Get Adobe Flash player

อาถรรพ์เทือกเขาแอนเดส (1) โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

เมื่อวันอังคาร 29 พฤศจิกายน 2559 สายการบินลาเมีย นำผู้โดยสารและลูกเรือ 77 คนจากเมืองซานตาครูส ประเทศโบลิเวีย มุ่งหน้าไปยังเมืองเมเดลลิน ประเทศโคลอมเบีย เกิดปัญหาน้ำมันหมด พุ่งเข้าชนเทือกเขาแอนเดสก่อนจะตก มีผู้รอดชีวิต 6คนเสียชีวิต 71คนในจำนวนนั้นเป็นนักฟุตบอล 19 คน ของสโมสรชาเปโคเอนเซ รีอัล แห่งบราซิล เพื่อลงแข่งกับทีมแอตเลติโก นาซิอองนาล ที่โคลอมเบีย ในวันพุธที่ 30 พ.ย.

เทือกเขาแอนเดสเป็นเทือกเขายาวที่สุดในโลก ทอดเหยียดยาวไปทางตะวันตกของอเมริกาตอนใต้ ระยะทาง 9,000 กิโลเมตร เริ่มจากประเทศเวเนซูเอลา ผ่านประเทศอีคัวดอร์ เปรู โคลอมเบีย โบลิเวีย อาร์เยนติน่า จนถึงประเทศชิลี...

จากข่าวนี้ ทำให้ย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อปี 1972 มีเครื่องบินตกในหุบเขาลึกของเทือกเขาแอนเดส คาดว่าผู้โดยสารและลูกเรือเสียชีวิตหมด จนกระทั่งผ่านไป 72 วัน ผู้รอดตาย 2 คน ได้พยายามดั้นด้นปีนขึ้นลงบนยอดเขาหลายลูกท่ามกลางอากาศที่เย็นยะเยือก เพื่อขอความช่วยเหลือ ให้ได้กลับมาพบหน้าทุกคนในครอบครัวให้จงได้...

ผู้รอดชีวิตทุกคนจากช่วงเวลาแห่งความทุกข์ทรมานแสนสาหัส ทำให้เกิดภาพหลอนและขวัญผวากลายเป็นฝันร้ายที่ต้องใช้เวลาเยียวยา เรื่องราวปากต่อปากถูกนำไปสร้างภาพยนตร์ ใช้ชื่อไทยว่า “คนกินเนื้อคน” หลังเหตุการณ์ผ่านไป 34 ปี เมื่อปี 2006 ความจริงทั้งหมดได้ปรากฏจากคำบรรยายอย่างละเอียดของนานโด พาร์ราโดนักรักบี้ ผู้ทำหน้าที่มันสมองให้กับเพื่อนๆ ในช่วงเวลานั้น...

นานโดเล่าว่า...ก่อนจะขึ้นเครื่องมีคนทักว่า ไม่ควรเดินทางวันที่เลขไม่เป็นมงคลคือศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 1972 แต่คนหนุ่มอย่างพวกผมถือว่าเป็นเรื่องไร้สาระ พวกเราเป็นนักรักบี้ครองแชมป์ของประเทศ บินจากเมืองมอนเตวิดีโอ ประเทศอุรุกวัย ไปยังเมืองซานติเอโก ประเทศชิลี เพื่อลงแข่งขันชิงชนะเลิศ มีผู้โดยสาร 45 คน รวมพนักงานบนเครื่อง 5 คน ส่วนใหญ่คือเพื่อนร่วมทีมรักบี้กับครอบครัว สำหรับผมมีแม่และน้องสาวเดินทางไปเที่ยวด้วย       

พวกเราอยู่บนเครื่องบินสองเครื่องยนต์ “ลิตเติล แฟร์ไชด์”ใช้ความเร็วพอประมาณ บินในความสูงระดับ 22,500 ฟุต กัปตันบินไปได้ 200 ไมล์ ในเส้นทางการบินเล็กๆ ผ่านไปตามแนวของเทือกเขาแอนเดส มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นธารน้ำแข็งแคบๆ ลาดเป็นทางยาวไปตามไหล่เขา แม้จะเป็นเวลาที่ฤดูหนาวกำลังจะหลีกทางให้กับฤดูใบไม้ผลิ แต่อุณหภูมิแถวเทือกเขาแอนเดส ลดลงจาก 35 สู่ 0 องศาฟาเรนไฮท์

ช่วงนั้นผมคิดถึงพ่อ ขับรถมาส่งเรา 3 คนที่สนามบิน พ่อบอกว่า...เที่ยวให้สนุกนะ แล้ววันจันทร์พ่อจะมารับ...พ่อจูบแม่และน้องสาวแล้วเดินเข้ามากอดผม พ่อเป็นคนขยันทำงาน ธุรกิจเจริญขึ้นเป็นลำดับ ต้องขอบคุณพ่อที่ทำให้ลูกภูมิใจ

...สักพัก พันชิโต สะกิดให้ผมดูเครื่องบินที่ร่อนเฉียดยอดเขาอย่างน่าใจหาย พอพูดจบเครื่องเกิดอาการกระตุกวูบๆ วาบๆ แอร์โฮสเตสเตือนให้ผู้โดยสารคาดเข็มขัด เครื่องบินบินเข้าไปในกลุ่มเมฆหนาทึบ พอเมฆจางก็เห็นผนังภูเขาเป็นกำแพงใหญ่มหึมาปกคลุมด้วยหิมะ เครื่องแกว่งไปมาอย่างรุนแรง ผมเห็นใบพัดโยกแล้วเอียงวูบลงไปมากกว่า 2 ฟุต เสียงเครื่องยนต์คำรามดังลั่นเมื่อกัปตันพยายามนำเครื่องให้ทะยานสูงขึ้น ตอนกลางของเครื่องสั่นเป็นเจ้าเข้า

แม่กับน้องสาวนั่งอยู่ข้างหน้า เหลียวมามองผม เราสบตากัน คราวนี้แรงกระเทือนเขย่าเครื่องบินอย่างรุนแรง พวกโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ผมเห็นท้องฟ้าอยู่เหนือหัว เมฆหมอกม้วนตัวเข้ามาตามทางเดิน อากาศที่เย็นยะเยือกกระทบใบหน้า มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน ไม่มีเวลาหวาดกลัวหรือแม้แต่จะสวดมนต์ ราวกับตกเข้าไปอยู่ในโพรงดำมืดผมถูกเหวี่ยงจากเก้าอี้ไปกระแทกที่ด้านหน้าของตัวเครื่องแล้วความรู้สึกก็ดับวูบในความเงียบสงัด

ผมนอนหมดสติอยู่ตรงนั้น ใบหน้าฟกช้ำดำเขียวเต็มไปด้วยเลือด ศีรษะบวมโตเท่าลูกฟุตบอล รู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อเพื่อนที่รอดตายเข้ามาจับชีพจรและประหลาดใจว่าใจผมยังเต้น ทั้งที่ดูจากสภาพร่างกายแล้วไม่น่ารอด

จากแรงกระแทก ทำให้กลางลำตัวของลิตเติล แฟร์ไชด์ ไปหมดฤทธิ์ห่างออกไป 12,000 ฟุต นิ่งสงบอยู่ท่ามกลางหิมะทั่วทั้งเทือกเขา ผู้โดยสารเสียชีวิตทันที 13 คน ทิ้งพวกเราไว้ 32 คน บางคนบาดเจ็บสาหัส อาร์ทูโร ขาหัก 2 ข้าง เอนรีคโดนท่อเหล็กยาว 6 นิ้วเสียบที่ท้อง บางคนศีรษะกระแทก คนที่ไม่บาดเจ็บช่วยกันลากคนที่ติดอยู่ในเครื่องออกมา

ผมสลบไสล 3 วัน จนกระทั่งเห็นแสงสีเทาอ่อน ทำให้ฟื้นขึ้นมาจากความมืด เหมือนนักประดาน้ำที่ค่อยๆ โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ กัสตาโว คุกเข่าอยู่ข้างๆ กดก้อนหิมะที่ริมฝีปากผม เวลากลืนหิมะ ความเย็นเผาลำคอวาบ แต่ความที่ร่างกายต้องการน้ำ ผมดึงมาทั้งก้อนแล้วร้องขอเพิ่มอีก...ได้ยินเสียงครวญครางเบาๆ บางเสียงร้องอย่างเจ็บปวดอยู่รอบตัว ผมเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้กัสตาโว ถามถึงแม่กับน้องสาวใบหน้าของกัสตาโวไม่แสดงความรู้สึกใดๆ บอกให้ผมพักผ่อนมากๆ 

ผมนอนหนาวสั่นอยู่ที่พื้นเครื่องบิน คอยเงี่ยหูฟังเสียงน้องสาวเผื่อจะได้ยินบ้าง พยายามยกศีรษะสอดส่ายสายตาหาแม่ ขยับตัวแต่ละครั้งเจ็บปวดแทบขาดใจ คาดว่ากระโหลกศีรษะน่าจะแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ลอยฟ่องอยู่ในสมอง ลูบหน้าผากดู คิดว่ากระดูกตรงคิ้วแตก เลือดแห้งกรัง ท้องก็ร้องด้วยความหิว

กัสตาโวกลับมาอีกครั้งพร้อมด้วยก้อนหิมะ ผมคว้าแขนเสื้อไว้...ช่วยบอกหน่อย แม่กับน้องผมอยู่ไหน...กัสตาโวจ้องตาผมและคงเห็นว่าผมพร้อมที่จะรับฟัง...คุณต้องเข้มแข็งนะ แม่คุณตายแล้ว ส่วนน้องสาวอาการหนักมาก นอนอยู่ที่ด้านหลังเครื่องบิน...ความเสียใจและตกใจแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย แต่ต้องทำใจให้มั่น บอกกับตัวเองว่า อย่าร้องไห้ น้ำตาทำให้สูญเสียเกลือ ร่างกายต้องการเกลือเพื่อช่วยให้ชีวิตรอด แล้วก็ประหลาดใจที่ตัวเองไม่ร้องไห้กับความสูญเสียที่สุดในชีวิต หนาวเย็นเป็นบ้า กระดูกแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ กัสตาโวบอกว่า...พันชิโต กับ กิโด ก็ตายแล้ว...

ก้อนสะอื้นติดอยู่ในลำคอ ผมอยากจะยอมแพ้กับความเศร้าโศก แต่เสียงเตือนตัวเองดังขึ้นอีกครั้ง เราต้องก้าวต่อไปข้างหน้า ต้องรอดชีวิตให้ได้ ผมรวบรวมกำลังค่อยๆ กลิ้งไปหาน้องสาว ใช้ข้อศอกพยุงตัวแต่ก็หมดแรงศีรษะตกฮวบมีคนยกตัวผมขึ้น เห็นน้องสาวนอนนิ่งอยู่ตรงนั้น เพื่อนๆ ช่วยพยุงไปนอนข้างๆ ผมโอบแขนกอดน้อง กระซิบว่า...พี่เองนะ...น้องสาวหันมามองด้วยสายตาที่ไร้จุดหมาย ผมกอดและนอนเคียงข้างน้องอยู่หลายชั่วโมงในเครื่องบินที่พังยับเยิน ช่วยตัวเองไม่ได้เลย...กระซิบบอกน้องว่า...อย่ากังวลนะ จะต้องมีคนมาช่วย พาเรากลับบ้าน...

นั่นคือความคิดช่วงแรกๆ ที่ทุกคนยังมีความหวังและเชื่อมั่นว่าหน่วยกู้ภัยต้องค้นหาพวกเราจนพบ ช่วงบ่ายอากาศเริ่มเย็นจัดเนื่องจากความมืดที่โรยตัวลง ความหนาวเหน็บเกาะกุมพวกเราอย่างแนบแน่น ทุกคนนอนงอตัวอย่างทรมาน ผมอดทนให้ผ่านยามค่ำคืนอย่างทรหด สูดลมหายใจที่เย็นเป็นน้ำแข็ง ดึงตัวน้องสาวเข้ามาใกล้ เพื่อว่าอาจช่วยให้เธออบอุ่นได้บ้าง

เวลาผ่านไป 8 วัน ใบหน้าน้องสาวเริ่มซีดเผือด ลมหายใจแผ่วลงทุกทีๆ แล้วก็หยุดเต้น ผมร้องเสียงหลง..อย่าทิ้งพี่ไปนะ...ในอกครวญครางด้วยเสียงสะอื้น แต่ต้องกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลออกมา ผมตั้งปฏิญาณถึงพ่อซึ่งรอคอยการกลับไปของผม ว่าผมจะต้องกลับบ้านให้ได้ ไม่มีวันที่จะนอนตายอยู่ที่นี่

ตอนนี้เหลือ 27 คน รอดจากน้ำดื่ม จากหิมะ ทำให้ตัวเองอบอุ่นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เรานอนใกล้ชิดจนหายใจรดกันเพื่ออาศัยความอบอุ่นของกันและกันผมเข้าใจว่ากระโหลกศีรษะที่แตกคงเชื่อมหากันแล้ว อาการดีขึ้นแม้จะไม่เหมือนเดิมนัก สภาพแวดล้อมของเทือกเขาทำให้ผมเกิดการเปลี่ยนแปลง หัวใจเยือกเย็นมากขึ้น ทำตัวง่ายขึ้น

มาร์เซลโล กัปตันทีมรักบี้ของเรา ให้ทุกคนเอาของกินที่เหลือน้อยมารวมกันไว้ แท่งช็อคโคแล็ต 2-3 อัน ถั่วลิสง ขนมปัง ผลไม้แห้ง แยมในขวดและเหล้าขวดเล็ก ถั่วลิสงเป็นอาหารมื้อสุดท้ายที่ได้รับแจก ต้องเก็บไว้กินให้นานที่สุด ผมก้มลงมองช็อคโคแล็ตเคลือบถั่วในฝ่ามือ ค่อยๆ เลียช็อคโคแล็ตออกจากถั่วอย่างช้าๆ แล้วเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกง รุ่งขึ้นแบ่งครึ่งถั่วหนึ่งเม็ด เก็บครึ่งหนึ่งไว้ในกระเป๋า อีกครึ่งใส่ปากค่อยๆ เล็มเบาๆ อีกวันก็เล็มครึ่งที่เหลือ ในที่สุดก็ไม่มีอะไรเหลืออีกเลย

ระดับความสูง 12,000 ฟุต ร่างกายต้องการแคลอรี่มหาศาล นักปีนเขาจะต้องกินอาหาร 10,000 แคลอรี่ต่อวัน เพื่อพยุงน้ำหนักให้เท่าเดิม ถึงแม้พวกเราไม่ได้ปีนเขา แต่ร่างกายก็ต้องการแคลอรี่มากกว่าปกติ ก่อนหน้าเราบริโภค 200-300 แคลอรี่ต่อวัน ตอนนี้แคลอรี่อยู่ที่ศูนย์ จากชายหนุ่มที่แข็งแรง ร่างกายบึกบึน เพื่อนร่วมทีมหลายคนผอมลง หน้าตาซูบซีด

ในภาวะของความสิ้นหวัง พวกเราพยายามกินหนังที่หุ้มกระเป๋าเดินทาง ฉีกให้ขาดเป็นริ้ว แกะเบาะเก้าอี้ เผื่อจะมีฟาง ก็มีแต่ฟองน้ำเท่านั้น ในที่สุดก็ถึงจุดสรุปที่ว่า รอจนกว่าจะมีคนมาช่วย เพราะไม่มีอะไรที่กินได้อีกต่อไป จะมีก็แต่อะลูมิเนียม พลาสติคและก้อนหิน...ถึงอย่างไรก็ตามยังถือว่ามีอาหาร ที่นอนเรียงรายข้างนอกลำตัวเครื่องบิน ปกคลุมด้วยน้ำค้างที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง มันเป็นปริศนาที่กดดันจิตใจของผมให้นึกถึงสิ่งที่กินได้ เพื่อจะได้ประทังชีวิตอยู่ต่อไป ผมเลิกนึกถึงอาหารที่อยู่ห่างออกไปเป็น 100 ไมล์ แต่พอนึกถึงสิ่งที่อยู่ในใจขึ้นมาก็ยากที่จะตัดสินใจ

เวลาบ่ายของวันหนึ่ง ผมจับจ้องไปที่ขาของเด็กที่นอนอยู่ใกล้ๆ อย่างไม่ละสายตา แล้วก็เห็นประกายแบบเดียวกันของคนอื่นๆ เราอ่านจิตใจของกันและกัน แล้วก็เกิดความละอาย สบตากันแล้วก็เมิน ที่ปฏิเสธไม่ได้คือ เนื้อคืออาหารของพวกเราศพเหล่านั้นเป็นตัวแทนของความหวังที่จะมีชีวิตรอดเพียงอย่างเดียว แต่ก็หวาดกลัวกับความคิดที่ซ่อนไว้ ในที่สุดความหิวมันคุกคามจนเหลือจะทนได้ คืนหนึ่งในความมืด ผมถามคาร์ลิโตส ที่นอนอยู่ข้างๆ..หิวไหม...คาร์ลิโตส สบถว่า...ถามบ้าๆ ไม่ได้กินอะไรตั้งหลายวัน...ผมพูดต่อ...พวกเรากำลังจะอดตาย คงไม่มีคนมาช่วยเราทันเวลา แต่จะต้องกลับบ้านให้ได้...

คาร์ลิโตสถามว่าแล้วจะทำยังไง...ผมตอบว่า...เอาเนื้อของกัปตันก่อนคนอื่น เพราะเขาทำให้พวกเราต้องทุกข์ทรมานอย่างนี้ ส่วนเพื่อนๆ เราก็ไม่ต้องการร่างกายอีกแล้ว...วันรุ่งขึ้น คาร์ลิโตส กระจายคำสนทนาให้ โรเบอร์โต คาเนสซ่า , กัสตาโว, ฟิโต ซึ่งก็เห็นด้วยว่าเป็นหนทางเดียวเท่านั้น แล้วเราก็ตัดสินใจเรียกประชุมทุกคนในวันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม โรเบอร์โตเปิดฉากว่า...ถ้าพวกเราไม่ได้กินโปรตีนโดยเร็วที่สุด ก็ต้องตายกันหมด โปรตีนในที่นี้คือร่างกายของเพื่อนของพวกเรา...

พอโรเบอร์โตพูดจบ ที่ประชุมก็ตกอยู่ในความเงียบ ใบหน้าทุกคนแสดงความหวาดหวั่น คนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่า...แล้วพระเจ้าจะยกโทษให้เราไหม...โรเบอร์โตตอบว่า...ถ้าคุณไม่กิน ตายคือทางเลือกเดียว ผมเชื่อว่าพระเจ้าต้องการให้เราเลือกทำอะไรก็ได้ให้รอดชีวิต...เราถกต่อไปอีกหลายชั่วโมง แต่ไม่มีหนทางอื่น เท่ากับว่าข้อสรุปทั้งหมดสอดคล้องโดยปริยาย เราจับมือกันเป็นวง ให้คำมั่นสัญญาว่า ใครที่จะตายเป็นคนต่อไป ต้องอนุญาตให้ร่างกายเป็นอาหารสำหรับคนที่ยังมีชีวิตอยู่

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)