Get Adobe Flash player

เหยื่อรัฐบาลคอมมิวนิสต์ กลายเป็นทูตแห่งสันติ โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

ประสบการณ์ที่เจ็บปวด จากการสูญเสียของชาวเวียดนามและผลที่ทหารผ่านศึกในสหรัฐฯ จำนวนมหาศาลได้รับ ทั้งสภาพร่างกายและด้านจิตใจจากสงคราม (เริ่มเมื่อปี 1957 สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 30 เมษายน 1975) ไม่มีวันสูญสลายหายไปจากความทรงจำได้เลย...

ทุกวันนี้ ถึงจะมีการเรียกร้องหาความเป็นประชาธิปไตยในหลายประเทศ ชาวโลกไม่ต้องการให้เกิดสงคราม ซึ่งมีผลต่อชีวิตของผู้บริสุทธิ์ โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีความโกรธแค้นกันเป็นการส่วนตัว แต่ต้องหยิบอาวุธขึ้นมาฆ่าฟัน เพื่อนโยบายของผู้นำที่แตกต่างกันนั่นเอง                

...ผลจากสงครามเวียดนาม มีภาพหนึ่งที่แพร่หลายไปทั่วโลก กลายเป็นสัญลักษณ์ของความน่าสะพรึงกลัวของสงคราม สื่อความหมายโดยไม่ต้องบรรยาย ภาพนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 1972 เด็กหญิงฟาน กิม ฟุก กำลังวิ่งหนีระเบิดเพลิงที่ตกในหมู่บ้านเทรียน เบียง เวียดนามใต้ ขนาบข้างด้วยพี่ชายและญาติ ทุกคนตกอยู่ในอาการขวัญเสีย...

ปัจจุบัน ฟาน กิม ฟุก ได้เปลี่ยนภาพพจน์ของความเจ็บปวดสู่ความสงบและสันติ...เธอเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นและผลที่ตามมาว่า...

...วันนั้นเป็นวันที่ 8 มิถุนายน 1972 ฉันอายุ 9 ขวบ ไม่เคยประสบกับคำว่าหวาดกลัวมาก่อน รู้แต่ว่าพ่อแม่กังวลกับสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศ พี่ๆ น้องๆ รวมทั้งตัวฉัน ไม่เห็นความสำคัญ ยังคงเที่ยวเล่นเป็นปกติ ชวนเพื่อนๆ ปีนต้นฝรั่งที่เรียงรายเป็นรั้วตรงหน้าบ้านทุกวัน ส่งเสียงหัวเราะสลับกับเสียงเคี้ยวฝรั่งสุกที่เราเอื้อมมือเด็ดได้อย่างสนุกสนาน

แต่พอเวียดกง คือพวกเวียดนามเหนือที่เป็นคอมมิวนิสต์ เข้ายึดครองหมู่บ้าน พ่อแม่พาพวกเราไปหลบซ่อนใกล้ๆ วัด เกาะกลุ่มกับพวกชาวบ้านและทหารเวียดนามใต้จำนวนหนึ่ง วันที่ 3 ทหารได้รับวิทยุแจ้งข่าวว่า ทหารเวียดนามใต้จะระเบิดวัด เพราะเข้าใจว่าพวกเวียดกงหลบซ่อนอยู่ในนั้น ทหารให้พวกเราออกไปให้ไกลจากวัด ทุกคนพยายามวิ่งหนีกันสุดชีวิต แยกไปคนละทิศละทาง ขณะที่ฉันกำลังวิ่งก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เห็นเครื่องบินลดต่ำลงพร้อมกับปล่อยระเบิด 4 ลูกลงมา ฉันหยุดวิ่งแล้วยืนมองภาพนั้นอย่างตื่นเต้น แม้ทุกวันนี้ก็ยังไม่ลืม

มีคนถามฉันว่า..ทำไมไม่หนี...คำตอบก็คือ คงเป็นเพราะฉันยังเด็ก ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในเวลาต่อมา...ระเบิดตกถึงพื้น เสียงไม่ดังนัก แค่...บุ้บ...บุ้บ..บุ้บ...บุ้บ...พอสิ้นเสียงไฟก็ลุกลามไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ลูกไฟกระเด็นมาถูกตัวฉัน ไหม้เสื้อผ้าจนหมดเกลี้ยง ไหม้จนถึงเนื้อ กล้ามเนื้อจนถึงกระดูก

ฉันตกใจแทบสิ้นสติ ช่างภาพที่ถ่ายรูปเอาไว้ เข้ามาช่วยใช้น้ำราดเพื่อดับไฟที่ตัว แต่ความร้อนของระเบิดเพลิงประมาณ 1,832 องศาฟาเรนไฮท์ ทำให้น้ำเดือด เท่ากับว่าฉันถูกน้ำร้อนลวกซ้ำสอง

ฉันถูกนำตัวไปยังโรงพยาบาลเด็กที่ไซ่ง่อน หมอติดป้ายไว้ข้างๆ ตัวฉันว่า...สิ้นหวัง...แล้วทิ้งไว้ในห้องดับจิต ไม่ให้การเยียวยารักษาถึงสามวัน

พ่อกับแม่ตามหาตัวฉันจนถึงไซ่ง่อน พบฉันขณะที่หัวใจเต้นอ่อนแรงเต็มที โชคดีที่พ่ออ้อนวอนและขอร้องเพื่อนที่เป็นหมอให้ช่วยชีวิต หมอจึงส่งตัวไปรักษาแผนกเฉพาะโรค

ฉันอยู่ที่โรงพยาบาล 14 เดือน ร่างกายถูกไฟไหม้ 50 เปอร์เซ็นต์ เจ็บปวดอย่างทรมานถึงกับสลบแล้วสลบอีก พอฟื้นก็ร้องครวญครางอย่างสุดทน หมอผ่าตัดเอาเนื้อดีมาปะแทนที่  17 แห่ง ฉันถึงได้รอดตาย ซาบซึ้งกับคำว่า...พ่อแม่เป็นผู้ให้กำเนิด ส่วนหมอทำให้มีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง...

สภาพร่างกายค่อยๆ ฟื้นกลับคืนอย่างช้าๆ แต่สภาพจิตใจของฉันช้ากว่า ถามตัวเองว่า...ทำไมถึงต้องพบกับความเจ็บปวดแทบขาดใจมากมายขนาดนี้ ทั้งที่ไม่เคยทำอะไรผิด ไม่เคยรู้เรื่องสงคราม...

พอหมอให้กลับบ้าน ฉันอยากไปโรงเรียนใจแทบขาด แต่ต้องรักษาแผลให้หายสนิทเสียก่อน ฉันร้องไห้โฮทุกครั้งที่เห็นเด็กผู้หญิงสวมเสื้อแขนสั้นเดินผ่าน ฝันว่าวันหนึ่งฉันจะต้องมีผิวราบเรียบเหมือนคนอื่นๆ คงมีโอกาสได้แต่งงาน มีลูก แต่ก็ยังสงสัยอยู่ว่าจะมีผู้ชายคนไหนรักฉันลง ในเมื่อร่างกายเต็มไปด้วยริ้วรอยเกือบทั่วตัว

แม่อยู่เคียงข้างคอยดูแลเอาใจใส่ฉันตลอดเวลาแห่งความระทมทุกข์ แม่บอกว่า..จำไว้นะ ไม่มีใครในโลกสงสารลูก ฉะนั้นลูกจะต้องเป็นคนที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ต้องผ่านวาระนี้ไปให้ได้ ด้วยความอดทนอย่างที่สุด...ถ้าแม่ไม่พูดอย่างนั้น ฉันคงหมดลมหายใจไปนานแล้ว

แล้วฉันก็ได้ไปเรียนหนังสืออีกครั้ง ฉันตั้งใจอย่างจริงจัง สมหวังที่สอบเข้าเรียนแพทย์เมื่ออายุ 19 ปี แต่แล้วความทุกข์เข้ามาเยือนเป็นครั้งที่สอง เมื่อนักข่าวต่างชาติกระตุ้นรัฐบาลเวียดนามถึงวันครบรอบ 10 ปี ของอเมริกันที่ใช้ระเบิดเพลิง ทำให้ฉันตกเป็นเหยื่อของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ เมื่อเขารู้ว่าฉันคือเด็กผู้หญิงในรูปภาพที่โด่งดังไปทั่วโลก พวกเขาต้องการให้ฉันเป็นผู้นำชุมชนประท้วงอเมริกา และข่มขู่ราวกับฉันเป็นสมบัติของประเทศ ไม่อนุญาตให้ศึกษาวิชาแพทย์ในไซ่ง่อน กักตัวไว้ในหมู่บ้าน มีคนเฝ้าดูทุกระยะ จัดเวลาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวต่างประเทศจำนวนมาก

เป็นช่วงเวลาที่ย่ำแย่ที่สุดในชีวิต กินไม่ได้ นอนไม่หลับ สิ้นหวังเพราะไม่มีใครช่วยฉันได้เลยแม้แต่คนเดียว ทำให้เกิดความรู้สึกเกลียดชังทุกคน เกลียดทุกสิ่งทุกอย่าง รัฐบาล สงครามและประชาชนที่เป็นต้นเหตุของสงคราม

วันหนึ่ง...ฉันมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ถามตัวเองว่า...พระผู้เป็นเจ้า มีจริงหรือเปล่า? ...ฉันไปที่โบสถ์คริสเตียนเพื่อค้นหา จากนั้นก็ไปเป็นประจำ ครั้งหนึ่งพระเทศน์ว่า...พระเยซูนำความสงบสุขมาให้ และขจัดความทุกข์ยากออกไป...ฉันจำได้ขึ้นใจทุกคำ ไม่ใช่งมงายแต่เป็นความศรัทธา เมื่อเกิดความศรัทธา ความสงบก็เข้ามาแทนที่หัวใจที่เต็มไปด้วยความบอบช้ำ ขมขื่นและโกรธแค้น

อย่างไรก็ตาม ฉันก็ไม่มีวันแยกตัวเองให้หลุดพ้นจากสงครามได้เลย ในเมื่อมีรอยแผลเป็นคอยเตือนใจ ร่างกายเต็มไปด้วยเครื่องหมายของความทรมาน ถึงเดี๋ยวนี้ฉันก็ยังต้องกินยากันติดเชื้อ แต่หัวใจของฉันกลับสะอาดหมดจด ไม่มีความเกลียดชังหลงเหลืออยู่เลย

อีก 4 ปีต่อมา ฉันได้รับอนุญาตให้ย้ายไปเรียนเภสัชศาสตร์ ที่ฮาวาน่า ได้พบรักแท้ ทั้งที่เคยคิดว่าคงไม่มีโอกาสเพราะคงไม่มีใครอยากแตะต้องตัวฉัน แต่งงานเมื่อปี 1992  แล้วเราก็หลบหนีเข้าไปอยู่ในประเทศแคนาดา มีลูกชายด้วยกัน 2 คน ตอนนี้ฉันมีความสุขที่สุด

ฉันปรารถนาให้ลูกชายทั้งสอง ได้รับรู้ถึงความเลวร้ายของสงคราม ไม่อยากให้เขาต้องเผชิญด้วยตัวเอง ฉันซึ้งถึงคุณค่าของภาพนั้น ฉันถามลูกว่า...เห็นเด็กผู้หญิงที่กำลังวิ่งบนถนน ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัวไหม? อย่าจำภาพนั้นนะลูก ให้จำภาพปัจจุบันของแม่ที่กำลังวิ่งอยู่ในขณะนี้ วิ่งเพื่อเรียกร้องหาความสงบสุขและสันติ...ทุกครั้งที่ลูกเห็นรอยแผลเป็นตามตัวของฉัน เขาจะร้องออกมาว่า...ไม่มีสงคราม...ไม่มีสงครามอีกแล้ว...          

เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว เด็กผู้หญิงคนนั้นได้รับการช่วยชีวิตให้รอดพ้นจากความตาย ปัจจุบันถึงเวลาที่ฉันจะต้องตอบแทน...เมื่อปี 1997 ฉันเป็นผู้หนึ่งได้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิ หาทุนทำศัลยกรรมให้เด็กเคราะห์ร้ายจากสงคราม ใช้เวลาเดินทางไปตามโบสถ์และโรงเรียนต่างๆ ทั่วโลก ในฐานะทูตแห่งสันติ ขององค์กรยูเนสโก้ ในปีเดียวกัน ฉันตั้งมูลนิธิ กิม ฟุก  หาเงินทุนให้องค์กร ที่ส่งยาไปช่วยเหลือเด็กทั่วโลกที่ได้รับผลจากสงคราม ส่งเก้าอี้ล้อเข็นไปให้เด็กที่เป็นเหยื่อกับระเบิดในเวียดนาม...ฉันภูมิใจที่มีส่วนช่วยบรรเทาความชอกช้ำของเด็กๆ ทั้งหลาย และทุกคนได้เรียนรู้ความเศร้าสลดจากสงครามจากตัวฉัน 

...ฉันร่วมมือกับองค์กร “Save the Children” พัฒนาโครงการป้องกันในอีสต์ ทีเมอร์ รณรงค์หาทุนช่วยเด็กๆ ชาวอิรัคที่ต้องการอาหารและยา...

ฉันแต่งกลอนไว้เป็นเครื่องเตือนใจว่า...

...การให้อภัยทำให้ฉันเป็นอิสระจากความเกลียด

แม้รอยแผลเป็นยังปรากฏหลายแห่งตามร่างกาย

ความเจ็บปวดคงอยู่ ถึงเวลาจะล่วงไปแสนนาน

แต่หัวใจฉันกลับใสสะอาดปราศจากความโกรธ

ระเบิดเพลิงมีอำนาจมากก็จริง แต่ความศรัทธา

ให้อภัยและความรัก มีอำนาจมากกว่า 

โลกเราไม่มีวันเกิดสงครามอีกเลย

ถ้าทุกคนมีความรักที่จริงใจต่อกัน

มีความหวังและให้อภัย

ในเมื่อเด็กหญิงในรูปภาพนั้นทำได้

ลองถามใจท่านดู ว่าทำได้หรือไม่?.