเมริกามาค่อนชีวิต...

คนแรก คุณไพสันต์ พรหมน้อย อดีตเจ้าของหนังสือพิมพ์เอเชียนแปซิฟิค ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการ นสพ.ไทยทรีบูน คนที่ 2 คุณพรรณี ไล้บางยาง และคนที่ 3 คุณประดิษฐ์ ไชยรัตน์ติเวช

...คุณไพสันต์เริ่มว่า ผมและภรรยา คุณพิมพรรณ  รีไทร์แล้ว เรากลับเมืองไทยถึงตอนนี้ 1 ปี 3 เดือน หลังจากอยู่อเมริกา 35 ปี ตั้งแต่ปี 1979 ตอนนั้นผมถูกส่งตัวมาทำ นสพ.มติชน  ออกเป็นรายวัน พอขาดทุนก็เปลี่ยนเป็นหนังสือพิมพ์ประชามติ

สาเหตุที่กลับเมืองไทย ผมขอยกเอาคำพูดของประชาสัมพันธ์วัดพระบรมธาตุฯ ก่อนที่พระพุทธองค์จะออกผนวช มีอยู่ 3 ปล้องบนคอ ปล้องแรกคือภรรยาหรือสามี ปล้องที่สองคือ บุตร ปล้องที่ 3 คือทรัพย์สมบัติที่เรามีอยู่ หมายความว่าทั้ง 3 ปล้องผมปลดหมดแล้ว แต่ปล้องแรกตามมาด้วย ปล้องที่ 2 อยู่ที่เมืองไทย ปล้องที่ 3 ขายหมดทั้งบ้านและหนังสือพิมพ์

                ผมเตรียมพร้อมว่ารีไทร์เมื่อไรก็จะกลับบ้านถึงอย่างไรก็คือประเทศไทย โดยซื้อบ้านในหมู่บ้านทิ้งไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว  จะได้ไม่มีปัญหาภายหลังให้พี่น้องอยู่ก่อน ที่เมืองไทยเราจะยึดตามแบบที่อยู่อเมริกาไม่ได้ ระเบียบต่างๆ ไม่เหมือนกัน อย่างเช่นการขับรถ พรรคพวกบอกว่าอย่าขับเลยอายุมากแล้ว จะมีปัญหาตรงระเบียบวินัย บ้านเรา 2 เลนขับได้ 3 คัน เวลารถติดก็ช่วยเหลือกัน คนหนึ่งขอ อีกคนหนึ่งก็ให้ไป อะลุ้มอะล่วยพอสมควร ต่างกับอเมริกา ถนนหนทางสะดวก กฎหมายเป็นกฎหมาย

                ผมอยู่ที่สมุทรปราการ เป็นคนต่างจังหวัด เวลาเข้ากรุงเทพฯ ก็ใช้บริการของรถไฟ บีทีเอส ให้น้องไปส่ง ขึ้นที่แบริ่ง ผ่านสยาม เวิร์ลเทรด สุดสายที่จตุจักร สะดวกและตรงเวลา รถไม่ติด วัยอย่างเราต้องใช้สิ่งที่สะดวก จากต้นทางถึงปลายทางเสียครึ่งราคา จาก 52 บาท เราเสีย 26 บาท ต้องทำบัตรโดยไปที่สถานีแล้วไปบอกว่า เราอายุ 60 แล้ว เขาก็เอาบัตรสำหรับซีเนียร์ให้

                ถ้าซื้อของแถวบ้าน ภรรยาเป็นคนขับรถ ถึงอย่างไรผมก็ยังกลัว สภาพจะเหมือนกันไม่ว่ากรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนสมัยก่อนที่มีแต่ควายเดิน พอมีรถยนต์เข้ามาสักคันก็วิ่งเข้าไปดูกันใหญ่ด้วยความตื่นเต้นตกใจ

แต่ผมก็ยังมีงานทำอยู่เพียงแต่เสนอข่าว ไม่หวือหวาอะไร เขียนส่งมาที่แอลเอ ส่งให้กับเดลินิวส์ทางวอชิงตัน ดีซี พรรคพวกให้ผมช่วยพัฒนาเว็ปไซท์ใช้เทคโนโลยีที่รับรู้เข้ามาช่วย ทำให้พัฒนามากขึ้นไปอีก มีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากบอก เวลาไปอยู่อเมริกานานๆ พอกลับบ้านเราก็เหมือนมาใช้ชีวิตใหม่ในสังคมใหม่ สิ่งที่เคยเห็นก่อนเดินทางไปอเมริกามันเปลี่ยนไปหมดแล้ว ไม่เหมือนเดิม หมายความว่า เพื่อนของเราไม่เหลือไม่ใช่ตาย แต่เขามีภาระ เป็นปู่ย่าตายายกันหมด ต้องนั่งเลี้ยงหลาน อย่างดีก็โทรฯ ไปหากัน ขอนัดก็ลำบากเพราะติดหลาน

ผมไม่เสียดายชีวิตในอเมริกา เพราะถึงอย่างไรผมก็พร้อมที่จะเดินทางไปอยู่อเมริกาได้ตลอดเวลา หลายท่านคงไม่มีสภาพเหมือนผม หลายคนมีลูกและหลานอยู่ที่นี่ สภาพของการฝังรากลึกในสังคมของอเมริกา มันแตกต่างกันซึ่งยังไม่สามารถตัดใจตรงนี้ได้ พออยู่ไปก็เคยชิน ถ้าจะต้องกลับมาสร้างสังคมใหม่ที่ไม่ถนัด หากทำใจได้ก็ดี มีญาติมีพี่น้อง มีเพื่อน  เพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน และศิษย์เก่าที่เรามาจากแอลเอด้วยกัน ยังติดต่อทางไลน์กันบ้าง ทำให้เรารู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ได้รู้ข่าวสาร

นอกจากผมจะตามหาเพื่อนเก่า ยังตามหาเพื่อนที่เคยอยู่อเมริกาด้วยกันเขามารวมตัวกันที่นี่ เรียกว่า สมาคมเพื่อนแคลิฟอร์เนีย เป็นปีแรกที่ผมไปเมื่อเดือนมีนาคม จัดที่โรงแรมเอเซีย ราชเทวี คนแน่นมาก มีหลายประเภท คณะจากแอลเอที่กลับไปปักหลักก็เอาลูกหลานไปด้วยแล้วชวนเพื่อนไปบ้าง ลูกก็ชวนเพื่อนไป สมาคมนี้เท่าที่ลึกๆ ผมพอจะทราบ ก็ต้องทำใจตอนนี้นายกสมาคมฯ คือ พล.ต.อ.โกวิท ภักดีภูมิ ผมพบกับโกยีด้วย บอกว่า สมมติว่าพี่โกวิทไม่เป็นนายกฯ จะทำอย่างไร ผมชี้ไปที่เจ้าของโรงแรมเอเซีย เขาเดินหนีบอกว่าไม่เอา

ผมขอฝากสำหรับคนที่ตัดสินใจจะกลับเมืองไทยถาวร ควรเตรียมให้พร้อม คือจะทิ้งรากทางโน้นได้ไหม ถ้าทิ้งไม่ได้ก็อย่ากลับมาเลย บางรายมานั่งคุยกับผมว่าเตรียมจะมาอยู่ ซื้อบ้าน ซื้อเฟอร์นิเจอร์ แต่เมียบอกว่าไม่อยู่ ก็เลยต้องกลับแอลเอ เพราะมาอยู่ที่นี่ต้องหาเพื่อนใหม่ในสังคมใหม่ที่หมู่บ้านของคุณ สังคมที่นี่บางทีก็เหมือนที่โน่นบางทียิ่งกว่า รุ่นลูกไปทำงานเขาไม่สนใจเรา ตอนเย็นเราก็เดินเล่น เจอคนแก่ด้วยกันก็คุยกัน นี่คือสภาพที่เกิดขึ้น ถึงเป็นสังคมไทยแต่มันกลายเป็นสังคมใหม่สำหรับเรา เมื่อมาถึงก็ไม่รู้จักใครเลย ต้องทำตัวใหม่หมด บางคนก็มากระตุกเราว่า เขาขับรถกันอย่างนี้อย่าไปโมโห ต้องทำให้เกิดความคุ้นเคย อย่าลืมว่าแต่ละสังคมไม่เหมือนกัน

บางคนบอกว่าอยู่ประเทศไทยนั้นดี ลองไปอยู่ที่เวียดนามกับจีนดูบ้างเจอปัญหาการจราจร ระเบียบวินัยหนักกว่านี้ เราก็ค่อยๆ เรียนรู้ไป และแต่ละท่านต้องมีเหตุมีผล มีประสบการณ์ของตัวเองว่า อยู่แล้วได้อะไร บางคนมาแล้วทนความไม่สะดวกไม่สบายไม่ได้ บางทีผมก็คิด อยู่ที่โน่นอยากดื่มไวน์อร่อยๆ ขวดละ 4.99 เหรียญ ที่เมืองไทยเอาไปขายขวดละเป็นพันบาท ผมเคยเป็นบาร์เทนเดอร์มาก่อน เคยทำกับคุณกฤษณ์เมธา โภคาวัฒนา อยู่เมืองไทยคงดื่มไวน์ไม่ได้ อากาศร้อนและสภาพของเมืองไทยไม่เหมาะ โดยเฉพาะราคาแพง ดื่มเบียร์อร่อยกว่า...

...คุณพรรณีไล้บางยาง กลับไปใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ หลังจากอยู่ที่นี่เป็นเวลา 32 ปี...เล่าถึงความรู้สึกว่าอยู่ที่เมืองไทยเหงา เพื่อนๆ อยู่แอลเอทั้งหมดพวกเพื่อนนักเรียนต่างก็มีภาระ โอกาสที่จะเจอก็ไม่มี คุณชาญณรงค์ไปๆ มาๆ งานประจำคือเดินห้าง ช็อปปิ้ง ได้ตีกอล์ฟก็ตอนที่คุณชาญณรงค์อยู่ แต่ก็ไม่ได้ลำบากใจ มีคนถามว่าอยู่ได้ไหม ไม่ร้อนหรือ ขอตอบว่า เราเป็นคนใต้ คนบ้านนอก เคยอยู่ที่ร้อน เราอยู่ได้ ใหม่ๆ อาจทนไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วทนได้ เราคนเมืองร้อนไปอยู่เมืองนอกหนาวจะตายยังอยู่ได้เลย พอเรากลับมาบ้านเราก็ต้องอยู่ได้

อีกอย่างหนึ่งคือไม่ชินกับถนนหนทาง นั่งแท็กซี่บ่อยจนทำให้เราได้บทเรียน วันต่อไปเปิดยูพีเอสในมือถือ แล้วบอกแท็กซี่ให้พาไป ไปไหนคนเดียวเพราะไม่มีเพื่อนเราจะรู้ว่าอันตรายยังมี ต้องเลือกไปใกล้ๆ เวลากลางวัน คุณไพสันต์มีภรรยาที่ไปไหนมาไหนด้วยกัน เวลาคุณชาญณรงค์กลับมาก็พากันไปเที่ยว

ที่เมืองไทยเหงา เทียบกับแอลเอที่ไม่มีเวลาว่างเลย แต่เมืองไทยไม่มีอะไรทำ ถึงเวลาที่ชีวิตต้องเป็นแบบนี้ เพราะไม่ได้ตั้งหลักมาก่อนว่าจะไปอยู่เมืองไทย เนื่องจากแม่อายุมากแล้ว 92 ปี ได้มาอยู่กับแม่บ้าง อยู่แบบสบายๆ ไม่มีปัญหาสักเท่าไร...ถ้าจะกลับมาอยู่แอลเออีกก็ได้ อยู่เมืองไทยก็อยู่สบาย เข้าเมืองไทยใช้พาสปอร์ตไทย เงินโซเชียลเขาก็โอนเงินเข้าธนาคารให้เรา แต่ต้องทำใจกับการจราจรบ้าง

แอลเอเหมือนบ้านที่ 2 มองไปตรงไหนทุกคนก็รู้จักกันหมด อยู่ที่เมืองไทยออกไปนอกบ้าน หันไปตรงไหนก็ไม่มีใครสักคนที่รู้จัก เป็นคนแปลกหน้า ถ้าเพื่อนๆ ที่แอลเอกลับเมืองไทยก็โทรศัพท์ติดต่อกัน จะได้พบกัน อยากพบเพื่อนเดิมๆ

ครั้งนี้ดีใจมากๆ ที่ได้พบกับคณะสมาคมไทยปักษ์ใต้ที่มาจากแอลเอ เมื่อคราวที่แล้วก็ได้พบกับกลุ่มขาเทียมบอกได้เลยว่าสมัยนี้โลกมันแคบ ในเฟสบุ้คก็จะเจอทุกคน ได้เห็นกิจกรรมของสมาคมฯ ยังเข้มแข็งมั่นคงเหมือนเดิม ไม่ถอย มีความสามัคคี ปีนี้มีคนมามากขึ้น ได้เห็นเพื่อนๆ ยังมีสุขภาพแข็งแรง ออกงานเต้นรำกันก็ดีใจ.

                (อ่านต่อสัปดาห์หน้า)

...............................