Get Adobe Flash player

ท่องเที่ยวพิมานเมืองใต้ นคร ตรัง พัทลุง สงขลา โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

ชาวคณะ ให้ความสนใจกับคำบอกเล่าของคุณไพสันต์และคุณพรรณีเป็นอย่างยิ่ง เพราะทุกคนอยู่ในวัยที่มีทั้งเกษียณแล้ว จวนถึงเวลาเกษียณ มีไม่กี่คนที่ยังมีเวลาคิดอีก แต่ก็ไม่นานสำหรับการตัดสินใจ...

พวกเราต่างก็รู้ถึงวัตถุประสงค์ของการเดินทางมาสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งมาเรียนหนังสือ เรียนจบก็ตั้งใจจะกลับ ผลัดไปผลัดมาจนเกิดความเคยชิน ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปมากกว่า 40 ปี ในที่สุดต้องฝังรกรากอยู่ที่นี่ อีกทั้งมีลูกหลานที่ต้องดูแล ส่วนคนที่เดินทางมาแสวงหาโอกาส ต่างก็มีจุดหมายเดียวกันเพื่อให้ครอบครัวที่อยู่ข้างหลังมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายหมดแรงเมื่อไรก็จะกลับ...

มีครอบครัวหนึ่ง คือคุณประดิษฐ์ คุณจุฑาภรณ์ (พี่ดำ) ไชยรัตน์ติเวช ที่หอบหิ้วกันมาก่อร่างสร้างตัว แต่หลังจากเวลาผ่านไป 24 ปี คุณประดิษฐ์ก็สวนกระแส เดินทางกลับเมืองไทยเพื่อไปทำธุรกิจที่ดูแล้วว่ารุ่งโรจน์กว่าอยู่ที่นี่ ต้องทิ้งครอบครัวคือภรรยาและลูกชายอีก 4 คนไว้ที่แอลเอ เรื่องนี้พวกเราย่อมต้องการทราบเหตุผลเป็นที่สุด

...คุณประดิษฐ์ ไชยรัตน์ติเวชเล่าว่า ผมไปอยู่แอลเอเมื่อปี 1968 (2511) กลับเมืองไทยเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1992(2535) ตอนนั้นผมยังไม่เกษียณ อายุ 50 ปี มาหุ้นกับเพื่อนทำธุรกิจคอนโดมิเนียมที่สาธร ประสบความสำเร็จพอสมควร ซื้อที่ดินที่บางบัวทอง 100 กว่าไร่ ผลปรากฏว่าเดือนพฤษภาคม ปี 2540 ก็เจอเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ธุรกิจตอนนั้นพังพินาศหมด แต่ผมมีธุรกิจอีกตัวหนึ่ง คือทำเฟอร์นิเจอร์ ถือว่าพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ผมเกิดในขณะที่ธุรกิจของคนอื่นเจ๊ง จากวันนั้นถึงวันนี้ 19 ปี ที่ผมยืนหยัดมา

ถามว่าลำบากไหม อย่างที่คุณไพสันต์และคุณพรรณีพูด ตอนแรกที่มาอยู่ เราไม่มีใครจริงๆ หันไปทางไหนมีแต่ตัวเรา เวลาเดือดร้อนก็ร้องไห้คนเดียว เวลาเจ็บปวดไม่มีใคร ไม่มีเพื่อน ผมเก็บความรู้สึกนั้นไว้ แต่เชื่อว่าถ้าทุกคนมีความอดทน อดกลั้นแล้วสู้กับมัน

เพื่อนๆ ทุกคนที่คิดจะกลับมาเมืองไทย มาทำธุรกิจหรือมาอยู่อาศัย ขออย่างเดียวอย่าล้มเลิก ถ้าล้มเลิกเราก็ไม่ประสบความสำเร็จ ที่บอกว่าคนนั้นคนนี้ทำงานล้มเหลว ผมบอกว่าไม่ใช่ล้มเหลว เป็นเพราะเราล้มเลิก เรายังไปไม่ถึงฝัน ทุกคนก็ตราหน้าว่าเราทำอะไรไม่สำเร็จ เพราะเราล้มเหลว มาวันนี้ผมบอกกับเพื่อนๆทุกคน ถึงผมไม่ได้อยู่แอลเอ แต่ผมพูดได้เลยว่า ผมดูแลคุณดำและลูกๆ หลานๆ ทางอ้อมได้ดีกว่าตอนที่อยู่แอลเอ  ผมบอกคุณดำว่ามีตั๋วเครื่องบินมาอย่างเดียว ขากลับมีเงินไปใช้ ไม่ใช่พูดว่าผมเป็นคนดี แต่ทำหน้าที่ของผมเท่านั้นเอง

อยากให้เพื่อนๆ คิดว่า ถ้าเราพร้อมและมั่นใจที่จะมาอยู่เมืองไทย ก็ต้องเดินให้ถึงที่สุด อย่าหยุด เดินไปเรื่อยๆ แล้วมันจะถึงฝั่งเอง แม้ว่าเราก้าวช้า ล้มบ้าง มีอุปสรรคข้างหน้าบ้าง จะยิ้มหรือหัวเราะทั้งน้ำตาก็ได้ แต่วันนี้ผมขอเรียนด้วยความเคารพว่า ที่อยู่ที่เมืองไทยจนถึงวันนี้ เพราะผมเป็นคนดวงดี ถ้าพูดแบบชาวบ้านว่า “บุญของอั๊วะ” เพราะคนเมืองไทยเก่งกว่าเราเยอะมาก ผมไม่คิดเหมือนคนอื่น คิดนอกกรอบ ถ้าพลาดก็เจ็บ แต่ถ้าเดินได้ก็จะไปไกลกว่าคนอื่น ถ้าคิดในกรอบ ตามเขาไปตลอดและไปไม่ทันเขา ถือว่าผมประสบความสำเร็จระดับในหนึ่ง

ตอนที่กลับจากอเมริกา มีเงินไม่มากนัก แต่คิดว่าถึงเวลาแล้ว อเมริกาทำให้เรามีประสบการณ์ ทำให้รู้จักคำว่าอดทน ทำให้รู้จักคำว่าลำบาก อยู่อเมริกาทำได้ทุกอย่าง วันนี้ผมทำงานมาก บางทีไม่ได้เงิน แต่เขาใช้หนี้เป็นที่ดิน พอไม่มีเงินก็เอาที่ไปขาย 140 กว่าไร่ๆ  ละแสนกว่า ตอนนี้ที่ขึ้นมาไม่รู้เท่าไร เสียดายเหมือนกัน ที่หาดใหญ่มี 140 กว่าไร่ มีคนมาขอซื้อ 70 ล้าน ผมไม่ขาย จากสะเดาเขาตัดผ่านที่ผมพอดี ที่นครศรีธรรมราชมี 60 กว่าไร่ ไม่ได้ทำอะไรเพราะไม่มีคนทำ จะขายก็ขายไม่ได้ ก็เก็บไว้อย่างนั้น

ผมขอบอกว่า ถ้าพี่น้องเพื่อนฝูงจะมา ผมยินดีให้คำแนะนำ แต่มีอยู่ 3 คำ ต้องท่องให้ขึ้นใจ อดทน อดออม และอดกลั้น ถ้ามี 3 คำนี้อยู่ในใจก็จะเดินถึงฝันอย่างแน่นอน...

คราวนี้เป็นหน้าที่ของพี่ดำ ที่จะเล่าเรื่องราวปะติดปะต่อให้พวกเราฟังอย่างสมบูรณ์...

...พอพี่ดำเรียนจบก็เข้าทำงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ซึ่งพี่ชายทำงานอยู่ที่นั่น คุณประดิษฐ์เป็นเพื่อนกับพี่ชายก็ได้พบกันหลังจากแต่งงานเมื่อปี 2511 คุณประเดิษฐ์มาอเมริกาเรียนหนังสืออยู่พักใหญ่ก็ทำงาน ได้ 6 เดือน ก็ส่งเงินไปให้พี่ดำจึงได้เดินทางมา ทั้งพี่และคุณประดิษฐ์ทำงานด้วยกันที่โรงแรมเซ็นจูรี่ แผนกเดียวกันทำด้านอาหาร ดูแลการจัดเลี้ยงใหญ่ๆ ยังทำต่อเนื่องดีตรงที่มีอินชัวรันส์ให้ทั้งครอบครัว ที่เมืองไทยทำงานแผนกเดียวกัน มาที่นี่ก็ทำที่เดียวกันอีก ไม่เคยแยกจากกัน

ตอนที่คุณประดิษฐ์ตัดสินใจกลับเมืองไทย มีลูก 4 คน คนโตเรียนคอลเลจ คนเล็กอายุ 12 ปี ส่วนสาเหตุก็เพราะความที่เขาเป็นคนที่แอ็คทีฟ คิดว่าถ้าอยู่อย่างนี้ก็ได้แค่นี้ พอดีมีผู้ใหญ่จากเมืองไทยเดินทางมาที่นี่ ชักชวนให้กลับบอกว่ามีงานให้ทำ ตอนนั้นคุณประดิษฐ์ดูหมอกับอาจารย์ปีเตอร์ ซึ่งบอกว่าถ้าคุณประดิษฐ์กลับเมืองไทยจะรวยมหาศาล ก็เลยมีแรงบันดาลใจ

ความรู้สึกในตอนนั้นที่ต้องดูแลลูกชายทั้ง 4 คนอยู่คนเดียว จริงๆ แล้วกว่าจะตัดสินใจได้ก็ใช้เวลาเป็นปี ใจหนึ่งไม่อยากให้ไปเลย แต่คนอย่างเขาสามารถที่จะทำอะไรได้มากกว่านี้ เขาพูดทุกครั้งว่า “คุณจำไว้นะ ไม่ว่าผมอยู่ที่ไหน ผมอดได้แต่เมียและลูกจะไม่มีวันอด”

พอเตรียมพร้อม ลูกคนโตดูแลน้องได้แล้ว งานพี่ดำก็มั่นคง มีบ้านที่พอดูแลได้ เลี้ยงดูลูกทั้ง 4 คน อย่างดี เอาใจใส่เรื่องข้าวปลาอาหาร ใช้ทั้งพระเดชพระคุณ ส่วนใหญ่ใช้พระคุณมากกว่า ให้เขารู้ว่า แม่ทิ้งพ่อได้แต่แม่ทิ้งลูกไม่ได้ คนโตกับคนที่ 2 พอจะเข้าใจว่าพ่อไปอยู่ที่เมืองไทยมีโอกาสร่ำรวยได้ ในเมื่อแม่ไม่ว่าอะไรก็โอเคพี่พยายามทำให้ลูกเข้าใจว่า ไม่ใช่ว่าพ่อไปแล้วไปเลย แต่พ่อไปทำงาน ต้องให้เวลาพ่อเขาหน่อย ผลก็คือเขาทำได้เหมือนที่เขาพูดพี่ไม่รู้ว่าคุณประดิษฐ์ลำบากแค่ไหน แต่ถ้าบอกไปว่า ต้องการใช้เงินเดือนนี้ เขาก็ส่งเงินมาทันที

พี่สอนทุกอย่างกับลูก พูดไทยผสมภาษาอังกฤษ สอนเหมือนสอนลูกสาว บอกว่าการเป็นผู้ชายบางทีก็ลำบาก อย่างอื่นไม่รู้ บ้านสกปรกนิดหน่อยไม่เป็นไร แต่เสื้อผ้าถึงไม่รีดแต่ต้องสะอาด ลูกผู้ชายจะให้เขาทำความสะอาดบ้าน ทำนั่นทำนี่ก็คงไม่ได้ แต่ก็ช่วยล้างถ้วยชาม ล้างห้องน้ำ

ลูกๆ พูดเสมอว่า แม่ดีที่สุด ยอดเยี่ยมมาก คอยพูดให้กำลังใจแม่เสมอ การใช้ชีวิตของพี่ไม่ใช่ว่ากลับจากทำงานแล้วอยู่บ้านเงียบๆ มีกิจกรรม เสาร์อาทิตย์ไปวัดกับเพื่อนๆ บางครั้งอยู่บ้าน ลูกจะถามว่าวันนี้แม่ไม่ออกข้างนอกหรือ เขาเห็นแม่ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ดูมีความสุขดี เวลาพี่มีปัญหา มีเรื่องไม่สบายใจก็โทรศัพท์คุยกับคุณประดิษฐ์ตลอด ระเบิดไปให้เขาฟังบ้าง ให้เขาเข้าใจว่าบางครั้งเวลาไม่มีเขาก็ลำบากจริงๆ แต่ก็ไม่เสียใจว่าเราต้องจากกันนานขนาดนี้เลยหรือ บางครั้งคิดเหมือนกัน พอเวลาผ่านไปนานๆ ก็เคยชิน อายุมากขึ้นก็ปล่อยวางไปได้เยอะแล้ว ถ้าหากเรายึดติดตรงนั้นก็ทำให้ทุกข์ 

การเลี้ยงลูกชาย 4 คน ยากมาก แต่โชคดีที่ลูกตั้งใจเรียนหนังสือ ตอนนี้ทำงานกันหมดแล้ว ทำให้สบายใจทุกคน ถือว่าชีวิตนี้เหมาะสมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว ช่วงหนึ่งก็มีบ้างที่ลูกออกนอกลู่นอกทางไปหน่อยหนึ่ง แต่ด้วยวัยของเขา เรารู้ว่านิสัยของเขาจริงๆ ไม่ใช่คนแบบนั้น ผลสุดท้ายก็เข้าที่แต่ต้องใช้เวลา เราต้องอดทนและพยายามที่อยู่กับลูกตรงนี้ให้ได้

ตอนนี้พี่รีไทร์แล้ว มีเวลาที่จะคิดว่า จะกลับเมืองไทยหรือคุณประดิษฐ์จะกลับมา แต่คุณประดิษฐ์คงไม่กลับมาที่นี่แล้ว ต้องรับผิดชอบธุรกิจมากมาย ทิ้งงานไม่ได้ แล้วเขาก็เคยชินกับตรงนั้นกว่า 20 กว่าปีที่ทำมา ทั้งล้มลุกคลุกคลาน มาถึงบัดนี้เรียกว่ามั่นคง ทุกครั้งที่พี่กลับเมืองไทย ไปอยู่บ้านแถวบางบัวทอง คุณประดิษฐ์เขามีเพื่อนใหม่ เข้าออฟฟิสครึ่งวัน ไปเล่นกอล์ฟครึ่งวัน พอถึงบ้านก็พักผ่อน นั่นคือชีวิตประจำวันของเขาส่วนพี่อยู่ตรงนี้ มีสังคมที่นี่ ถ้ากลับไปก็คงทำความลำบากให้กับเขาที่ต้องคอยดูแล แทนที่จะอยู่กับเพื่อนนานหน่อย ต้องคอยห่วงว่าพี่อยู่กับบ้านเฉยๆ ไม่มีเพื่อนเลย เหงามาก

พี่บอกคุณประดิษฐ์ว่า ขอไปๆ มาๆ ดูแลลูกๆ หลานๆ ดีกว่า ส่วนลูกๆ ก็ไปเยี่ยมพ่อทุกปี คนที่ 2 บางครั้งปีละ 2 หนสำหรับประสบการณ์ของการมีชีวิตคู่แบบนี้ ต้องมีความมั่นใจและมั่นคงต่อกัน ตรงนี้ต้องยกเครดิตให้กับคุณประดิษฐ์ด้วยว่า เขาเป็นผู้ชายที่มีสัจจะกับลูกเมีย ถ้าจะทิ้งพี่ไปมีความสุขโดยไม่มีเยื่อใยก็ทำได้ แต่คุณประดิษฐ์ไม่เคยห่างเหินจากครอบครัว

ที่ทำให้พี่เสียน้ำตาก็มีบ้างเหมือนกัน หลายครั้งทั้งตอนที่อยู่ด้วยกันที่แอลเอและไปอยู่เมืองไทย บางทีความเห็นไม่ตรงกัน และเขาก็เป็นคนป็อบปูล่าพอตัว นิสัยปกติของผู้ชาย แต่ไม่เคยไม่กลับบ้าน ตรงจุดนั้นมันผ่านไปแล้ว เราโยนทิ้งไปแล้ว ณ บัดนี้ พี่มั่นใจตรงที่ว่าเขาคำนึงถึงครอบครัวเป็นสำคัญ

ขอพูดจากใจสมมติว่าเขาจะมีใครสักคน ก็ไม่ว่ากัน เมื่อไม่มีอะไรที่ร้ายแรง เดือดร้อนมาถึงลูกเมีย บางทีเราไม่รู้ไม่เห็น แต่ไม่จำเป็นต้องทำใจ มิฉะนั้นก็คงไม่เข้าวัดเข้าวา ในเมื่อพี่อยู่ในสายธรรมะแล้ว ไม่ต้องกลัวอธรรม มีเพื่อนญาติธรรมที่อยู่กับเราตรงนี้มากมาย ยิ่งอายุมากขึ้น ก็ไม่ไปคิดถึงเรื่องนั้นแล้ว อุตส่าห์สะสมบ่มบุญมาตลอดว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

ชีวิตคู่ของพี่อาจเป็นตัวอย่าง สำหรับบางคนที่เดินทางมาอเมริกาคนเดียวแล้วทิ้งอีกคนไว้ข้างหลัง ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา เอาใจเราไปใส่ใจเขา ให้คิดเสมอว่าเขาเป็นคนดีคงไม่ทิ้งลูกเมีย มีอะไรก็พูดกันตรงๆ และอยู่ตัวเราและตัวเขาด้วยว่าจะมั่นคงต่อกันแค่ไหน อย่าไปคิดในสิ่งที่ไม่ดี อย่าคิดเพ้อเจ้อ

พี่พูดกับคุณประดิษฐ์เสมอว่า อะไรที่เป็นความสุขของคุณก็ทำไปเถอะ เวลามันไม่เหลือแล้ว เอาบุญเข้ามา ไม่ไปรุกราน ไม่หวาดระแวง ถ้าทะเลาะกันเมื่อไรก็ไม่ความสุข

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)