Get Adobe Flash player

พงษ์เดช (พอล) ตุลาภรณ์ แบบอย่างของความสำเร็จ โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

คุณพงษ์เดช (พอล) ตุลาภรณ์ ดำรงตำแหน่งประธานใหญ่ฝ่ายวางแผนและกำหนดนโยบายของบริษัทแม็คโดนัลด์ แห่งแคลิฟอร์เนียร์ภาคใต้ 2 สมัย ปัจจุบันเป็นประธานฝ่ายโฆษณา 

ถือเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราในนครลอสแอนเจลิส ที่มีคนไทยคนหนึ่ง มุมานะฝ่าฟันในการทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ขยันและอดทน จนกระทั่งบรรลุถึงความสำเร็จสูงสุด เป็นที่ยอมรับของชาวอเมริกัน ได้ครอบครองร้านอาหารแฟสฟู้ดที่ใหญ่ที่สุดในโลกถึง 8 สาขา

                แต่คุณพอลบอกกับเราว่า “ผมรู้สึกเขินทุกครั้ง ที่พิธีกรประกาศว่าเป็นเจ้าของแม็คโดนัลด์ 8 สาขา อยากให้มองว่าผมเป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้นเอง”

                ...ถ้าหากฐานะทางบ้านของคุณพอลดีมาก ขนเงินมาลงทุนในสหรัฐฯ เราก็คงไม่สนใจถือว่าทำบุญมาดีจึงมีชีวิตที่สุขสบาย แต่เมื่อได้ทราบว่าครอบครัวของคุณพอลไม่ได้มีฐานะร่ำรวย ต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่จบชั้นประถมปีที่ 7 เพื่อทำงานหาเงิน เลิกงานไปเรียนลัด สอบเทียบได้ประกาศนียบัตร ม.ศ.3 และ ม.ศ.5 ในระยะเวลาหนึ่งปีแปดเดือน

เราจึงมีปรารถนาและเต็มใจอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นผู้ถ่ายทอดประวัติชีวิตของคุณพอลอย่างละเอียด เพื่อให้ชาวไทยรุ่นหลังที่เดินทางมาแสวงหาโอกาสในอเมริกาได้ยึดไว้เป็นแบบอย่าง...

               

                ...ผมเกิดที่กรุงเทพฯ พ่อเป็นคนจีนเกิดที่เมืองไทย ส่วนแม่มาจากเมืองจีน บ้านอยู่ที่ห้าแยกพลับพลับพลาไชย แล้วก็ย้ายไปอยู่ที่วงเวียน 22 กรกฎา มีพี่น้อง 3 คน พี่ชายคนโตจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ทำงานบริษัทผงชูรส จนได้เป็นผู้จัดการ ช่วงหลังเป็นผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัท ประจวบ จำปาทอง คนที่ 2 จบชั้นประถมปีที่ 6 เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เอาดีทางด้านหมอดูฮวงจุ้ย ถือว่าเป็นหมอดูประจำตัวผมด้วย ส่วนผมเป็นคนเล็ก จบชั้นประถมปีที่ 7 ก็ออกมาทำงานที่สำเพ็ง มีหน้าที่ส่งผ้า

ตอนที่ต้องออกจากโรงเรียน ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะพี่ชาย 2 คนก็ออกมาทำงานเหมือนกัน ผมถือเป็นหน้าที่ได้แบ่งเบาภาระของพ่อแม่ เงินก้อนแรกที่ได้เอาไปให้แม่หมด ถ้าต้องการใช้ก็ไปเบิก ซึ่งผมก็ไม่ได้ใช้เงิน ทำงาน 6 วัน กินอาหารที่ร้านวันหนึ่งผมดูรายการพบโลก คุณพิชัย วาสนาส่ง ผู้ดำเนินรายการ มีความสามารถมาก จำได้ว่าคืนนั้น อเมริกาส่งอพอลโล 11 ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ คุณพิชัยใส่หูฟังแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยในทันที ผมทึ่งมากว่าทำไมบุคคลคนนี้ถึงเก่งขนาดนั้น ทำให้เกิดแรงบันดาลใจว่าจะต้องเรียนต่อให้ได้

ผมอยากเรียนภาษาอังกฤษอย่างเดียว อยากเก่งเหมือนคุณพิชัย งานเลิกห้าโมงเย็น ไปเรียนตั้งแต่หกโมงถึงสามทุ่มทุกวัน เป็นเวลา 2 ปี สอบได้ที่หนึ่งตลอด เรียนได้สักพักก็คุยกับอาจารย์ อาจารย์บอกว่าเก่งภาษาอังกฤษอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเรียนวิชาสามัญด้วย ผมจึงคิดที่จะเรียนลัด

วันรุ่งขึ้นไปสมัครเรียน ม.ศ.1 ถึง ม.ศ.3 ที่วัดจักรวรรดิ์ สอบเทียบได้แล้วไปเรียนต่อระดับ ม.ศ.4-ม.ศ. 5 ที่โรงเรียนกวดวิชาอำมาตยกุล ที่โรงเรียนนี้อาจารย์เป็นทหารทั้งหมด อาจารย์สอนคณิตศาสตร์ยศพลตรี อาจารย์สอนภาษาอังกฤษเป็นพันเอกพิเศษหญิง ทุกท่านมีวิธีการสอนที่ยอดเยี่ยม มีประสบการณ์มาก ทำให้เข้าใจง่าย มีนักเรียนห้องละ 40-50 คน ประมาณ 8 ห้อง  ผมใช้เวลาทั้งหมดสอบเทียบตั้งแต่ชั้น ม.ศ.1 จนถึง ม.ศ. 5 หนึ่งปีแปดเดือน

ตอนสอบเทียบชั้น ม.ศ.5 ผมยึดวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษเป็นหลัก ได้คะแนน 460-470 จาก 500 คะแนน คะแนนที่เหลือให้ผ่านจึงไม่ยาก ข้อสำคัญต้องไม่ขาดเรียน ตั้งใจฟังครูสอนภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วรรณคดี ตรีโกณ เรขาคณิต ภาษาอังกฤษจะต้องไม่พลาด ต้องเอาให้อยู่ ไม่อย่างนั้นไม่ผ่าน ก่อนสอบผมนอนแค่ 2-3 ชั่วโมง จะว่าสมองดีหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ผมชอบเรียนหนังสือ แต่การเรียนลัดสู้เรียนในโรงเรียนไม่ได้

ระหว่างสอบก็นึกถึงอา น้องสาวของพ่ออยู่ที่แอลเอ สมัยก่อนความคิดของเด็กๆ รู้สึกว่าเท่ห์ดีนะ ถ้าเป็นนักเรียนนอก จบจากที่นี่กลับไปทำงานที่เมืองไทย คงได้งานดี ได้ถีบตัวขึ้นมามากพอสมควร ผมติดต่ออาเตรียมเอกสาร สอบโทเฟลแล้วก็เดินทางมาสหรัฐเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 1976 อายุ 18 ปี

วันที่มาถึงแอลเอ อเมริกาไม่เหมือนอย่างที่คิด ก่อนมาคิดว่าคงเหมือนกับหนังที่ดูกัน แต่แล้วมันเป็นหนังคนละม้วน ระบบของที่นี่ต้องช่วยตัวเอง ขนบธรรมเนียมไม่เหมือนเมืองไทย พอวันที่ 27 ก็เริ่มทำงานทันทีที่แม็คโดนัลด์ เมืองมอนเทอเรย์พาร์ค เข้าไปใหม่ๆ ต้องทำทุกอย่างตามที่เขาบอก ขัดห้องน้ำ ถูพื้น เช็ดโต๊ะ ยกของ ช่วยในครัว ฯลฯ ได้ค่าแรงชั่วโมงละ 2.10 เหรียญ ด้วยความที่ไม่เคยชิน หกเดือนแรกทนแทบไม่ได้ อยากกลับบ้าน เพื่อนก็ไม่มี พูดภาษาไม่ได้ ทั้งๆ ที่เรียนภาษาอังกฤษจากเมืองไทย แต่เราเรียนระบบอังกฤษ การออกเสียง หลายคำไม่เหมือนกัน ผมคิดขึ้นมาว่าถ้าหน้าไม่ด้านก็คงไม่เก่ง ถูกไม่ถูกก็ว่าไปก่อน  ในเมื่อความตั้งใจของผมจะไม่มีวันย่อท้อ พอมีประสบการณ์ก็ไม่กลัวความลำบากอีกต่อไป

พอถึงเดือนกันยายนโรงเรียนเปิดก็เข้าเรียนภาษาอังกฤษ 6 เดือน แล้วเรียนต่อปริญญาตรีที่วูดบิวรี่ คอลเลจ จบสาขาบริหารจัดการ วิชาโทเศรษฐกิจ ใช้เวลาเรียน 5 ปี และในช่วงซัมเมอร์ของทุกปี ผมทำงาน 2 แห่ง เป็นค่าใช้จ่ายการเรียนตลอดปี ค่าหนังสือ ค่าที่อยู่ฯลฯ เก็บทุกบาททุกสตางค์ กัดฟันอดทนพยายามเรียนให้จบช่วงนั้นผมได้ตำแหน่งเป็นผู้จัดการกะ พอเรียนจบผู้จัดการทั่วไปของสาขา เป็นเจ้านายของผม จะรับผมเข้าเป็นพนักงานประจำของบริษัทแม่ ซึ่งอยู่ที่ชิคาโก ผมบอกว่า เรียนจบแล้วจะกลับบ้าน เจ้านายให้ลองทำดูก่อนอาจชอบก็ได้ ผมก็เฉยๆ

สมัยนั้นเงินเดือนของทีมบริหารขั้นเริ่มต้น หนึ่งหมื่นกับห้าร้อยเหรียญ คุยกัน 5 วัน จากวันจันทร์ถึงวันศุกร์ วันศุกร์เขาเสนอให้ผมหนึ่งหมื่นห้าพันห้าร้อยเหรียญ ผมก็ยังไม่เอา เขาบอกว่า ให้ค่าน้ำมันอาทิตย์ละ 40 เหรียญ ผมคิดว่าเริ่มต้นก็เกือบจะสองหมื่นแล้ว แล้วเราก็ได้ปกครองคนที่นี่ ถือว่าเป็นความภูมิใจในส่วนที่ว่า เราเป็นคนต่างถิ่นแล้วประสบความสำเร็จจากความซื่อสัตย์และขยัน เวลาที่เขาต้องการความช่วยเหลือ ผมช่วยตลอด เวลาเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ควรจะแนะนำ ควรปรับปรุง ทำแล้วมีประสิทธิภาพ สามารถทำให้บริษัทมีผลกำไร ผมแนะนำและลงมือทันที 

อีกอย่างหนึ่งเจ้านายผมเป็นคนดี งานในหน้าที่ก็มีมาก บางครั้งเจ้านายถูกหัวหน้าที่มีตำแหน่งสูงกว่าตำหนิ ผมออกรับแทนบอกว่าเป็นความผิดของผมเองเพราะฟังลูกพี่ผิด ซึ่งในแม็คโดนัลด์คนที่เอาเราออกจากงานได้คือลูกพี่ของเราโดยตรง พอทำไปนานๆ เข้าลูกพี่ก็รู้ว่าลูกน้องคนนี้จริงใจ มีความภักดี รู้ใจและไว้ใจกันได้ ก็พยายามดึงผมเข้ามาช่วยงาน

ลูกพี่เป็นอเมริกัน เขาเป็นคนไม่ลำเอียง ดูผลงานของผมซึ่งดีมาตลอด จากข้อเสนอที่ได้รับคิดว่าจะลองทำงานอยู่อีกหนึ่งปีก็พอ แต่ผมได้เลื่อนตำแหน่งเร็วมาก จากระดับผู้บริหารขั้นที่หนึ่งเมื่อปี 1981 พอถึงปี 1994 ผมอยู่ขั้น 22 บางตำแหน่งอยู่แค่ 90 วัน บางตำแหน่ง 3-4 เดือน เพื่อนร่วมงานอิจฉาก็มีเป็นธรรมดา แต่ความที่ผมเป็นคนทำแต่งานของตัวเอง ไม่เคยทำให้พวกเขาเสียหน้าและไม่เคยตัดหน้าใคร จึงทำให้ได้ผมก้าวกระโดดขึ้นไปเรื่อยๆ

อย่างเช่นในขณะที่ผมเป็นผู้ช่วยระดับหนึ่งอยู่ ก็พยายามเรียนรู้งานของตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปว่ารับผิดชอบอะไรบ้าง เพื่อเวลาที่มีโอกาส พอถึงตำแหน่งนั้นก็เรียนรู้ระดับซุปเปอร์ไวเซอร์ ผมเรียนล่วงหน้าเพื่อเตรียมความพร้อมตามคำที่ว่า...โอกาสไม่รอเรา เมื่อมีโอกาสก็ต้องคว้าไว้...พอได้เลื่อนตำแหน่งเร็วมาก ทำให้ความคิดไม่หยุดนิ่ง ทำงานต่อไปเรื่อยๆ จนไม่คิดจะกลับอย่างที่มีคนพูดว่าอยู่ที่นี่ 6 ปีขึ้นไป ก็ไม่คิดจะกลับบ้านเราอีกแล้วจนกระทั่งปี 1994 ผมเป็นผู้จัดการฝ่ายบริหาร คุมอำนาจทุกอย่าง ทั้งฝ่ายบัญชี ก่อสร้าง อบรมบุคลากร

...เดือนกันยายน 1994 ผมซื้อแม็คโดนัลด์ 3 สาขา บอกลูกพี่ว่าแห่งเดียวไม่คุ้ม ตอนนั้นยังถูกแต่ก็กว่าหนึ่งล้านเหรียญ ใช้วิธีกู้และถอนเงินสะสมเอามาลงทุน จากความคิดแรกๆ ของผมถึงจุดประสงค์ที่มาอเมริกา คืออยากจบปริญญาตรี ณ วันนั้นผมได้มากกว่าปริญญาตรี และถ้าผมต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างน้อยผมยังมีปริญญา กลับไปทำงานที่เมืองไทยได้ อีกอย่างหนึ่งผมเติบโตจากงานบริหาร ผมมีความมั่นใจว่า 70 เปอร์เซ็นต์ต้องทำได้ ไม่ใช่งานใหม่เพียงแต่ว่าเราเป็นเจ้าของ

จากนั้นก็ซื้อต่อมาเรื่อยๆ บริษัทแม่จะดูแต่ละสถานที่ที่น่าจะสร้าง ใช้เวลา 3-4 ปี กว่าจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา แล้วก็มาดูว่าจะให้กับเอกชนคนไหน เอกชนต้องมาแข่งขันกันอีกว่าทำไมเขาถึงสมควรมีสิทธิที่จะเป็นเจ้าของร้านนี้ มีระเบียบหลักใหญ่ๆ ประมาณ 5 ข้อ ผมอยากได้ก็ต้องแข่งขันกับคนอื่น

ล่าสุดมีสาขาที่ 8 เมื่อ 2 ปีก่อน ถ้ามีโอกาสผมคงซื้อสาขาขยายต่อไปเรื่อยๆ หากว่ามีอีกแห่งอยู่ในเขตของเรา แล้วเราไม่เอา พอคนอื่นเข้ามา เกิดเขาไฟแรงก็จะมาตีเรา ถึงอย่างไรก็ต้องเอาไว้แต่ถ้าไม่ขยายก็ต้องบอกบริษัทแม่ว่าเราพอแล้วงานของบริษัทฯ ตราบใดที่เราอยู่นิ่ง ก็ควรออกมาเพราะบริษัทจะไม่เจริญ ต้องเอาคนที่มีไฟเข้าไป เพื่อทำให้บริษัทแม่แข็งแรงขึ้น

หลักการของแม็คโดนัลด์ต่างกว่าแฟรนส์ไชส์อื่นมาก ทั่วอเมริกาปีหนึ่งๆ มีคนสมัครประมาณสองหมื่นราย สัมภาษณ์ประมาณ 200 ราย รับประมาณ 20 คน เข้ามาแล้วต้องฝึกอบรมอีก 18 เดือน โดยไม่มีการรับรองว่า ฝึกจบแล้วได้ทำ จะมาดูกันอีกครั้งว่า 18 เดือนที่อบรมมานั้น มีความเหมาะสมเพียงใด และสาขาที่เขาเลือกให้ก็ปฏิเสธไม่ได้ ใครๆ ก็อยากอยู่ลอสแอนเจลิส ซานดิเอโก ฮาวาย ซึ่งเต็มหมด และถ้าปฏิเสธมากกว่า 2 ครั้ง ก็จะเป็นบุคคลที่ถูกลืม เขาจะไม่ถามอีก

อย่างของผมทั้ง 8 สาขา เนื่องจากผมมีถิ่นฐานอยู่ที่นี่แล้ว ก็ง่ายหน่อย ถ้าขยายต่อไปก็อยู่ในละแวกนี้ เมื่อได้มาแล้ว การรับผู้จัดการ พนักงาน การฝึกงานผมต้องทำทั้งหมด ปัจจุบันมีพนักงานมากกว่า 400 คน...

ทางด้านครอบครัว ผมแต่งงานกับ คุณรุจา มีลูกชายลูกสาวด้วยกัน 3 คน ลูกชายคนโต แมทธิว วารุฒน์ อายุ 26 ปี จบจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เป็นทนายความอยู่ที่วอชิงตัน ดีซี คนที่สองลูกสาว พอลีน่า วราภรณ์ อายุ 20 ปี กำลังเรียนปี 2 สาขาจิตวิทยา ที่ยูซี ริเวอร์ไซด์ ลูกชายคนที่ 3 แพทริค ธนาพันธุ์ อายุ 18 ปี อยู่เกรด 12 โรงเรียนซานมาริโน

ในเมื่อลูกชายคนโตเป็นตัวอย่างที่ดี ทำให้น้องทั้งสองคนต้องการดำเนินรอยตามพี่ชายที่สร้างความภาคภูมิใจที่สุดให้กับพ่อแม่.

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)