Get Adobe Flash player

เหตุผลที่งดงามของ ‘เอิน’ กัลยกร นาคสมภพ

Font Size:

ข่าวการสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร  เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559

นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของพสกนิกรชาวไทย และยังทำให้คนทั้งโลกต้องหันมามองประเทศไทย ว่าทำไมคนในชาติจึงรักพระองค์ได้มากมายขนาดนี้

ภาพของคลื่นมหาชนที่พร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดสีดำ จำนวนหลายแสนคน ในแต่ละวัน ในบริเวณที่ใกล้พระบรมมหาราชวัง เต็มพื้นที่ท้องสนามหลวงและล้นออกมายังพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อรอถวายความเคารพพระบรมศพ

เป็นการแสดงให้เห็นถึงความรัก เทิดทูน บูชา อย่างแรงกล้า นับเป็นภาพความยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นบนโลกนี้

สื่อหลักของประเทศต่างๆ ได้นำเสนอข่าวนี้อย่างให้ความสำคัญ พร้อมทั้งพระราชกรณียกิจของพระองค์ไปทั่วโลก

ชาวต่างชาติที่เป็นนักการศึกษา ย่อมเข้าใจว่า นี่คือการแสดงออกของประชาชนที่รักพระเจ้าแผ่นดิน หลังจากที่พระองค์ทรงรักประชาชน ด้วยการครองแผ่นดินโดยธรรม

แต่ก็มีชาวต่างชาติอีกจำนวนหนึ่ง ที่แม้มีความรู้เฉพาะทางอย่างเชี่ยวชาญ รู้จักแต่ประเทศตน เชื่อว่าชาติพันธุ์ ประเพณี วัฒนธรรมของตนเท่านั้นที่ยิ่งใหญ่เหนือใคร แต่กลับไม่เรียนรู้เรื่องราวในโลกกว้าง

คนเหล่านี้ นอกจากไม่อาจยอมรับ แล้วพยายามที่จะหาข้อโต้แย้ง และตั้งคำถามต่างๆ นานา

แต่กระนั้นก็ตาม ก็ยังมีคนไทยจำนวนหนึ่ง ได้ตอบคำถามเหล่านั้น ซึ่งหนึ่งในคำตอบที่มีเหตุผล และกลายเป็นคำตอบที่ทรงอิทธิพล ที่แพร่หลายในโลกโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวางคือ คำตอบของ  “เอิน” กัลยกร นาคสมภพ อดีตนักแสดงและนักร้องชาวไทย

“เอิน” กัลยกร เขียนบันทึกเป็นภาษาอังกฤษ และภาษาไทย เรื่อง “พวกเราน่ะเหรอโดนล้างสมอง? (They said we were brainwashed)" เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ www.kalyakorn.com หลังมีชาวต่างชาติ และชาวตะวันตก ตั้งคำถามถึงปรากฏการณ์ความโศกเศร้าและอาลัยของพสกนิกรชาวไทย หลังเหตุการณ์สวรรคตของ ในหลวง รัชกาลที่ 9

เมื่อฝรั่งถาม “คนไทยถูกล้างสมองให้รักในหลวง?”... เอิน กัลยกร ตอบว่า

“เราสามารถรักคนที่เราไม่เคยเจอเลยได้อย่างไร? เราสามารถแม้กระทั่ง... เทิดทูนท่านได้อย่างไร?

บางคนบอกว่า... เราถูกล้างสมอง... บางคนอธิบายว่า... กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือที่คนไทยสมัยนี้เรียกกันสั้น ๆ ว่า 112 ห้ามเราไม่ให้วิจารณ์พระราชวงศ์ ดังนั้น เราจึงไม่เคยรู้ความจริงและไม่เคยสงสัยในความเคารพที่เรามีให้กับพระราชวงศ์

บางคนแสดงความคิดเห็นไว้ว่า... เพราะประเทศไทยไม่มีประชาธิปไตย เราจึงไม่เคยรู้ว่ามีทางเลือกอื่น

บางคน... เมื่อเห็นว่าเราร้องไห้... ก็เอาเราไปเปรียบกับเกาหลีเหนือ

ถ้าอย่างนั้น... ฉันขอถามกลับด้วยคำถามที่เรียบง่ายแล้วกัน

คุณเคยได้ยินเรื่องของอับราฮัม ลินคอล์น และสิ่งที่เขาทำมั้ย? คุณเคารพเขามั้ย?... แล้ว เนลสัน แมนเดลลา หรือ มหาตมะ คานธี ล่ะ? คุณเข้าใจเมื่อตอนที่เขาร้องไห้ให้กับการตายของพวกเขามั้ย?

ใช่ ในหลวงของเราไม่ได้ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยชนชาติไทยให้เป็นอิสระเพื่อความเท่าเทียมในสังคม

แต่... ในหลวงของเราก็ทรงต่อสู้ อย่างหนักเสียด้วย เพื่อปลดปล่อยประชาชนของท่านจากความหิวโหยและความยากจน

แม้จะเกิดขึ้นในบริบทที่ต่างกัน แต่มันคือเรื่องเดียวกัน

ฉันชื่อ กัลยกร อายุ 33 ปี เป็นคนที่เกิดและเติบโตในประเทศไทย ฉันมองว่าตัวเองเป็นคน 2 ภาษา ด้วยความที่เรียนประถมในโรงเรียนไทย แล้วไปต่อชั้นมัธยมในโรงเรียนนานาชาติ ในฐานะที่เป็นคนสองภาษาและเป็นคนที่สนใจประวัติศาสตร์มาก ฉันจึงโชคดีมากที่สามาถเข้าถึงข้อมูลและอ่านบันทึกทางประวัติศาสตร์ได้ทั้ง 2 ภาษา ซึ่ง... บอกเลยว่าเป็นสิ่งที่ทำเสมอ ถ้าจะว่ากันตามตรง ฉันเริ่มจากการศึกษาประวัติศาสตร์ของอารยธรรมอื่นก่อนเสียด้วยซ้ำ ก่อนที่จะเริ่มหันมาสนใจศึกษาประวัติศาสตร์ไทย

ช่วงเวลา 4 ปี ในรั้วมหาวิทยาลัยไทยทำให้ฉันตระหนักว่า... ฉันรู้เรื่องบ้านเมืองของตัวเองน้อยเหลือเกิน การเดินทางไปในที่ต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นในถิ่นชนบท การต้องนั่งรถทัวร์ การต้องนอนในวัด การต้องทานอาหารพื้นบ้านที่ห่างไกลจากคำว่าหรูหรา เช่น การกินแคบควายกับข้าวเหนียว ทำให้ฉันเห็นประเทศนี้ในมุมที่ไม่เคยเห็น

ฉันจึงเริ่มหันมากลับมามองที่ประเทศอันเป็นบ้านเกิดของตัวเอง ในเวลาเดียวกันนั้น ฉันก็เริ่มเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน และเคยได้ผ่านประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์หลายๆ อย่างคล้ายกัน ฉันจึงได้เห็นความแตกต่างของแต่ละบ้านเมืองที่ฉันได้ไปเหยียบ และรู้สึกซาบซึ้งกับใครก็ตามที่ทำให้ประเทศเรามาถึงจุดนี้ได้ในวันนี้

แต่ฉันพบว่าอดีตของเราไม่ได้สวยหรูอย่างที่หลายคนพยายามทำให้เราเชื่อ ฉันได้เรียนรู้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ต้องเร่งรัดประเทศให้เข้าสู่การปฏิรูปครั้งใหญ่ เพื่อจะรอดพ้นจากการถูกคุกคามจากประเทศตะวันตก ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงล่าอาณานิคม

การศึกษาเรื่องราวจากทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย ทำให้ฉันเห็นมิติที่ลึกซึ้งขึ้นในเรื่องราวมากมายที่เคยได้ยินตั้งแต่ตอนยังเด็ก

ฉันได้เรียนรู้ว่าประชาธิปไตยเป็นอุดมคติที่หวานหอมและสวยหรู แต่กลับถูกยัดเยียดให้คนไทยอย่างฉับพลันผ่านการปฏิวัติรัฐประหาร ในตอนที่คนยังไม่พร้อม และไม่เคยได้รับการศึกษาที่ถูกต้องเพื่อจะเข้าใจว่า ประชาธิปไตย คืออะไร

ฉันได้ค้นพบความจริงว่า พระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ต้องหนีออกจากประเทศ เพราะเสี่ยงเหลือเกินที่จะถูกจับขังหากอยู่ในประเทศไทย

ฉันยังได้เห็นความจริงผ่านการเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์ชาติอื่น ว่าการขึ้นครองราชย์ของทั้งรัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 นั้น.... ไม่ใช่เรื่องปกติ

รัชกาลที่ 8 นั้นท่านเป็นเชื้อพระวงศ์ที่ยังเป็นเด็กมาก ท่านใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์กับครอบครัวเล็กๆ แม่ของท่านเป็นคนธรรมดา พ่อของท่านเสียไปแล้ว แถมท่านยังไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในสายของการขึ้นครองราชย์โดยตรง แต่ก็ทรงถูกรัฐบาลในยุคนั้นทูลเชิญขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองประเทศ เมื่อท่านโตขึ้นและพบว่ามีการเป็นกษัตริย์นั้นมีภาระหน้าที่มากมายกว่าการเป็นแค่หุ่นเชิด ท่านจริงเริ่มทำงานในฐานะกษัตริย์จริง ๆ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ในระหว่างการกลับมาเยี่ยมประเทศไทย

ท่านสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้ง ที่มีมายาวนานระหว่างชาวไทยและชาวจีนในไทย

นั่นเอง... ที่ท่านเริ่มสามารถชนะใจของประชาชนได้... แล้วท่านก็ถูกลอบปลงพระชนม์... เพียงไม่กี่วันก่อนจะเสด็จกลับไปเรียนต่อ

หลังท่านเสด็จสวรรคต พระอนุชาของท่านจึงต้องขึ้นครองราชย์แทน ด้วยพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

มันไม่ใช่งานที่ง่ายเลย มันอาจไม่ใช่แม้งานที่ท่านอยากได้ มันคืองานที่ถูกยัดเยียดให้ ในเวลาที่อันตรายเหลือเกิน แต่ท่านก็ทรงรับ

นี่คือความจริงที่คนไทยทุกคนรู้ แม้เราจะไม่อยากพูดถึงมันเท่าไหร่ แต่เราก็รู้ ซึ่งฉันพบว่ามันเป็นเรื่องน่าตลกมากเลย ที่สื่อต่างชาติมากมายมักชอบวาดภาพการครองราชย์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ไว้เสียหรูหรา โดยกลับไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้เลย

เพราะอย่างนี้... ฉันจึงได้เรียนรู้ว่า ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่สุ่มเสี่ยงยากลำบาก และเป็นช่วงเวลาที่ราชวงศ์อยู่ในจุดที่อ่อนแอที่สุด เรากลับได้พบกับพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานอย่างหนัก จนสามารถกุมใจของประชาชน และสามารถทำให้ราชวงศ์กลับมาเข้มแข็งได้อีกครั้ง

ท่ามกลางความแปรปรวนของความขัดแย้งทางการเมือง ในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ คนเดียวที่ทรงแสดงให้เราเห็นถึงความจริงใจในประเทศนี้... ผ่านการทรงงานของท่าน

ฉันเคยได้ยินมากว่ากษัตริย์ ไม่สามารถเป็นกษัตริย์ที่แท้จริงได้หากปราศจากแรงสนับสนุนจากประชาชน

แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงได้มาซึ่งบารมีด้วยความรักจากประชาชน เราวางใจในตัวท่าน เราจึงเชื่อท่าน

นี่... ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับกฎหมายหมิ่นฯ แม้ว่าพวกคุณจะชอบจินตนาการของความคิดที่คนมีอำนาจข่มเหงประชาชนด้วยกฏหมาย ที่ขัดต่อสิทธิมนุษยชน แค่เพราะมันช่างเป็นภาพที่คุณคิดเหมาเอาเองว่าประเทศโลกที่สามควรจะเป็น

แต่ถ้าฉันบอกคุณว่าราชวงศ์ไม่ได้มีอำนาจที่แท้จริง ในการกำหนดกฎหมายล่ะ

ถ้าฉันบอกคุณว่าอำนาจของกษัตริย์นั้น ถูกจำกัดไว้ภายใต้รัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ในยุคที่มีการรัฐประหาร เพื่อเปลี่ยนระบบการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตย... ล่ะ

ถ้าฉันบอกคุณว่าประเทศไทยมีระบบที่ชัดเจนเกี่ยวกับร่างกฎหมาย ที่ต้องไปผ่านสภาฯ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งมักใช้เวลาหลายเดือน หรือหลายปีเสียด้วยซ้ำ.. ล่ะ

ถ้าฉันบอกคุณว่าคดีหมิ่นฯ ส่วนใหญ่นั้นถูกใช้ในเกมการเมือง และหลายคดีที่เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาก็เพราะมีคนต้องการสร้างความกดดันในสังคมเพื่อหวังประโยชน์บางอย่างส่วนตัว... ล่ะ คุณจะเชื่อฉันมั้ย?

มันไม่สนุกเท่าไหร่.. ใช่มั้ยล่ะ... แต่มันคือเรื่องจริง ไม่เป็นไรหรอก... ฉันเข้าใจหากคุณจะไม่เข้าใจ

แต่คุณสามารถเคารพลินคอล์น ยึดแมนเดลลาเป็นแรงบันดาลใจ หรือเสียใจกับการจากไปของคานธี... ได้อย่างไร? และคุณสามารถเลือกที่จะเชียร์อองซานซูจี หรือเลือกที่จะเชื่อถ้อยคำขององค์ทะไลลามะ... ได้อย่างไร?

พวกคุณส่วนใหญ่ก็ยังไม่เคยพบพวกเขาเหล่านั้นเหมือนกัน.. ใช่มั้ย? แต่พวกคุณกลับเชื่อเวลาที่ประชาชนรักและเคารพพวกเขา เพราะคุณเห็นสิ่งที่พวกเขาทำ... ผ่านหลักฐาน ผ่านภาพถ่าย ผ่านวิดีโอ ผ่านบทสัมภาษณ์ ผ่านเรื่องราว.... ที่คนอื่นบอกคุณ

แล้วทำไมมันจึงยากเหลือเกินที่คุณจะเชื่อว่าความรักที่เรามีต่อในหลวงนั้นเกิดขึ้นมาจากความดีงามที่ท่านทำ? เพราะท่านเป็นกษัตริย์เหรอ? แค่เพราะประเทศนี้มีกฎหมายนั้นเหรอ?

ในเมื่อร่องรอยของการทรงงานหนัก ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ของเรา ยังคงมีให้เราเห็นอยู่ต่อหน้าต่อตาอย่างชัดเจน

คุณจะลองค้นคว้าหาข้อมูลจากหลายๆ ที่เกี่ยวกับช่วงเวลาที่ลัทธิคอมมิวนิสต์ได้เข้ามาคุกคามในประเทศแถบนี้ เอาจริงๆ คือ ตอนนั้นพวกคอมมิวนิสต์ได้มาจ่ออยู่ที่คอหอยเราแล้ว และเราสามารถเป็นประเทศเดียวที่รอดพ้นและยังคงสามารถเป็นประเทศประชาธิปไตยอยู่ได้อย่างไร

คุณยังสามารถขึ้นไปบนเขาและถามเหล่าผู้คนชนเผ่าต่าง ๆ ซึ่งไม่เคยได้รับการใส่ใจจากภาครัฐ ว่าทำไมเขาถึงมีรูปในหลวงประดับไว้ในบ้านทุกหลัง หรือคุณจะลองเดินทางไปในแถบชนบทที่เคยทุรกันดารทั่วประเทศนี้ก็ได้ ว่าพวกเขาได้ระบบชลประทานมาได้อย่างไร หรือโครงการฝนเทียมนั้นได้ช่วยอะไรพวกเขาบ้าง

ส่วนตัวฉัน ฉันได้เคยดูการถ่ายทอดสดทางทีวีสมัยที่ฉันยังเด็ก ในวันที่ทุกคนต่างออกมาถวายพระพรให้ในหลวงเนื่องในวันพระราชสมภพของท่าน ท่านกลับใช้โอกาสในวันนั้น... เรียกข้าราชการมาถามไถ่ความเป็นไปเรื่องน้ำ และเล่าทฤษฎีแก้มลิงที่ท่านทรงศึกษาและพัฒนามา พร้อมกับอธิบายด้วยการวาดบนแผนที่ซึ่งท่านเตรียมไว้ ...วันนั้นเป็นวันที่ฉันได้เห็นในหลวงของฉันทรงงาน... ต่อหน้าต่อตา ในวันที่ท่านสามารถพักผ่อนและอิ่มเอมไปกับคำอวยพรของพสกนิกร โดยไม่จำเป็นต้องทรงงานเลย

ดังนั้น การยึดเอาตำแหน่งของท่านเป็นที่ตั้ง แล้วเหมารวมเอาว่าพวกเรารักในหลวงของเราเพียงเพราะเราไม่มีการศึกษา หรือการไม่สามารถมองเห็นในสิ่งดี ๆ ที่ท่านได้ทรงทำไว้.... นั้นสุดแสนจะกลวงและมันแสดงให้เห็นถึงการละเลยในความจริงและมิติที่หลากหลายของวัฒนธรรมอื่น.... แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก

ฉันไม่ได้เขียนบทความนี้เพื่อจะขอให้คุณมารักคนที่ฉันรัก ...หรือแม้กระทั่งจะขอให้คุณเคารพท่านด้วยซ้ำ

ฉันเข้าใจหากคุณจะไม่เข้าใจในความจงรักภักดีที่เรามีต่อท่าน

แต่ฉันเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพื่อจะขอสิ่งที่ง่ายดายกว่านั้นมากมาย.... ปล่อยให้พวกเราได้เศร้าโศกเถอะ

คุณจะเห็นเราร้องไห้ คุณจะเห็นเราพยายามทำในสิ่งที่เราเชื่อว่าจะสามาถตอบแทนความรักที่ท่านทรงมีให้ประชาชนและการงานอย่างหนักเพื่อพวกเรา คุณอาจจะไม่เข้าใจสิ่งที่พวกเรารู้สึกเลยสักนิด ซึ่งก็ไม่เป็นไรหรอก ...แต่ขอร้องเถอะนะ ปล่อยให้พวกเราได้เศร้าโศกในแบบของเรา และกรุณาเคารพในการสูญเสียของพวกเราด้วย

ถ้าคุณไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกของการสูญเสียกษัตริย์ผู้เป็นที่รัก ว่ามันเจ็บปวดแค่ไหน ฉันเชื่อว่าอย่างน้อย... คุณก็คงจะสามาถเข้าใจว่าการเสียคนคุณรักและเคารพจากใจมันเจ็บปวดได้ขนาดไหน... ใช่มั้ย

มันคงไม่ยากเกินไปมั้ง

ชีวิตพวกคุณก็จะดำเนินไปตามปกติ แม้ว่าคุณจะไม่พูดถึงเรา ...แต่ชีวิตพวกเรา ชีวิตพวกเราไม่เหมือนเดิมเลย และหัวใจของเรากำลังสลาย

ปล่อยให้พวกเราได้โศกเศร้าเถอะ ให้พวกเราได้ทำในสิ่งที่อยากทำ หยุดโจมตีพวกเรา อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาแห่งความหมองหม่นนี้ และ.... ช่วยเคารพต่อการสูญเสียของพวกเราด้วย

ด้วยความจริงใจ

กัลยกร นาคสมภพ

20 ต.ค. 2559”