Get Adobe Flash player

นวลศรี ทัศนาญชลี คู่ชีวิตศิลปินแห่งชาติ โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

ชีวิตคู่ที่ทุกครอบครัวปรารถนาก็คือ รักที่มั่นคงเชื่อใจกัน และช่วยกันฝ่าฟันอุปสรรคอย่างอดทน ส่งเสริมความฝันของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างเต็มกำลังนับตั้งแต่วันแรก แล้วก็เปลี่ยนจากความรักของวัยหนุ่มสาวกลายเป็นเพื่อนคู่คิดในวัยผู้ใหญ่... 

        แบบอย่างที่ยอดเยี่ยมก็คือ ดร.กมล ทัศนาญชลี ศิลปินแห่งชาติ 1997 ประธานสภาศิลปกรรมไทย ในสหรัฐอเมริกา ทุกพลังใจได้จากคุณนวลศรี ภริยาผู้ทำหน้าที่เป็นช้างเท้าหลัง เป็นกำลังสำคัญที่ช่วยทำให้ ดร.กมล ได้ก้าวขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของความเป็นยอดศิลปินสองซีกโลก เป็นที่กล่าวขวัญด้วยความชื่นชมทั่วทุกทิศในประเทศไทย

        ดร.กมล เคยให้สัมภาษณ์เราในเรื่องของคู่ครองไว้ว่า “เมื่อเราชอบพอกันแล้ว ใจผมไม่เคยเปลี่ยน ผมถือว่าสัจจะสำคัญ จึงประคองมาตลอด ไม่เคยคิดทอดทิ้งและไม่เคยคิดเรื่องอื่นนอกจากทำงานศิลปะอย่างมุ่งมั่นผมอธิษฐานทุกครั้งว่า ขอให้เป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ของโลกให้ได้  คติพจน์ของผมตั้งแต่เด็กก็คือ ค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน

ผู้หญิงทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องชอบผมมากมาย เพื่อนผู้หญิงที่ทำงานใกล้ชิดกันก็หลายคน แต่ไม่เคยคิดขอมาเป็นภรรยา มีคนผิดหวัง ผมก็เห็นใจ คิดเสียว่าต่อไปเขาก็มีคนอื่น การเป็นศิลปินย่อมมองรู้ว่าผู้หญิงคนนี้สวย คนนี้ดี แต่ไม่จำเป็นที่จะต้องครอบครองเป็นเจ้าของ มองแล้วก็ชื่นชมความสวยของเขาอยู่ในใจ ผมเปรียบผู้หญิงเหมือนดอกไม้ ชื่นชมความงามของดอกไม้ที่ต้น ไม่เด็ดมาเป็นของเรา...”

          คำสัมภาษณ์นั้น เป็นที่กล่าวขวัญด้วยความชื่นชมกันมากในกลุ่มสุภาพสตรี บางคนบอกว่า “อิจฉาจริงๆ และอยากเป็นพี่นวลเหลือเกิน”

        ...ครั้งนี้ เราจึงถือโอกาสขอสัมภาษณ์ประวัติส่วนตัวของพี่นวลบ้าง...

พี่นวลศรีเล่าว่า...พ่อเลิกกับแม่ตั้งแต่พี่อยู่ในท้อง แม่ไปอาศัยอยู่แถววงเวียนใหญ่ พอแม่เจ็บท้อง คุณตาส่าง สดประเสริฐ คุณตาของอาจารย์กมลพาแม่ไปคลอดที่โรงพยาบาลศิริราช คลอดได้สักพักแม่ย้ายไปอยู่แถวสี่แยกบ้านแขก วัดอนงค์ อำเภอคลองสาน จนกระทั่งพี่อายุ 5 ขวบ แม่ย้ายกลับมาเช่าที่ปลูกบ้านแถววงเวียนใหญ่ เข้าไปลึกๆ ในซอยสารภี 3  เป็นสวน ทะลุถึงบางลำภู สมัยก่อนเรียกว่าตำบลบางลำภูอยู่กันสองคนแม่ลูก ใกล้ๆ กับบ้านญาติของอาจารย์กมล    ตอนหลังถูกไล่ที่ก็ต้องย้ายอีกครั้ง ไปอยู่ใกล้บ้านอาจารย์กมล ห่างกัน 3 หลัง

พ่อแท้ๆ เคยมาหา 2-3 ครั้งตอนพี่อายุ 10 ขวบ การที่ไม่ได้เลี้ยงดู ความผูกพันจึงมีน้อย รู้แต่ว่าคนนี้คือพ่อ แล้วพ่อต้องไปถามคนอื่นว่าลูกสาวคือคนไหน ส่วนแม่เลี้ยงดูพี่อย่างดี เวลาแม่หาบใบตองไปขาย เอาพี่ใส่ไว้ในหาบข้างหนึ่ง ใบตองอีกข้างหนึ่ง พอโตขึ้นแม่ไปทำมาหากิน ต้องอยู่บ้านคนเดียวเหงาก็เลยติดเพื่อนไปเล่นกับ ติ๋ว กานดา มั่นฤทัยกับต้อย กัลยาณี ธรักษาน้องสาวของอาจารย์กมล ทำให้พี่ได้พบกับพี่ชายของเพื่อน ซึ่งอาจารย์เป็นพี่ใหญ่ในบ้าน คอยดูแลน้องๆ

        เราเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก แรกๆ ไม่ได้สนใจ สักพักก็เริ่มคุยกัน ชอบกันตอนพี่อายุ 17 ปี อาจารย์ชวนนั่งรถไฟไปเที่ยว ไปดูหนัง ซื้อของมาให้บ่อยๆ แต่ไม่เคยบอกว่าชอบ เพราะอยู่ใกล้กันจนไม่จำเป็นต้องบอก รู้แก่ใจกันไปเอง ทางผู้ใหญ่เห็นว่ายังเป็นเด็ก กลัวจะเสีย แม่พี่ก็คอยเตือน

        อาจารย์กมลเรียนจบเพาะช่างทางบ้านไม่ยอมรับเราทั้งสองคน เพราะพี่ยังเด็ก ไม่มีอนาคต ไม่ได้เรียนหนังสือ ผู้ใหญ่มองว่าพี่จะทำมาหากินอะไร จะเลี้ยงดูกันอย่างไร ในที่สุดเราก็แต่งงานกันจนได้ ตอนพี่อายุ 17 ปี อาจารย์สร้างเรือนหอเองในที่ของคุณพ่ออาจารย์ พี่ก็คอยดูแลเขาตลอด ทำอาหาร ซักรีดเสื้อผ้า ทำงานบ้าน 

สมัยนั้นอาจารย์เปิดแสดงงานหลายแห่งมีชื่อเสียงทีเดียว ให้สัมภาษณ์ในรายการวิทยุหลายเรื่อง เรื่องอื่นๆ พี่จำไม่ได้ จำได้อยู่อย่างเดียวว่า...เรื่องคู่ครองยังไม่คิด...ได้ยินแล้วมึนไปหมด อาจารย์คิดว่าพี่ไม่ได้ยิน พอผ่านคำสัมภาษณ์ช่วงนั้นก็บอกให้พี่เปิดวิทยุฟัง แต่พี่ฟังก่อนหน้าแล้ว ก็น้อยใจนะ แต่คิดเสียว่าเรามีแฟนเป็นดารา เป็นคนของประชาชน และคำว่าคู่ครองยังไม่คิดก็ดูดีออก ตอนที่อยู่ด้วยกันแรกๆ เขาดังมากแล้วนะ แต่พี่ไม่เครียดเพราะเขากลับบ้านตรงเวลาทุกวัน ถ้ามีแฟนหลบไว้ที่ไหนก็คงไม่รู้ เพราะพี่ไม่ใช่คนที่คอยตามไปดูเขาทุกแห่ง รู้แต่ว่ายังรักเราอยู่ก็เท่านั้น

อาจารย์กมลบวชเมื่ออายุ 25 ปี พอสึกเราก็จดทะเบียนสมรส เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 1969 แล้วเขาก็เดินทางมาอเมริกาเลย ความรู้สึกของพี่ตอนนั้นใจคอไม่ดีเอามากๆ เพราะก็ไม่รู้นะ เมื่อผู้ชายห่างจากเราไปแล้ว ไม่รู้จะเป็นอย่างไรถ้าไม่ซื่อตรง

        ช่วงระยะเวลาสองปีครึ่งที่อาจารย์กมลอยู่อเมริกา เขียนจดหมายถึงพี่ทุก 10 วัน ไม่เคยขาดเล่าเรื่องให้พี่อ่านสารพัด ข้อความในจดหมายน่ารักมาก พี่ยังเก็บไว้ ตั้งสูงเชียว พี่ก็ตอบแบบเห็นอะไรก็เขียนไป แต่ไม่หวานเท่า ระหว่างนั้นเขาให้พี่ไปยื่นขอใบเขียวที่สถานทูต พอได้รับอนุมัติอาจารย์ก็กลับไปรับเขาแอบไปโดยไม่บอกให้รู้ตัว ไปดูว่าพี่หนีเที่ยวหรือเปล่า พอญาติบอกว่าอาจารย์มา พี่ตกใจหมดเลย

        ...พี่มาอเมริกาเมื่อปี 1972 มีความรู้สึกว่าเหมือนสวรรค์ ช่วงวีคเอ็นด์ ไปเที่ยวหลายแห่ง ไปแคมป์ปิ้งที่โยซิเมติ กับกลุ่มชัชวาลย์ สิริยานนท์ ขากลับนั่งรถเกรฮาวด์จากซานฟรานมาแอลเอ 12 ชั่วโมง ไปเที่ยวไหนก็ไปกัน สนุกสนานมาก

        ...ย้อนไปถึงแม่ แม่พี่ชื่อ สะอาด นามสกุลเดิม สุดใจ แต่งงานใหม่กับพ่อเลี้ยง ลุงเสาร์ พวงราษฎร์ มีลูกด้วยกัน 5 คน พี่ช่วยเลี้ยงน้อง ก่อนจะมาอเมริกา แม่ร้องไห้บอกว่า อย่าทิ้งน้องนะ พี่ก็ให้สัญญาว่าจะไม่ทิ้งและจะดูแลน้องไปตลอด พี่มาอเมริกาได้  2 วัน ทำงานร้านขายดอกไม้แห้ง ได้ชั่วโมงละ 1.50 เหรียญ  พอได้เช็คใบแรก พี่ส่งไปให้แม่เลย แม่ดีใจมาก แล้วก็ส่งไปให้ตลอดจนน้องเรียนจบมหาวิทยาลัย ก็คงไม่พอนัก แต่พ่อเลี้ยงทำงานด้วยจนกระทั่งแม่เสียชีวิต พี่สอบซิติเซ่นแล้วขอใบเขียวให้พ่อเลี้ยงมาก่อน ลุงเสาร์มาได้ 8 เดือน น้องๆ ก็ตามมาทั้งหมด พ่อเลี้ยงดีกับพี่ เป็นคนใจเย็น เสียชีวิตเมื่อ 22 ปีที่แล้ว

        ...ปี 1976 เริ่มต้อนรับศิลปินจากเมืองไทย คนแรก อาจารย์เฉลิม นาคีรักษ์ พี่คอยดูแลด้านอาหารการกินช่วงนั้นอาจารย์กมลไปสอนที่มหาวิทยาลัยเบิร์กเลย์ เสาร์-อาทิตย์ถึงจะกลับ

ส่วน อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี มาอเมริกาครั้งแรกเมื่อปี 1985 ก็มาอยู่ด้วยกันที่บ้านแต่ละครั้ง 3-6 เดือน เราจัดห้องส่วนตัวให้อาจารย์ถวัลย์อยู่อย่างสุขสบาย ในห้องมีทั้งเขาสัตว์ หนังสัตว์ติดเต็มห้อง ถึงตอนนี้ก็ยังเก็บไว้เหมือนเดิม อาจารย์คิดว่าบ้านนี้คือบ้านหลังที่ 2 เราสนิทสนมกันเหมือนพี่น้อง พี่รักและเคารพอาจารย์มาก คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าอาจารย์เป็นคนดุ จริงๆ แล้วเป็นคนอ่อนหวาน ใจดี มีเมตตากับทุกคน วันที่อาจารย์จากไป พี่เสียใจเหมือนสูญเสียพี่ชายคนที่เรารักและคิดถึงมาก เพราะความผูกพันที่มีต่อกันมา 30 ปี...

...ระยะหลังรับเป็นคณะ เริ่มเมื่อ 6 ปีก่อนคณะยุวศิลปินแต่ละรุ่นเป็นเด็กน่ารักทั้งนั้น พอกลับไปแล้วรุ่นหนึ่งๆ มี 2-3 คน ที่ยังไม่ลืม พวกครูบางคนยังห่าง เพราะเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่พวกเขาก็ไม่ลืมพี่ เวลาพี่กลับเมืองไทย ก็จะมารวมตัวกัน เอาของมาให้ เข้ามากอด รู้สึกอบอุ่นบางรุ่นคิดว่าพี่เป็นแม่ ซึ่งพี่ก็ทำอย่างนี้กับทุกคณะเหมือนกันมาตลอด แรกๆ ปีละครั้ง นับจาก 6 ปีที่แล้ว รับปีละ 2 ครั้ง ถ้าบอกว่าไม่เหนื่อยก็จะหาว่าพี่โกหก ความเหนื่อยมีอยู่แล้ว แต่พอพบคนจริงใจก็ชื่นใจ หายเหนื่อย

อย่างที่ว่าพี่เห็นอนาคตของอาจารย์กมล ก็ช่วยจนสุดความสามารถที่จะช่วยได้ นับตั้งแต่ที่อยู่ด้วยกันมาจนถึงวันนี้ กว่า 50 ปีแล้ว ไม่เคยขัดเขาเลยแม้แต่เรื่องเดียว ยินดีและเต็มใจที่จะช่วยตลอดไปเราเหมือนเป็นคนๆ เดียวกัน มีความผูกพันห่วงใย พี่มั่นใจและเชื่อใจในเรื่องความซื่อสัตย์ อาจารย์เป็นคนนิ่ง ไม่ว่อกแว่ก แรกๆ เป็นคนอ่อนหวานทีเดียว แต่พอเวลาผ่านไปก็เป็นเหมือนเพื่อนมากกว่า

สำหรับเรื่องลูกนั้น เราไม่มีเอง อาจารย์กมลก็เฉยๆ บอกว่า มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ เพราะความมุ่งมั่นของอาจารย์อยู่ที่การทำงานศิลปะ ส่วนพี่ไม่อยากมีสักเท่าไร เพราะเลี้ยงน้อง 5 คนมาจนเบื่อ เมื่อก่อนเลี้ยงสุนัขพันธุ์ดัลมิเชียน ตัวพ่อชื่อ บีเจ ตัวแม่ชื่อ หมี ตัวลูกชื่อ เอ็มเจ แต่แล้วพอทุกตัวอายุได้ 17 ปี ก็ตายหมด ปัจจุบันเลี้ยงอยู่ 3 ตัว ชื่อ ซอยซอส โกโก้ สโนว์แมน เราดูแลเลี้ยงดูอย่างดีเหมือนลูก    

ถึงตอนนี้เรามีทุกอย่างครบหมดแล้ว พี่ดีใจและมีความสุขกับทุกสิ่งที่ได้ทำมาตั้งแต่เด็กๆ จนถึงปัจจุบัน สมัยเด็กพี่ไม่ใช่คนร่ำรวย มีกินบ้างไม่มีกินบ้าง ตอนนี้ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุด มีบ้านใหญ่ มีที่อยู่ มีคนจากทั่วประเทศมาหา ให้เกียรติ พี่ภูมิใจมากๆ ที่อาจารย์กมลเป็นคนดี รักเรา ดูแลมาตลอดนับตั้งแต่มาถึงอเมริกาวันแรก ถึงแม้ว่าเขาเปรียบเสมือนซูเปอร์สตาร์ แต่ก็ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะทิ้งพี่ไป จนทุกวันนี้ก็ยังไม่ทิ้งและไม่เคยทำให้พี่หวั่นใจเลย มีกังวลอยู่ช่วงเดียวตอนที่เขามาอเมริกาครั้งแรกเป็นเวลาสองปีครึ่ง...

...คำที่ให้สัมภาษณ์บ่งบอกถึงความรักที่มีต่อกันอย่างมั่นคง น่ารักและจริงใจในทุกประโยค ขออนุญาตนำบทกวี ที่ประพันธ์โดย อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี เขียนอวยพรพี่นวลเมื่ออายุครบ 5 รอบ วันที่ 28 ธันวาคม 2006...

หก  สรวงสวรรค์ชั้นฟากฟ้า   เฝื่อนไหว

สิบ  ห้าสุริยะอาทิตย์โสมไสว  สว่างหล้า

นวล ธรรมแห่งนางผจงใจ      แจ่มจรัส 

ศรี  ศักดิ์รักรังสีเจิดจุ่งฟ้า      ฝ่อนรุ้งเรืองโพยม