Get Adobe Flash player

พงษ์เดช (พอล) ตุลาภรณ์ แบบอย่างของความสำเร็จ (2) โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

คุณพงษ์เดช (พอล) ตุลาภรณ์ ดำรงตำแหน่งประธานใหญ่ฝ่ายวางแผนและกำหนดนโยบายของบริษัทแม็คโดนัลด์ แห่งแคลิฟอร์เนียร์ภาคใต้ 2 สมัย ปัจจุบันเป็นประธานฝ่ายโฆษณา 

ถือเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราในนครลอสแอนเจลิส ที่มีคนไทยคนหนึ่ง มุมานะฝ่าฟันในการทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ขยันและอดทน จนกระทั่งบรรลุถึงความสำเร็จสูงสุด เป็นที่ยอมรับของชาวอเมริกัน ได้ครอบครองร้านอาหารแฟสฟู้ดที่ใหญ่ที่สุดในโลกถึง 8 สาขา

เราจึงมีความเต็มใจอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นผู้ถ่ายทอดประวัติชีวิตของคุณพอลอย่างละเอียด เพื่อให้ชาวไทยรุ่นหลังที่เดินทางมาแสวงหาโอกาสในอเมริกาได้ยึดไว้เป็นแบบอย่าง...

            (ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว)

...ผมมีออฟฟิศอยู่ที่สาขาหนึ่ง มีห้องใต้ดิน แต่ไม่ได้เข้าไปบ่อยนัก สมัยเทคโนโลยีอยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ ถือว่าสบาย เพราะมีคนของผมอยู่ทุกสาขา ผู้จัดการเป็นเม็กซิกันและฟิลิปปินส์ ซุปเปอร์ไวเซอร์เป็นฟิลิปปินส์ ไดเร็คเตอร์เป็นอเมริกัน มีพนักงานทำบัญชี 3 คน แต่ผมจะยุ่งตรงที่เป็นประธานฝ่ายบริหารด้านโฆษณามากกว่า ทำหน้าที่กำหนดทิศทางใน 1-2 ปีข้างหน้า ว่าจะใช้งบโฆษณาด้านไหน ต้องใช้เงินเท่าไร ซึ่งงบที่นี่สูงมาก มีคณะกรรมการบอร์ดจากเอกชน ผม และตัวแทนของบริษัทแม่ 1 คน ทั้งหมด 11 คน แต่ละคนมีแค่เสียงเดียว ผมจะมีสิทธิโหวต ก็ต่อเมื่อคะแนนเสมอกัน...

วิธีการดูแลลูกน้องในทีมบริหารซึ่งเป็นคนดีทุกคน ผมจำชื่อลูกน้องและครอบครัวได้หมด เวลาป่วยผมส่งดอกไม้ไปเยี่ยม ให้เขาดูแลตัวเองและพักผ่อนจนกว่าจะหายดี ในเมื่อผมให้ใจ เวลาเขากลับมาทำงานก็ทำดีเป็น 150 เปอร์เซ็นต์ บางคนผมให้ตั๋วเครื่องบิน 2 ใบไปพักผ่อน กลับมาก็ดียิ่งขึ้นอีก แต่ผมไม่เคยให้สัญญาล่วงหน้า สำหรับลูกน้องระดับผู้จัดการ ผมเปิดโอกาสให้เขาไปเรียนต่อ ทุนจากผมส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งจากบริษัทแม่ แต่มีข้อแม้ว่าทุกวิชาจะต้องไม่ต่ำกว่าเกรดซี

ตราบใดที่กิจการมีพนักงานมาก ก็ย่อมมีเรื่องรั่วไหลเป็นธรรมดาในด้านลูกค้า เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาเราขายน้ำแก้วละหนึ่งเหรียญ ใครจะเติมกันกี่แก้วก็ได้ บางคนใช้ถ้วยของอาทิตย์ก่อน ถึงเห็นทุกวันก็ต้องทำใจ ไม่อย่างนั้นหัวใจวาย ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องมี...

...มาถึงวันนี้ นึกย้อนไปถึงวันที่ไม่มีอะไรเลย ผมถือว่าประสบความสำเร็จในขั้นหนึ่ง เพราะคนไทยที่เก่งกว่า ประสบความสำเร็จมากกว่ามีมากมาย แต่เขาไม่เปิดเผย...พ่อแม่สอนผมว่า ไปไหนมาไหน พบกับคนซึ่งอายุน้อยหรือมากกว่า ต้องเรียกว่าพี่ ป้า น้า อา ในด้านการงานก็เหมือนกัน ตามคำพังเพยที่ว่า ไม้ล้มข้ามได้ คนล้มอย่าข้าม วันนี้อยู่ในฐานะหนึ่ง แต่คนเรามันไม่แน่ ใครจะไปรู้ อีก 5 ปี 10 ปี 20 ปี ส่วนผมก็จะไต่เต้าขึ้นไปเรื่อยๆ...

...พูดถึงพ่อกับแม่ พอผมเริ่มมีรายได้ ก็ส่งไปให้ไม่มีขาด เวลาท่านพูดให้เพื่อนๆ ญาติๆ ฟังว่าภูมิใจกับความสำเร็จของผมมากกว่าอย่างอื่น ผมดีใจยิ่งกว่าได้เงินมากๆเสียอีก แม่ได้มาเที่ยวแอลเอ แต่พ่อผมเสียตอนที่ผมมาที่นี่เกือบ 10 ปี บางครั้งบทเรียนของเราก็สูงมาก ในชีวิตผมรู้สึกว่าพลาดอย่างใหญ่หลวงตอนที่ท่านไม่อยู่แล้วควรจะทำอะไรให้มากกว่านี้ ไม่ใช่ว่าเราไม่ทำ  แต่ไม่มากพอจากที่เราทำได้

นับจากวันนั้นกลายเป็นเครื่องเตือนใจ แม่ขออะไรไม่เคยขัด ผมมาอยู่ที่นี่ได้พักใหญ่ ก็ซื้อบ้านให้แม่ เวลาแม่ไม่สบาย ผมสั่งรังนกนางแอ่นให้แม่บำรุงร่างกาย แต่แม่ชอบเก็บสตางค์ ผมถามว่าทำฟันไหม แม่บอกว่าทำ ผมส่งไปให้สี่หมื่น พอกลับไปเยี่ยม แม่ก็ยังไม่ทำ เก็บสตางค์เอาไว้...แม่ผมเสียไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว อายุ 83 ปี

ผมเคยพลาดอย่างใหญ่หลวงในเรื่องพ่อ ความรู้สึกนี้เกิดอีกครั้งเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ผมพบกับคุณเดช บุญสุข อดีตเจ้าของแม็คโดนัลด์ที่เมืองไทย เขาจะพาไปพบกับคุณพิชัย วาสนาส่ง บุคคลสำคัญที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จในวันนี้ แต่ทว่าผมติดธุระ...จนกระทั่งเมื่อ 3 ปีก่อนคุณพิชัยก็เสียชีวิต ทำให้ผมมีความรู้สึกเสียดายมากที่พลาดโอกาสในวันนั้น...  

                ...แล้วก็มาถึงเรื่องลูก ผมเลี้ยงสไตล์อเมริกัน ไม่ใช้ระบบเฆี่ยนตี ผมคุยกับลูกๆ ทุกวัน ที่จบออกไปก็น้อยหน่อย ทุกวันลูกสาวจะเท็กซ์มาบอกตลอดว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ ความที่คุยกันตลอด ลูกไม่โกหก ไม่ว่าเรื่องดีหรือไม่ดี คะแนนสอบไบโอได้เอฟ ก็บอก เพราะผมไม่ถือโกรธ เพียงแต่ขอให้ลูกพูดความจริง...ผมสอนให้เขารู้จักค่าของเงิน ในช่วงซัมเมอร์ ผมให้ลูกไปทำงานที่แม็คโดนัลด์ ไม่มีสิทธิพิเศษ รับเงินเท่ากับคนอื่น และต้องทำทุกอย่าง เช็ดโต๊ะ กวาดพื้น ซึ่งเขาก็ทำได้...

ผมบอกกับลูกทุกคนว่า ถ้ามีความคิดอยากทำธุรกิจให้บอกพ่อ จะลงทุนให้ลองทำก่อน ผมคิดว่าคนที่ประสบความสำเร็จจะต้องทำงานที่เขาชอบ ไม่ใช่งานที่ถูกบังคับ ลูกคนโตกับคนที่ 2 ไม่ชอบธุรกิจ ส่วนคนเล็กดูเหมือนจะชอบ ผมสอนลูกว่า กิจการของพ่อ ถือเสียว่า เหมือนนักกายกรรมที่เดินบนลวดสลิง ตกลงมาไม่เจ็บไม่ตาย เพราะมีตาข่ายรองรับอย่างมั่นคงแต่ตอนนี้อย่าเพิ่งไปทำ ให้ทำในสิ่งที่ชอบดูก่อน ถ้าไม่ชอบแล้วค่อยกลับมา

คนโตพูดภาษาไทยได้บ้าง คนที่สองพูดเล็กน้อย คนเล็กพูดไม่ได้แต่ฟังรู้เรื่อง คนเล็กเรียนภาษาจีนกลางด้วย ผมบอกเขาว่าถ้าจะทำธุรกิจ เมืองจีนคือหนึ่งใน 5 ของโลก ชาวสิงคโปร์ได้เปรียบกว่าชนทุกชาติ ภาษาราชการของเขาคือภาษาอังกฤษและภาษาจีนกลาง เวลาลูกๆ โตขึ้น มักจะบอกพ่อแม่ให้ออกเสียงภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง ถือว่าเป็นสิ่งดี เพราะภาษาอังกฤษมีเสียงหนักเบา อาจเพี้ยนได้ ผมเชื่อว่าทุกคนมีชีวิตอยู่ต้องเรียนรู้ทุกวัน ไม่มีใครเรียนจบสักคนเดียว

การเป็นพ่อแม่ย่อมมีบทบาทแตกต่างกันไป เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นครู เป็นนักสืบ เป็นอาจารย์ ผมไม่เคยดุ แต่ใช้วิธีอธิบายข้อดีและไม่ดี มีการเปรียบเทียบ แม้บางสิ่งบางอย่างใช้เวลานาน แต่วันหนึ่งเขาจะเห็น ซึ่งภรรยาผมก็คอยดูแลลูกตลอด เราสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี คอยดูเพื่อนๆ ที่เขาคบให้รู้ถึงพ่อแม่เพื่อนด้วย อยากให้เขาคบคนดี ฐานะไม่สำคัญลูกชายคนโตมีเพื่อนตั้งแต่ทำงานสตาร์บัค ธนาคาร ทาร์เก็ต จนถึงหมอ ครบวงจร เวลาเขากลับมาจากวอชิงตัน ดีซี ก็นัดพรรคพวกกินข้าว

ผมรักลูกทุกคนเท่ากัน ผมอาจโชคดีก็ได้ที่ลูกชายคนโตเป็นต้นแบบที่ดีมากของน้องคนเล็ก เวลามีปัญหาอะไรก็โทรคุยกับพี่ชาย คอยเป็นที่ปรึกษาของน้อง ผมไม่มีลูกที่ออกนอกลู่นอกทาง ส่วนลูกสาวของผมไม่ใช่ประเภทเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ จะเป็นประเภทลุย กล้าและนำน้องคนเล็กตลอด พาไปว่ายน้ำ ไปเล่นเทควันโด

จริงๆ แล้วต้นตระกูลของผมคือคุณปู่คุณย่ามีฐานะ แต่พอมารุ่นพ่อไม่ประสบความสำเร็จ และแล้วในที่สุดผมก็กอบกู้ขึ้นมาได้ ผมเข้าวัดฟังธรรมะก็บ่อย ดูทีวีฟังคำสอน เชื่อฟังพ่อแม่ หลายสิ่งหลายอย่างที่ถูกปลูกฝังมา ก็เอาแต่เรื่องดีๆ เข้ามา เรื่องไม่ดีก็กันออกไป ผมว่าทุกคนมีโอกาส แต่ความพยายามของแต่ละคนเรามองไม่เห็น แล้วความมุ่งมั่นนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง ความสามารถของคนเราไม่แตกต่างกันสักเท่าไร ที่ว่าสิบเก่งไม่เท่าหนึ่งเฮง หรืออาจเป็นบุญที่สะสมมา แต่ถ้าเราย่อท้อ เขาทำได้ ตัวเราทำไม่ได้เรายอมแพ้ ถ้าคิดในแง่นั้นว่าสู้เขาไม่ได้ ก็ต้องพ่ายแพ้ไปตลอด 

ผมไม่ค่อยได้เข้ามามีส่วนร่วมในสังคมไทยมากนัก ไปที่ร้านอาหารไทยบ้าง เห็นว่าตอนนี้ทั้งร้านอาหารไทยและนวดแผนโบราณ ได้รับความนิยมจากต่างชาติสูงมาก ผมคิดว่าน่าจะเอามาเป็นต้นทุน ควรใช้โอกาสนี้ขยายกิจการอย่างอื่นให้มากไปด้วย ซึ่งก็ต้องให้คนรุ่นใหม่มารับช่วงต่อ ผมไม่บังคับให้ลูกทั้ง 3 คนเข้ามา แต่ก็ไม่แน่นัก สักวันหนึ่งเขาอาจจะกลับมาช่วยสังคมไทยก็ได้ 

อนาคต ผมคิดว่ากลับเมืองไทย กำลังดูแถวชานเมือง คงไม่อยู่ในกรุงเทพฯ จะไปๆ มาๆ ระหว่างแอลเอ-กรุงเทพฯ เป้าหมายที่ตั้งไว้ก็คือ ต้องให้ลูกชายคนเล็กจบมหาวิทยาลัยเสียก่อน ถ้าลูกไม่สนใจธุรกิจของพ่อก็คงต้องขาย แล้วก็ให้เงินลูกๆ ไปทำอย่างอื่น สมัยนี้ที่เมืองไทยธุรกิจที่น่าสนใจคือเครื่องมือแพทย์ มีญาติซื้อจากอังกฤษ มีหลายโรงพยาบาลต่างจังหวัดเช่าเครื่อง และคนของเขารับเจาะเลือด เหมือนกับที่นี่อาชีพพยาบาล นักบัญชี ไฟแนนซ์ ยังไงก็มีงาน ที่ง่ายๆ ก็คือ เฟสบุ้ค ขายสื่อ อะเมซอน อีเบย์ ขายสินค้าโดยไม่มีร้าน เน็ทฟิกซ์ไม่เคยผลิตหนังแม้แต่เรื่องเดียว

                สรุปถึงชีวิตที่ผ่านมา มีทั้งขึ้นและลง มีอุปสรรคจากคนและจากงานบ้างแต่ถ้าคิดว่าอุปสรรคคือประสบการณ์ ต้องมองว่าทำอย่างไรจึงสามารถแก้ไขอุปสรรคได้ หรืออุปสรรคที่มี 3-4 อย่าง สำเร็จไปแล้ว 2-3 อย่าง แสดงว่าเราใกล้ประสบความสำเร็จแล้ว จิตใจจึงสำคัญมาก ถ้าใจไม่ท้อ ไม่เขว มันจะต้องไปถึง ตราบใดที่ไม่คิดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ก้าวทีละก้าว แต่ละก้าวเราประสบความสำเร็จ ใจก็ดีขึ้นว่าทำได้ การที่จะนับหนึ่งถึงร้อย บางทีพอไปไม่ได้ก็ท้อ ควรนับถึงสิบก่อน พอสิบได้ก็ก้าวไป 20 แล้วก็ 30 ค่อยๆ กระโดดขึ้นไป

..ฝากถึงคนไทยรุ่นใหม่ที่เดินทางมาจากเมืองไทย อยู่ที่การปลูกฝังความคิด ต้องมีเป้าหมายคือยุทธศาสตร์ว่าอยากจะทำอะไร พอได้โจทย์ก็ต้องทำ 1-2-3-4-5 และต้องมีวินัยในตัวเอง ต้องยึดมั่นไว้เลยว่านี่คือกฎที่เราตั้งไว้ แล้วอย่าฝ่าฝืน ขอให้ดูตัวอย่างจากผม...คนที่จบปริญญาตรีใหม่ๆมักอยากจะได้รถราคาแพง สวย มีสเตอริโอ ส่วนผมตั้งเป้า 3 ปี จะซื้อบ้าน แล้วต้องทำอย่างไร...ประหยัด...บริษัทให้ทำงาน 5 วัน ผมทำ6 วัน วันที่ 6 เรียนรู้ถึงตำแหน่งต่อไปว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง

เมื่อก่อนผมขับรถแบบถูกที่สุด พอที่จะพาเราไปที่นั่นที่นี่ได้...ภายในเวลา 2 ปี 9 เดือน ผมเก็บได้กว่าหมื่นเหรียญ มีเงินวางดาวน์บ้าน ทำงานไปก็เก็บหอมรอมริบไว้ คิดว่าสักวันหนึ่งเมื่อมีโอกาสก็จะออกมาทำเอง แต่เราต้องพร้อมเสมอผมขอลูกพี่ซื้อแฟรนไชส์ ลูกพี่ถามว่ามีเงินเท่าไร ผมบอกว่ามีเท่านี้ แล้วลูกพี่ช่วยผมได้หรือเปล่า เรียกได้ว่าวิธีนี้ต้องตั้งโจทย์ไว้ก่อน และการที่จะให้ประสบความสำเร็จนั้น อยู่ที่ใจว่าเรามีความต้องการมากแค่ไหน...

อย่างไรก็ตาม...ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง พูดถึงคนที่ประสบความสำเร็จ เป็นถึงซีอีโอ มีเงินมหาศาล มีเกียรติ แต่ไม่มีเวลาอยู่กับลูกเมีย วันหนึ่งป่วยมากต้องเข้าโรงพยาบาล นอนอยู่บนเตียง เขียนหนังสือเล่มหนึ่ง มีข้อความสำคัญเขียนถึงสิ่งที่เขาขาดว่า

“ถ้าย้อนกลับไปได้ จะใช้เวลาอยู่กับลูกเมียให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ผมขอบอกว่า เงินเป็นปัจจัยหนึ่งเท่านั้นเอง พอถึงจุดหนึ่งอาจไม่ใช่ที่ว่าเงินคือทุกสิ่งทุกอย่าง.