Get Adobe Flash player

ท่องเที่ยวพิมานเมืองใต้ (7) นคร ตรัง พัทลุง สงขลา โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

 

                จุดประสงค์หนึ่งของเราในการเดินทางไปกับคณะครั้งนี้ นอกจากไปเพื่อรายงานข่าวแล้ว ยังมีสิ่งหนึ่งที่อยู่ในใจก็คือ อยากไปแก้ปมที่ตัวเองผูกไว้เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว...

                ...สมัยนั้นเป็นครูสอนที่โรงเรียนเพชรสยามพณิชยการ หาดใหญ่ ซึ่งอาจารย์ไสว พัฒโน เป็นผู้ก่อตั้งและเป็นผู้จัดการ (อาจารย์ไสว พัฒโน อดีตทนายความ สมาชิกสภาจังหวัด 2 สมัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อปี พ.ศ. 2529 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2535และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเดือนกันยายน พ.ศ. 2536)

...เราสอนวิชาภาษาอังกฤษและทำหน้าที่ครูแนะแนว ในเวลาเดียวกันก็เรียนภาคสมทบที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา ไม่ว่าขอห้องพิเศษสำหรับแนะแนวและอุปกรณ์หลายอย่าง อาจารย์ไสวไม่เคยขัด ทั้งยังมีที่พักให้ ช่วงเย็นวันธรรมดาไปเรียนที่สงขลา เสาร์-อาทิตย์กลับบ้านที่พัทลุง

                สอนได้ระยะหนึ่ง ทางมหาวิทยาลัยขอให้เป็นประชาสัมพันธ์ให้กับศูนย์ส่งเสริมภาษาและวัฒนธรรมภาคใต้ (สถาบันทักษิณคดีคดีศึกษา) ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ดีมาก เพราะไม่ต้องเดินทาง จึงขอลาออกจากโรงเรียน แต่อาจารย์ไสวไม่อนุมัติ ตอนนั้นเราอายุแค่ 22 ปี ก็ตัดสินใจโดยพลการคือออกมาโดยไม่ร่ำลา พออายุมากขึ้นนึกขึ้นมาครั้งใดก็ได้แต่เสียใจ คิดว่าวันหนึ่งถ้ามีโอกาสจะต้องกลับไปขอขมาอาจารย์ให้ได้

                แล้ววันนั้นก็มาถึง แต่ใครล่ะจะเป็นคนพาไป ถ้าอาจารย์ยังจำได้แล้วให้อภัย สิ่งที่ยึดติดก็สิ้นสุด แต่ถ้าอาจารย์บอกว่าจำไม่ได้เราคงสบายใจขึ้น แต่คงอายคนที่ไปด้วยน่าดู เป็นสองอย่างที่กังวล...นึกขึ้นได้ว่า คุณนิรัตน์ รัตนพันธ์ คือผู้ที่เชิญ ดร.ไพร พัฒโน นายกเทศมนตรีเทศบาลนครหาดใหญ่ ซึ่งเป็นบุตรชายของอาจารย์ไสว มาเป็นประธานในพิธีของสมาคมฯ ทำให้ความหวังของเราเจิดจ้าขึ้นมาทันที

                ...เช้าวันรุ่งขึ้น คุณนิรัตน์ ซึ่งเดินทางไปเตรียมงานก่อนหน้านั้นมาต้อนรับคณะแต่เช้า พอได้โอกาสเราถามว่า เป็นไปได้ไหมที่จะขอพบอาจารย์ คุณนิรัตน์ โทรศัพท์ไปที่บ้านท่านทันที นัดเวลาบ่ายสามโมงเย็น...

ช่วงเช้าของวันนั้น สาวๆ ช่วยกันทำหน้าที่ให้เงินบาทแพร่สะพัดทั่วตลาดกิมหยง แข่งกันช็อปกระจาย ส่วนหนุ่มๆ นั่งคุยกันรออยู่ที่ลอบบี้ของโรงแรม หลังจากนั้นก็เดินทางล่วงหน้าไปถ่ายรูปกับนางเงือกที่แหลมสมิหรา สงขลา และรับประทานอาหารเย็นที่โรงแรมบีพี สมิหรา บีช ห้องอาหารต้นสน...

บ่ายสามโมง คุณนิรัตน์มากับพี่สาว คุณอุบล อนุชาญ และหลานสาว น้องจินดาพร อนุชาญ ทำหน้าที่ขับรถพาไปยังบ้านอาจารย์ ที่หน้าบ้านได้พบกับอาจารย์ละเอียด ภริยาของอาจารย์พาเข้าไปข้างใน อาจารย์ไสวนอนอยู่บนเตียง  เราเข้าไปกราบแล้วพูดว่า...ไม่ทราบท่านจำได้หรือเปล่า เคยอยู่พัทลุงแล้วมาสอนที่เพชรสยามช่วงหนึ่ง...ท่านเรียกชื่อเราขึ้นมาทันที ทั้งที่ยังพูดไม่จบประโยค...เราตกตะลึง พูดไม่ออกไปชั่วขณะ กราบท่านอีกครั้งแล้วพูดว่า...ตั้งใจมานานที่จะมากราบขอโทษ ที่ทำให้ท่านเสียใจ...อาจารย์เม้มปาก นอนนิ่ง...เราพูดต่อว่า...อาจารย์หายโกรธนะคะ ให้อภัยนะคะ...นั่งคุยต่ออีกสักพัก ก็ลากลับ ท่านพูดว่า...ขอให้โชคดี...เพียงคำพูดแค่นี้ก็ทำให้อิ่มใจอย่างบอกไม่ถูกกับปมที่แก้ได้อย่างไม่คาดฝัน

ถ้าไม่เอ่ยถึงผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ คงติดค้างในใจต่อไปอีก คือคุณนิรัตน์ รัตนพันธ์ ด้วยความซาบซึ้งที่ทำให้ภารกิจนั้นเสร็จสิ้น ขอขอบคุณอย่างยิ่ง มา ณ ที่นี้ด้วย...

...คุณนิรัตน์เล่าถึงชีวิตส่วนตัวว่า...เป็นชาวอำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา ที่เข้ามามีส่วนร่วมกับสมาคมไทยทักษิณฯ ในครั้งนี้ เพราะเห็นว่าไปมอบคอมพิวเตอร์ให้นักเรียน 3 จังหวัดภาคใต้ที่หาดใหญ่ จึงทำหน้าที่ประสานงานและเป็นเจ้าบ้านเพื่อให้การต้อนรับผู้ไปเยือน...

...รัตน์เรียนชั้นประถม โรงเรียนวัดโคกม่วง โรงเรียนบ้านโป๊ะหมอ มัธยมต้นที่โรงเรียนสหศาสตร์วิทยาทาน มัธยมปลายโรงเรียนมหาวชิราวุธ จ.สงขลา ปริญญาตรีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต ปริญญาโทมหาวิทยาลัยแปซิฟิค ลอสแอนเจลิส สาขาการตลาดระหว่างประเทศ

ตอนเด็กมีชีวิตที่ลำบาก พ่อแม่แยกกันอยู่ การที่สามีมีเมียน้อย ผู้หญิงบางคนอาจไม่เป็นไร แต่แม่คอยตามพ่อจนลืมไปว่าลูก 8 คนรอกินข้าว จนต้องไปขอข้าวเพื่อนบ้านกิน พวกเราก็ไม่ว่าเพราะเป็นปัญหาของแม่ รัตน์พยายามเล่าเรียน เก็บขี้ยาง เก็บพริกขี้หนูเอาไปขาย ที่โรงเรียนบ้านโป๊ะหมอ เวลาตอนเที่ยงไปช่วยล้างจานให้แม่ค้าขายก่อนถึงจะกินข้าวช่วงนั้นพักอยู่กับป้าแม่ค้าคนนี้ ไปหาผัก ใบบัวบก มะม่วงหิมพานต์แล้วเอาไปขาย ป้าซื้อข้าวสารซื้อปลามาให้ กินได้เป็นอาทิตย์

หลังจากประสบความสำเร็จในการศึกษา การงาน เป็นเจ้าของธุรกิจ จากยอดห้าหมื่นต่อปีจนถึงประมาณ 150 ล้านต่อปี พอหย่ากับสามีก็เดินทางมาอเมริกาเลย เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2000...อยู่ได้สองเดือนครึ่งบินกลับเมืองไทยได้พบกับ เจมส์ (สามีคนปัจจุบัน) บนเครื่องบิน   

ตอนนี้ทำธุรกิจขายตรง ชื่อ ทรู ฟอร์ แคร์ ที่คลองหอยโข่ง สบู่ออแกนิคขมิ้นชัน วิตามิน ต่อไปอาจเป็นยาสระผม ครีมทาหน้า ปัจจุบันมีสมาชิก 600 คน เป็นการช่วยคนไทยสร้างรายได้ ช่วยให้มีชีวิตที่ดีขึ้น สินค้าต้องเป็นสินค้าที่ดีเท่านั้น ถ้ารัตน์ตายไป อย่างน้อยพวกหลานๆ จะได้มีสินค้าขายต่อไป ดูอย่างสบู่นกแก้วที่ไม่เคยตายด้วยความซื่อสัตย์ของเขา   

สำหรับอนาคต ต้องดูแลสามีให้ดีที่สุด ถ้าไม่มีเขาแล้วก็คงกลับบ้านถือว่าตัวเองมีค่าที่ประเทศไทย ได้ซื้อที่ดินเอาไว้ พออายุมาก ก็คิดจะทำที่ออกกำลังกายให้กับผู้สูงอายุพอกำลังเสร็จก็ไปกินข้าวต้มที่บ้านรัตน์ จะสอนร้องเพลง เต้นรำ เพราะเคยฝันไว้ไม่อยากให้คนแก่ถูกทิ้ง อยากให้เขามีความหวังว่าพรุ่งนี้รัตน์จะทำอะไรให้กิน อยากทำอย่างนั้นถ้าเป็นไปได้

...ความเห็นเกี่ยวกับสมาคมฯ จำนวนคอมพิวเตอร์ที่ไปมอบแต่ละครั้งนั้น มากหรือน้อยไม่สำคัญ อยู่ที่ความตั้งใจของพวกเรา ซึ่งจะไม่ทำเลยก็ได้ ที่ทำเพราะคิดถึงกัน แต่ต้องหาโรงเรียนที่ต้องการจริงๆ ตั้งใจเสาะหาข้อมูลถึงวิธีสรรหาอย่างไรจึงจะได้โรงเรียนที่ต้องการและเห็นคุณค่าจริงๆ จะได้ใช้ประโยชน์ในสิ่งที่เรามอบให้อย่างเต็มที่

รัตน์อยากเห็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ แต่ ณ วันนี้ งบประมาณกว่าจะหาได้ก็แสนยาก ชีวิตในอเมริกามันไม่ง่าย คนไทยซื้อสบู่ วิตามินราคา 1,950 บาท ได้ แต่คนไทยในอเมริกาไม่ซื้อในราคา 55 เหรียญ ขนาดราคา 25 เหรียญยังยากเลย

ถ้ามีสิ่งใดที่ทำให้กับสมาคมฯ ได้ ก็จะมีส่วนร่วมโดยการรวบรวมความคิดเห็น ให้แข็งแกร่งและพัฒนามากขึ้น วิธีการสร้างเงินได้มากกว่า จะจัดงานแบบไหน อย่างนั้นต่างหากที่จะนำไปทำอะไรได้กว้างขวางยิ่งขึ้น แต่ต้องเป็นหนึ่งเดียวกันในองค์กรต้องมีความสามัคคี ช่วยกันคิดออกความเห็น แล้วหาข้อสรุป เมื่อพวกเราแข็งแกร่งก็สู้กับข้างนอกได้  

ส่วนตัวของรัตน์เอง ต้องทำให้ดีที่สุดในวันนี้ จะได้ไม่ต้องมาเสียใจทีหลัง ยอมเสียเงิน ยอมจ่ายและยอมเหนื่อย เพราะรู้ว่าถ้าเวลาผ่านไปแล้วจะย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้ คนที่มาจากความลำบากย่อมมีความละเอียดอ่อน ถ้าไม่มีจุดนี้ก็คงไม่มีทางช่วยหลือคนอื่นได้...

...คุณนิรัตน์ทำหน้าที่สำคัญให้กับสมาคมฯ อย่างยอดเยี่ยม ทั้งยังรวยน้ำใจอีกด้วย ได้มอบเงินทุนการศึกษาหนึ่งแสนบาท ให้กับโรงเรียนวัดโคกม่วง อ.คลองหอยโข่ง และหลังจากเสร็จสิ้นจากพิธีการช่วงกลางวัน เชิญชาวคณะไปรับประทานอาหารเย็นที่สถานเต้นรำซึ่งคุณรัตน์เป็นเจ้าของ ทั้งร้องเพลงเล่นแล้วก็เต้นรำ พวกเราได้รับความสุขสนุกสนานและผ่อนคลาย จากการต้อนรับของเจ้าของบ้านอย่างอบอุ่น.

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)