Get Adobe Flash player

ผู้หญิงกับปืน โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

หลังจากที่ “โดนัล ทรัมป์” ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรื่องของการครอบครองอาวุธปืน ก็ถูกหยิบยกมาพูดถึงอีกครั้ง

ขึ้นชื่อว่าปืน ไม่ว่าปืนใหญ่หรือปืนเล็ก ก็คืออาวุธร้ายแรงทั้งสิ้น สมัยก่อนผลิตขึ้นเพื่อแสวงหาอาณานิคม ล่าเมืองขึ้น ชิงความเป็นใหญ่ ตลอดจนปกป้องประเทศ มาถึงปัจจุบันปืนถูกพัฒนาให้เล็กลง มีไว้สำหรับป้องกันตัว แต่ละประเทศออกกฎหมายควบคุม มิให้ตกอยู่ในมือคนร้ายนำมาเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ทำความเดือดร้อนให้สังคมหรือก่อคดีต่างๆ...

ปืนเป็นอาวุธอันตรายซึ่งมีทั้งคุณและโทษ ให้มีไว้ในบ้านเพื่อป้องกันทรัพย์สิน แต่พอมีเรื่องราวบันดาลโทสะก็เอามาเข่นฆ่ากันเอง หรือทำให้เกิดอุบัติเหตุปืนลั่นก็ได้เช่นกัน

คนเราควรมีปืนครอบครองหรือไม่ เป็นปัญหาที่ถกเถียงกันโดยไม่มีผลสรุปอย่างชัดเจน ดังเช่นความเห็นของผู้หญิงที่ประสบปัญหาด้วยตัวเอง ทำให้มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันทั้งสองทาง...

...ณ วันหนึ่งเมื่อปี 1991 เป็นเวลากลางวันที่มีอากาศและท้องฟ้าแจ่มใส ซูซานน่า กราเทีย ฮัพพ์อายุ 38 ปี ชวนพ่อแม่ออกจากบ้านไปกินอาหารกลางวันที่ร้านอาหารลูบีส์ เมืองคิลเลน รัฐเท็กซัส ขณะที่กินอิ่มกันแล้ว ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เมื่อมีชายคนหนึ่งขับรถทรัคพุ่งเข้าชนหน้าต่างร้านจนทะลุเข้าไปในร้าน ตอนแรกเธอคิดว่าเป็นอุบัติเหตุ รีบลุกขึ้นหวังจะเข้าไปช่วยผู้ที่ถูกรถชน

แต่แล้วก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น พร้อมกับเสียงคนร้ายตะโกนว่า...ให้ทุกคนเอากระเป๋าสตางค์วางไว้บนโต๊ะ...ถึงได้รู้ว่านั่นคือการปล้น พ่อกับซูซานน่ารีบนอนลงไปกับพื้นโดยใช้โต๊ะอาหารเป็นที่กำบัง ส่วนแม่นอนหมอบอยู่ข้างหลัง ขณะที่คนร้ายก้าวเดินไปรอบๆ พร้อมทั้งลั่นกระสุนปืนใส่ผู้บริสุทธิ์อย่างเมามัน

ช่วงหนึ่งคนร้ายอยู่ห่างจากซูซานน่าออกไป 15 ฟุตเห็นจะได้ อยู่ในจุดที่เหมาะมากหากเธอจะใช้ปืนยิงสวนออกไป  เมื่อคิดเช่นนั้นเธอรีบหยิบกระเป๋าถือเพื่อหยิบปืนออกมาแล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าทิ้งไว้ในรถ เหตุที่ต้องไว้ในรถเพราะรัฐเท็กซัสในขณะนั้น ถือว่าผิดกฎหมายถ้าพกปืนเข้าไปในที่สาธารณะถ้าใครมีต้องเก็บไว้อย่างมิดชิด เธอจึงต้องปล่อยให้คนร้ายกราดยิงผู้ที่ไร้ทางสู้เปรียบเสมือนหยิบปลาที่อยู่ในข้องไม่มีผิด

พ่อบอกว่าจะต้องทำอะไรสักอย่าง ดูท่าแล้วคนร้ายจะยิงคนตายหมดร้านแน่ๆ แล้วพ่อก็ลุกขึ้นยืนซูซานน่าพยายามรั้งตัวพ่อเอาไว้แต่ไม่อยู่ พ่อพุ่งตัวออกไปหา คนร้ายหันมายิงโดนเข้าที่หน้าอก พ่อล้มลงต่อหน้าลูกเมีย ตอนนั้นยังไม่เสียชีวิตทันที แต่เธอเห็นอาการแล้วก็บอกได้ทันทีเลยว่าพ่อไม่รอดเสียแล้ว

ได้ยินเสียงคนทุบหน้าต่างเพื่อกระโดดหนี ซูซานน่าถือโอกาสนี้กระตุกแขนแม่ให้วิ่งตาม ตอนนั้นวิ่งออกไปเหมือนติดปีก กระโดดแผล็วออกไปได้ หันกลับมามองปรากฏว่าแม่ไม่ยอมวิ่งตามออกไปด้วย

ตำรวจเล่าให้ฟังภายหลังว่า แม่คลานออกจากที่ซ่อนเข้าไปประคองศีรษะของพ่อเอาไว้ คนร้ายเดินตรงเข้าไปหา แล้วเอาปืนจ่อที่ศีรษะแม่ ก่อนที่คนร้ายจะลั่นไก แม่เงยหน้าขึ้นมองแล้วก้มหน้าลงอย่างพร้อมที่จะตายตามพ่อ ทั้งพ่อและแม่เพิ่งจะเลี้ยงฉลองครบรอบแต่งงาน 47 ปี ได้ไม่นาน ซึ่งแม่ไม่มีวันทิ้งพ่อแล้วหนีเอาตัวรอดเด็ดขาด

ในที่สุดคนร้ายใช้ปืนฆ่าตัวตายเพื่อหนีความผิดหลังจากฆ่าคน 23 ศพ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคิดว่าจะได้เห็นในอเมริกา นอกเสียจากที่สมรภูมิเวียดนามเท่านั้น

ความโศกเศร้าของซูซานน่าที่ต้องสูญเสียพ่อแม่ไปพร้อมกัน กลายเป็นความโกรธที่เธอไม่น่าโง่ที่เคารพกฎหมาย ถ้าเสี่ยงชีวิตแล้วต้องติดคุกแลกกับบุคคลอันเป็นที่รักได้มีชีวิตอยู่ เธอคิดว่ามันคุ้มกับความเสียใจที่ได้รับจนทุกวันนี้

จนกระทั่งปี 1995 รัฐเท็กซัสออกกฎหมายอนุญาตให้ชาวอเมริกัน ผู้ซึ่งไม่มีประวัติอาชญากรรม ไม่มีสภาพจิตที่บกพร่อง และผู้ที่ผ่านการฝึกฝนในด้านนี้เป็นอย่างดี พกปืนได้ ซึ่งในอีก 30 รัฐก็มีกฎหมายนี้เช่นกัน...

...อีกเหตุการณ์หนึ่ง ที่เมืองบัลติมอร์ รัฐแมรี่แลนด์ นางแซลลี่ เวลซ์ อายุ 51 ปี ได้ต่อต้านการมีปืนไว้ในครอบครอง เพราะลูกชาย เจสัน อายุ 15 ปีในขณะนั้น เสียชีวิตจากกระสุนปืนที่บ้านญาติ

ลูกชายกับหลานชายใกล้ชิดสนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็กๆ เรียนที่โรงเรียนซึ่งนักเรียนส่วนหนึ่งมีปัญหายาเสพย์ติด จนกระทั่งเมื่อเดือนตุลคม 1988 เจสันได้ยินญาติพูดว่าจะเอาปืนพ่อไปโรงเรียน เพื่อขู่พวกที่คอยกลั่นแกล้งและมีเรื่องชกต่อยกัน เจสันไม่เห็นด้วยไม่อยากให้ญาติมีเรื่องเดือดร้อน

คืนนั้นเจสันไปหาญาติที่บ้าน ซึ่งหยิบเอาปืน 357 แม็กนั่มของพ่อที่มีไว้ป้องกันทรัพย์สินมาถือเล่น เจสันพยายามอธิบายให้ญาติฟังถึงผลร้าย ว่าจะโดนไล่ออกจากโรงเรียนและปัญหาต่างๆ จะตามมา แทนที่ญาติจะเชื่อและเข้าใจ เดินกลับเข้าไปในห้องเพื่อหยิบลูกปืนที่เพื่อนให้มาจากโรงเรียน 2 นัด วิ่งไล่เจสันแล้วยิงเหมือนกับการเล่นรัสเชี่ยน รูเล็ท ผลที่สุดเจสันถูกปืนล้มลง พยายามลุกขึ้นแต่ก็ล้มลงไปอีกแล้วหมดสติ

เมื่อนำตัวส่งโรงพยาบาล คณะแพทย์ทำการผ่าตัดช่วยชีวิตอย่างเร่งด่วน ทุกชั่วโมงหมอออกมาบอกแซลลี่ว่า อาการไม่ดีเลย เลือดไหลไม่หยุด ในที่สุดแห่งการรอคอยหลังผ่านไป 5 ชั่วโมง ก็ได้รับคำตอบว่า หมอช่วยไม่ได้เสียแล้วเพราะลูกปืนชนิดนั้นคือหัวระเบิด เม็ดเล็กนิดเดียวขนาดเหรียญ 10 เซ็นต์ แต่เมื่อยิงเข้าไปในตัว เส้นทางที่ลูกปืนผ่านจะทำลายอวัยวะทั้งหมด

พอรับฟังข่าว ร่างกายของแซลลี่ชาไปทั้งตัว ตั้งสติแทบไม่อยู่ คำอ้อนวอนสวดมนต์ภาวนาขอให้ลูกชายปลอดภัยไม่สำเร็จ แต่แล้วก็พยายามรวบรวมจิตใจให้เข้มแข็งขึ้น เมื่อเห็นลูกสาวร้องไห้โฮวิ่งออกไปจากโรงพยาบาล ต้องรีบตามไปปลอบโยนลูกสาวทั้งๆ ที่แม่ใจแทบขาด

เจสันนอนบนเตียงมีม่านกั้นมิดชิด ถูกห้ามไม่ให้แตะต้องศพเพราะเป็นคดีฆาตกรรม แต่จะห้ามแม่ไม่ให้จูบลูกอีกครั้งได้อย่างไร ในเมื่อเป็นการสูญเสียอย่างกระทันหันโดยไม่มีโอกาสได้ร่ำลา และจะไม่ได้เห็นหน้าลูกชายอีกแล้ว...

คณะลูกขุนพิจารณาคดีนี้ว่าเป็นอุบัติเหตุ ทั้งที่ผลการชันสูตรและใบมรณบัตรบ่งว่าเป็นการฆาตกรรม คดีปิดลงเพราะหลานชายเป็นผู้เยาว์ ตอนแรกแซลลี่ไม่รู้รายละเอียดที่เกิดขึ้น จนกระทั่งงานฝังศพลูกชาย หลานชายเข้าไปหาแล้วสารภาพเรื่องราวทั้งหมด

แซลลี่ไม่สนใจในเรื่องที่ว่าใครมีปืน แต่สนใจที่ว่าปืนอยู่ในบ้านแล้วเจ้าของไม่ระมัดระวัง สะเพร่า เธอไม่ชอบคนที่วางปืนที่มีลูกไว้อย่างโจ่งแจ้ง อ้างว่า ถ้ามีคนร้ายเข้ามาจะได้ยิงทันที นั่นคือเหตุผลของน้องเขย แทนที่จะได้ป้องกันทรัพย์สิน กลายเป็นว่าปืนนั้นมาใช้ยิงลูกของเธอเอง อย่างไรก็ตามแซลลี่ไม่อยากให้คนใดคนหนึ่งต้องจบชีวิตลงเหมือนกับเจสัน

...ความเห็นของผู้หญิงทั้งสองคนหรืออีกหลายๆ คนที่ได้ยกมาเป็นตัวอย่าง มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับกฎหมายที่ให้มีปืนไว้ในครอบครอง สำหรับพลเมืองดีเพื่อป้องกันชีวิตและทรัพย์สิน... แต่ถ้าตกอยูในมือของคนร้ายซึ่งตอนแรกอาจเป็นคนดีแล้วผลที่เกิดขึ้น คือปัญหาที่ต้องมาแก้ไขและถกเถียงกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ประเทศเล็กๆ อย่างมาเลเซียแก้ปัญหานี้ โดยใช้กฎหมายเด็ดขาด ถ้าใครมีปืนไว้ในครอบครอง หรือพกปืนต้องถูกประหารชีวิตสถานเดียว ปืนจะอยู่ในมือผู้รักษากฎหมายเท่านั้น เป็นการดีมากถ้าทำได้ แต่มิใช่เป็นตัวอย่างสำหรับทุกประเทศในโลก.