Get Adobe Flash player

ฝรั่งพูดถึงคำสอนในหลวง ร.9 โดย : ศ.แมนเฟรด คราเมส เรียบเรียงโดย : ศิริพงศ์ สำนักข่าวทีนิวส์

Font Size:

แม้วันนี้พ่อหลวงแห่งแผ่นดินรัชกาลที่ 9 จะไม่ได้อยู่กับเราแล้ว

..แต่สิ่งยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงให้ไว้แก่คนไทยและแผ่นดินไทย คือ คำสอนและแบบอย่างการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง

ทรงทุ่มเทพระวรกายดั่งบรมครูผู้ยิ่งใหญ่ ทั้งในการประพฤติตนเป็นแบบอย่างอยู่เสมอ ไหนจะหลักคิดทฤษฎีต่างๆ ที่ทรงคิดค้นไว้มากมายเพื่อพสกนิกรไทยของพระองค์

ที่น่าทึ่งและภูมิใจยิ่ง คือ นอกจากคนไทยแล้ว ยังมีชาวต่างชาติที่มีหัวใจยิ่งกว่าคนไทยรายหนึ่งคือ ศาสตราจารย์ แมนเฟรด คราเมส ชาวเยอรมัน ที่สนใจปรัชญาตะวันออกและศาสนาพุทธตั้งแต่อายุ 15 ปี ลงปักหลักรากฐานชีวิตตนไว้ในเมืองไทย เพราะประทับใจในพระมหากษัตริย์ของคนไทยพระองค์นี้

เขาได้รับหลักคิดและวิถีปฏิบัติของตนจากพระองค์มาเป็นแนวทางในการใช้ชีวิต

และต้องการสื่อสารกับคนไทยในแง่มุมที่ต่างออกไป ในเบื้องต้น เขาถึงกับเอ่ย ว่า เสียดายที่คนไทยหลายคนยังไม่เข้าใจ “ในหลวง” ดีพอ ทั้งๆ ที่หลายคนบอกว่า รักและเทิดทูนพระองค์

แมนเฟรด กล่าวไว้ในงานเขียนของเขาที่ต้องการสื่อสารกับคนไทยในหนังสือ เรียนรู้จากพระเจ้าแผ่นดิน บางส่วนว่า

“ผมรู้สึกเศร้าใจ เมื่อมีคนตั้งคำถามกับผม ว่า รู้สึกอย่างไรเวลาที่ได้ยินคนไทยพูดว่าเรารักในหลวง อันหมายถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

..ที่ผมให้คำตอบเช่นนี้เพราะอะไรน่ะหรือ

ลองคิดดูสิว่า ถ้าหากคุณมีลูกที่ไม่เคยเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่านเลย ไม่เคยเดินตามแนวทางที่ท่านวางไว้ ไม่เคยต้องการที่จะเรียนรู้จากท่าน

สิ่งที่พวกเขาทำนั้น เพียงแค่ก่อปัญหาแล้ว ก็เรียกร้องให้ท่านยื่นมือเข้าไปช่วยเหลืออยู่เสมอ

ในขณะเดียวกัน ก็พร่ำพูดว่า ลูกรักพ่อ

ถ้าท่านเป็นพ่อ ท่านจะรู้สึกอย่างไร

..ผมจึงคิดว่าการดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริและน้อมนำคำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้จึงมีความสำคัญมาก

การสรรเสริญและการแสดงความขอบคุณเป็นคนละเรื่องกัน

..ผมยังแปลกใจว่า ในเมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระวิริยอุตสาหะ ในการเป็นแบบอย่างที่ดีงาม

ผมไม่ทราบว่า คนส่วนใหญ่เข้าใจ และรับข้อมูลข่าวสารในสิ่งที่พระองค์ทรงสื่อสารให้ผู้คนได้รับทราบอย่างแท้จริงมากน้อยเพียงใด

..และจะมีสักกี่คน ..ที่สามารถรวบรวมปัญญาและแนวทางที่พระองค์ทรงพระราชทานให้เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตจริง..”

ศ.แมนเฟรด คราเมส เขียนอีกด้วยว่า

“ผมเชื่ออย่างมั่นใจว่า หากพระองค์มิได้ทรงเป็น “พระมหากษัตริย์” ในช่วงพระชนมชีพนี้ พระองค์จะต้องทรงเป็น “บรมครู” ที่มีชื่อเสียงอย่างแน่นอน...

ผมคิดว่า เป็นการไม่รับผิดชอบที่จะนั่งๆ นอนๆ ในชีวิตอย่างสบาย และให้คนคนเดียวทำงานอย่างหนักเพื่อดูแลและแก้ปัญหาของชาติ ท่าทีเช่นนี้เป็นสิ่งที่แสดงถึงความไม่เคารพต่อพระองค์

..และอาจแย่ยิ่งกว่าการพูดถึงพระองค์ในทางไม่ดีในที่สาธารณะ ประเทศหลายแห่งในโลก จะดีใจมากที่มีพระมหากษัตริย์เช่นนี้

แต่คุณเองเป็นคนไทย มีพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ แต่ไม่ได้นำประโยชน์จากพระองค์มาใช้ในชีวิต

ผมคิดว่าน่าละอาย หากประเทศหลายแห่งในโลกจะชี้มายังประเทศไทย และเอ่ยได้ว่า

ดูสิ พวกเขามีครูผู้ยิ่งใหญ่ แต่ได้เรียนรู้จากพระองค์น้อยมาก

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นเพียงบุคคลคนเดียวที่พยายามจะพัฒนาประเทศชาติ ในขณะที่คนอื่นๆ ในชาติได้แต่เฝ้ารอให้สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นโดยมิได้ดำเนินตามรอยพระบาทของพระองค์”

ศ.แมนเฟรด คราเมส ได้เขียนด้วยว่า

“ผมคิดว่า คำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นเป็นสากล เฉกเช่นเดียวกับคำสอนของพระพุทธเจ้า

คนทั่วโลกจึงสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากพระองค์ไปปรับใช้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับการศึกษามาจากต่างประเทศ (สวิตเซอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกา) พระองค์ทรงตระหนักว่า การศึกษาแบบตะวันตกนั้นเป็นสิ่งสำคัญก็จริง แต่ทว่าไม่ใช่ทุกอย่าง

พระองค์ทรงสามารถถ่ายทอดความรู้แก่ชาวตะวันตก รวมถึงคนไทยให้เห็นถึงผลทั้งหลายทั้งปวงจากการศึกษาอันชาญฉลาด

แต่ความรู้ทั้งหมดทั้งมวลในโลกนี้ ย่อมไม่มีประโยชน์อันใดเลย ถ้าปราศจากการเชื่อมโยงถึงความรู้สึกลึกซึ้งในจิตใจ

“แนวทางการทำงานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงงานอย่างหนัก และตรากตรำพระวรกายนั้น มิใช่เพื่อให้ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นกษัตริย์ที่ประเสริฐ

แต่พระองค์ทรงกระทำ เพื่อเป็นตัวอย่าง ฉันเป็นผู้นำทางและเป็นครูของเรา”

ขอบคุณข้อมูล : ศาสตราจารย์แมนเฟรด คราเมส และ สนพ.กรีนปัญญาญาณ

ขอบคุณผู้เรียบเรียง : ศิริพงศ์ สำนักข่าวทีนิวส์

ที่มา : http://www.jobkhao.com/contents/y/20190/