Get Adobe Flash player

ฆาตกรรมทารกในเกาหลีเหนือ โดย วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

ประเทศเกาหลี แบ่งออกเป็นสองส่วนคือ เกาหลีใต้กับเกาหลีเหนือ เกาหลีเหนือปกครองด้วยลัทธิคอมมิวนิสต์ คนที่เดือดร้อนที่สุดคือประชาชน ต้องพลัดพรากจากครอบครัวที่พยายามหนีร้อนไปพึ่งเย็น หรือหนีจากเย็นไปหาร้อน กว่าจะถึงเวลาที่รัฐบาลทั้งสองออมชอมกัน ให้มีวันพบญาติ ก็เมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 50 ปี...

ประชาชนจำนวนมากพยายามหนีออกจากเกาหลีเหนือไปซ่อนตัวที่ประเทศจีน พอถูกจับได้ก็ถูกเนรเทศกลับไปจำคุกยังเกาหลีเหนือ ผู้หญิงหลายคนมีลูกติดท้องจากสามีชาวจีน ทำให้ทารกที่เพิ่งมีโอกาสลืมตาดูโลกถูกฆาตกรรมอย่างทารุณ ด้วยเหตุผลที่มีพ่อเป็นชาวต่างชาติ

นางลี ยัง ซุก ขณะที่มีอายุ 65 ปี ได้รับประสบการณ์ที่เหมือนฝันร้ายขณะที่ยังตื่น ถึงวิธีฆ่าทารกอย่างเลือดเย็นของผู้คุม ในฐานะที่นางเป็นพยานรู้เห็นด้วยตาของตัวเอง ได้ออกมาบรรยายให้โลกรู้ถึงนโยบายที่ทำลายสิทธิมนุษยชนอย่างโหดเหี้ยมไร้ซึ่งความปรานีของเกาหลีเหนือ...

นางเล่าว่า เมื่อปี 1997 นางหนีจากลัทธิคอมมิวนิสต์ไปยังประเทศจีน อยู่ที่นั่นได้ 3 ปี ก็ถูกจับและถูกส่งตัวกลับไปรับโทษ ถูกขังอยู่ในคุกที่เมืองเซาท์ วินยูจู เบกโต ไม่มีอาหารอื่นใดนอกจากข้าวโพดต้มเพียงอย่างเดียว

เนื่องจากนางมีความรู้ด้านการรักษาพยาบาล จึงได้ทำงานที่ห้องคลอดของโรงพยาบาลในคุก ส่วนคนอื่นๆ ไปทำนา หน้าที่ของนางจึงดูเหมือนสบายที่สุด

ลักษณะของห้องคลอดเป็นกำแพงซิเมนต์ทึบทั้งสี่ด้าน มีไฟกลางห้องดวงเดียว มีม่านกั้นตรงเตียงทำคลอด น้ำยาฆ่าเชื้อโรคส่งกลิ่นคละคลุ้งจนกลบกลิ่นอื่นๆ จนหมด มีหมอกับพยาบาลอย่างละหนึ่งคน แต่เขาทั้งสองไม่ยอมแตะต้องตัวนักโทษ เพราะเกรงว่าจะติดโรคร้ายจากประเทศอื่น นอกจากเกิดเหตุสุดวิสัยจริงๆ ดังนั้น นางลีจึงเป็นคนทำคลอดเองทั้งหมดโดยไม่ให้สวมถุงมือ

นางทำคลอดให้กับหญิงคนแรก ชื่อ ลิม คงแฮ อายุ 28 ปี รูปร่างผอมบาง แต่งานกับชายชาวจีน...หมอผู้หญิงฉีดยาเร่งให้คลอด นางลีดึงตัวออกมา เป็นทารกชายร่างกายสมบูรณ์ ตัวใหญ่มาก เพราะขณะที่นางลิมอยู่ที่เมืองจีน กินแต่อาหารที่มีประโยชน์ ที่เกาหลีเหนือเด็กทารกจะผอมแห้งแรงน้อย เนื้อหนังย่นยู่ยี่...นางลีตัดสายสะดือด้วยกรรไกร ปิดด้วยพลาสเตอร์ แล้วอุ้มออกมาข้างนอกม่านอย่างทะนุถนอมเพื่อจะทำความสะอาด เด็กทารกหน้าตาน่ารัก ผมดกดำ ตาสองชั้นสีดำ

นางลีหยิบผ้าห่มขึ้นมาคลี่เพื่อจะคลุมตัวให้ ทันใดนั้นผู้คุมชื่อนายปาร์ค เดินเข้ามาส่งเสียงดังลั่น

“เฮ้ย...นั่นแกจะบ้าหรือเปล่า จะทำอะไรน่ะ? โยนเด็กลงปในกล่องเดี๋ยวนี้ ได้ยินไหม?”

นางลีไม่รู้ว่ากล่องอะไร งุนงงไปหมด นายปาร์คตรงเข้ามาหิ้วขาเด็กข้างเดียว แขนสองข้างห้อยร่องแร่ง เสียงทารกร้องครวญคราง เขาโยนปุลงไปในกล่องที่วางอยู่บนพื้นห้อง แล้วหันมาหยิบเข็มขัดหนังฟาดไปที่แขนของนางลีเต็มแรง ยังมีรอยแผลเป็นจนถึงทุกวันนี้

หัวหน้าแพทย์ อายุ 40 ต้นๆ หน้าตาหล่อเหลา อธิบายให้นางลีฟังว่า “เกาหลีเหนือขาดแคลนอาหาร ทำไมเราต้องเลี้ยงเด็กที่มีพ่อต่างชาติ...นับตั้งแต่จีนเปิดประเทศ ก็มีเด็กเชื้อสายอเมริกันเกิดขึ้นมากมาย ไว้เราค่อยรอเลี้ยงเด็กลูกครึ่งอเมริกันก็แล้วกัน”

กล่องที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้องไว้สำหรับใส่ทารก ขนาดเท่ากับเปลใหญ่ เมื่อใส่จนเต็มก็นำไปบนภูเขาแล้วฝังรวมกัน

ถึงแม้ว่านางลิมซึ่งเป็นแม่เด็ก ได้ยินเสียงสั่งให้โยนลูกชายลงในกล่อง ก็พูดอะไรไม่ออก ผู้หญิงไม่มีสิทธิคร่ำครวญไม่ว่าจะเจ็บปวดแสนสาหัสอย่างไรตาม ถ้าหากนางลิมร้องออกมาก็จะถูกทุบตีจนตาย คงจะมีก็แต่น้ำตาที่ตกในเท่านั้น และห้ามไม่ให้แตะต้องตัวลูก ผู้คุมสั่งผู้หญิงที่คลอดลูกเสร็จเรียบร้อย ให้เดินออกไปจากห้องทันที วันรุ่งขึ้นต้องออกไปทำนา ถึงแม้บางคนตกเลือดอย่างหนักก็ตาม...

...พอผู้คุมคล้อยหลัง นางลีเดินไปที่กล่องช้อนลูกของนางลิมขึ้นมาอุ้มด้วยความสงสาร ยกตัวขึ้นแนบแก้ม ทารกเอนศีรษะเข้าหาด้วยสัญชาตญาณเมื่อหิว นางอยากปลอบโยนและอยากทำอะไรสักอย่างที่จะช่วยเด็กทารกคนนี้ แต่ไม่เห็นหนทาง สิ้นหวังจริงๆ

ผู้หญิงที่นางลีทำคลอดคนต่อมาชื่อ นางคิม ได้ลูกชายเหมือนกัน ตอนที่นางอุ้มขึ้นมากอด ทารกพยายามดูนิ้วของนาง ทำให้นางลีรำพึงอย่างรันทดว่า...ทำไมถึงได้มีกรรมอย่างนี้...

ผู้คุมเดินเข้ามาตะคอกให้โยนเด็กลงกล่อง พอนางลีหันหลังกลับมาก็ถูกชกเข้าที่ปากจนฟันหน้าหลุดกระเด็น

เด็กคนที่สาม คลอดก่อนกำหนด เจ็ดเดือนแต่ความยาวเท่าฝักข้าวโพด รายแล้วรายเล่า ที่นางมีหน้าที่หยิบไปใส่กล่องรวมกัน

อีกสี่วันต่อมา ทารกส่วนใหญ่ตายหมด ยกเว้นลูกของคิมกับลิมที่ยังมีชีวิต ทารกทั้งสองขยับศีรษะจากซ้ายไปขวาช้าๆ ลืมตาแล้วก็หลับตาอย่างอ่อนแรง ส่งเสียงร้องเหมือนกบ ผิวค่อนข้างเหลือง ส่วนปากกลายเป็นสีน้ำเงินอ่อน

หัวหน้าแพทย์เดินเข้ามาใช้คีมยาวสำหรับผ่าตัด เคาะที่หัวทารกแล้วบ่นว่า...ว้า..จนป่านนี้ไอ้เด็กหัวแข็งสองคนยังไม่ตายอีก”ว่าแล้วเขาก็ใช้คีมแทงไปที่กลางกระหม่อมของเด็กทารกทั้งสอง นางลีได้ยินเสียงร้องจ๊ากเป็นครั้งสุดท้าย

นางลีกรีดร้อง “ยูเป็นคนหรือเปล่า นี่มันฆาตกรรมชัดๆ “

นางมีความรู้สึกจะเป็นลม ในเวลาเดียวกับที่หมอตรงเข้ามาเตะเข้าที่ขาพับ จนนางล้มลงหมดสติทันที

หลังจากวันนั้น นางเกิดอาการปวดหัวอย่างหนัก หัวใจเต้นถี่มาก เจ้าหน้าที่จึงห้ามไม่ให้ไปที่โรงพยาบาลอีก นางลีถูกส่งกลับเข้าคุกเหมือนเดิม เวลาผ่านไปอีก 2-3 วัน นางติดสินบนสัสดี ด้วยแหวนทองและผ้าตัดเสื้อ จึงได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสระ 

จากนั้นไม่นานนางลีได้ข่าวว่า นางคิมและนางลิมได้ไปอยู่ประเทศจีนกับสามี...

ในฐานะของคนเป็นแม่มีความรู้สึกเศร้าใจที่ทารกต้องรับกรรมเพราะมีแม่เกิดผิดประเทศ ถึงตอนนี้นางลีก็ยังฝันร้ายไม่หยุดหย่อนถึงตอนที่พยายามห้ามไม่ให้หมอใช้คีมฆ่าเด็ก แต่ตัวเองจะถูกฆ่าแทน และสิ่งเดียวที่ทำได้คือ ส่งเสียงร้องให้ดังที่สุดเพื่อกลบความหวาดกลัว

สิ่งที่จะช่วยหยุดยั้งความโหดเหี้ยมนี้ได้ คือ ประท้วงสถานทูตจีนที่กรุงวอชิงตัน ขอให้รับชาวเกาหลีเหนือไว้ในค่ายกักกันฐานะนักโทษการเมือง ดีกว่าเนรเทศให้กลับประเทศและบางคนต้องตายในคุกอย่างทุกข์ทรมาน.