Get Adobe Flash player

อาถรรพ์เทือกเขาแอนเดส (2) โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อปี 1972 มีเครื่องบินตกในหุบเขาลึกของเทือกเขาแอนเดส คาดว่าผู้โดยสารและลูกเรือเสียชีวิตหมด จนกระทั่งผ่านไป 72 วัน ผู้รอดตาย 2 คน ได้พยายามดั้นด้นปีนขึ้นลงบนยอดเขาหลายลูก  ท่ามกลางอากาศที่เย็นยะเยือก เพื่อขอความช่วยเหลือ ให้ได้กลับมาพบหน้าทุกคนในครอบครัวให้จงได้...

(ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว)

...หลังจากจบคำมั่นสัญญาที่ให้ต่อกัน ก็ต้องเผชิญกับความน่ากลัวที่รับแทบไม่ได้ โรเบอร์โตเป็นผู้นำ ค้นหาอุปกรณ์ทั่วเครื่องบิน ได้เศษกระจกจำนวนหนึ่ง นำผู้ช่วยอีก 3 คนออกไปข้างนอก พวกเขากลับมาพร้อมกับเนื้อในมือ กัสตาโวส่งให้ผมชิ้นหนึ่ง สีเทาซีดๆ เย็นจัดแข็งเหมือนไม้ ผมบอกตัวเองว่านี่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของมนุษย์ เจ้าของสละร่างไปแล้ว คนอื่นๆ นั่งถือเนื้ออยู่ในมือเหมือนผม พยายามรวบรวมความกล้าที่จะใส่ปาก บางคนกำลังเคี้ยวอย่างเคร่งขรึม ในที่สุดผมกลั้นใจ ไม่มีรสชาติ เคี้ยวครั้งสองครั้ง แล้วบังคับตัวเองให้กลืนลงไป ผมฝ่าฝืนข้อห้ามอย่างร้ายแรง แต่โชคชะตาผลักดันให้เลือกระหว่างความกลัวกับความตาย

คืนนั้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่เครื่องบินตก ที่ได้เห็นแสงสว่างของความหวัง พวกเรามีพลังที่จะเผชิญกับความหวาดกลัวที่ไม่เคยคาดถึง ไม่มีภาพหลอนอีกต่อไป รู้เพียงว่าจะต้องต่อสู้ให้มีชีวิต แม้ว่ามันจะน่าเกลียดน่ากลัวกว่าที่เราจิตนาการสักเพียงใด พวกเรารวมพลังกันประกาศก้องขุนเขาว่า...จะไม่มีวันยอมแพ้ สำหรับผมจะต้องกลับไปพบหน้าพ่อให้ได้

...ตลอดระยะเวลา 2 อาทิตย์กับการยังชีพเราฟังวิทยุทรานซิสเตอร์ มีคำสั่งจากเจ้าหน้าที่ประเทศชิลีให้ยุติการค้นหาพวกเราแล้ว ว่าการค้นหาในเทือกเขาแอนเดสเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายเกินไป หลังจากใช้เวลาหลายวันท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นอย่างนี้ คาดว่าคงไม่มีใครรอดตายแม้แต่คนเดียว...พวกเราฟังจบก็พากันนั่งนิ่งไม่ไหวติง 2-3 คน ระเบิดเสียงออกมาอย่างบ้าคลั่งว่าเขาทิ้งพวกเราแล้ว...

ผมรู้สึกหม่นหมองที่ต้องยอมรับความจริงที่ว่าจะต้องออกไปจากตรงนี้ให้ได้ด้วยตัวเองแม้ว่าจะเสี่ยงกับความตายก็ตาม อีกไม่กี่วันอาหารก็จะหมดโดยสิ้นเชิง จากนั้นเราก็คอยว่าใครจะตายคนแรก แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับคนที่ต้องตายเป็นคนสุดท้าย ผมต้องตัดสินใจ ขอให้โรเบอร์โตร่วมทางไปกับผม

ตอนเย็นของวันที่ 11 ธันวาคม คืนที่ 60 ในแอนเดส ผมนอนกับเพื่อนๆ เป็นครั้งสุดท้าย พยายามหลับให้สนิทเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางรุ่งเช้า ผมเตรียมที่ต้องเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ ด้วยกางเกงยีนส์ เสื้อเสว็ตเตอร์อย่างละ 3 ตัว สวมถุงเท้า 4 คู่ ห่อด้วยถุงพลาสติคกันชื้น แล้วยัดเข้าไปในร้องเท้ารักบี้ สวมหมวกขนสัตว์แล้วคลุมด้วยผ้าที่ตัดจากเสื้อโค็ทของน้องสาว ทุกคนออกมายืนส่ง ไม่มีใครพูดออกมาแม้แต่คำเดียว คาร์ริโตส เข้ามากอด...ขอให้ปลอดภัยนะ พระเจ้าคุ้มครอง...

ผมเห็นความหวังเป็นประกายกล้าในสายตาของเขา คาร์ลิโตสทั้งผอมและอ่อนแรง ดวงตาลึกเข้าไปในเบ้า หัวใจผมแทบสลายเมื่อคิดว่า คนที่มีสิทธิรอดคือผม โรเบอร์โต และแอนโทนิโอ อยากปล่อยน้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ให้ไหลออกมา แล้วส่งเสียงร้องไห้ให้ลั่นขุนเขา ให้สาสมกับที่เก็บกดเอาไว้ข้างในเป็นเวลานาน แต่ถ้าผมอ่อนแอแล้วทำอย่างที่คิดความกล้าหาญที่กำลังจะทำก็ต้องล้มเลิกโดยสิ้นเชิง คนอื่นๆ เดินเข้ามาสวมกอดเราอย่างเงียบๆ ผมยืนยันว่า จะเดินให้ถึงประเทศชิลีด้วยเท้า พวกเขามองหน้าผมอย่างวางใจว่าจะต้องเป็นไปได้ พวกเขามีความหวัง แต่ใครล่ะจะรู้ว่าในใจผมทั้งตกใจและหวาดหวั่น

ผมเลือกไปทางทิศทางตะวันตกของภูเขาตรงข้ามกับบ้าน หยิบท่อนอะลูมิเนียมแทนไม้เท้า กระเป๋าสะพายหลัง บรรจุอาหารเล็กน้อยจากส่วนแบ่งปันชิ้นสุดท้าย โรเบอร์โตแต่งตัวเสร็จพร้อมกับแอนโทนีโอ เราพยักหน้าเป็นสัญญาณพร้อมที่จะเดินทางในบรรยากาศเย็นกว่าจุดน้ำแข็ง มันเป็นฤดูใบไม้ผลิที่เหมาะสำหรับการปีนเขา ลมพัดเบาๆ ท้องฟ้าเป็นสีเข้ม

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกคือ การลื่นไถลลงมาจากภูเขาหลายร้อยฟุต ผ่านหน้าผา กระโดดเกาะตามก้อนหินแต่ละก้อน ผมตัวสั่นเหมือนคนที่มีความตายรออยู่ข้างหน้า ก่อนจะเลื่อนตัวลงไปตามไหล่เขาที่สูงชัน บดตัวแทรกเข้าไปในกองหิมะมหึมา ตัวสั่นระริกอย่างควบคุมไม่อยู่ด้วยความเย็นและอ่อนเพลีย ตกกลางคืนต้องไต่ขึ้นภูเขาทั้งมืดสนิทและอันตรายมากขึ้นอย่างไม่มีทางเลี่ยงแตกต่างตรงที่ต้องใช้สมรรถภาพของตัวเองสู้กับสิ่งที่ต้องเผชิญกับมัน พระเจ้าช่วยด้วยเถิด อย่าให้ตกเขาตายในตอนนี้เลย ไม่มีทางที่ภูเขาจะทำให้เลวร้ายมากไม่กว่าอนาคตที่รอผมอยู่ ณ เวลานี้ 

แล้วเราทั้งสามคนก็ถึงยอดเขาลูกแรกจนได้ และก่อนที่จะเลื่อนตัวลงไปข้างล่าง แล้วปีนลูกต่อไปก็ต้องตัดสินใจส่งแอนโทนีโอกลับไป เพราะต้องมีอาหารของให้พอก่อนถึงชิลี และร่างกายผมกับโรเบอร์โตก็แข็งแรงกว่า เรากอดแอนโทนีโอไว้แล้วสั่งเสีย...จำไว้นะ เรามุ่งหน้าไปทางตะวันตก หากมีคนมาช่วย ให้ไปตามหาเราด้วย...

เช้าตรู่ของวันที่ 19 ธันวาคม หลังจากปีนเขาได้ 2-3 ชั่วโมง พื้นรองเท้าเปิดเวลาก้าวเดิน สงสัยอยู่ว่าผมหรือรองเท้าจะไปก่อนกัน ตอนนี้ไม่คิดว่าจะตายเพราะความหนาวเย็นหรือตกเขาอีกต่อไป มันขึ้นอยู่กับดวงมากกว่า ตอนสาย ผมเห็นต้นไม้ห่างออกไปในแอ่ง ไกลสุดขอบฟ้า โรเบอร์โตบอกว่าเห็นอะไรก็ไม่รู้ขยับอยู่ไหวๆ แถวต้นไม้ คงจะเป็นวัว...เราพากันเข้าไปดูใกล้ๆ ตอนนั้นผมคิดว่าโรเบอร์โต้คงล้าจนเกิดภาพหลอน

2-3 ชั่วโมงต่อมา เขาก้มลงหยิบสิ่งหนึ่งขึ้นมา เป็นกระป๋องซุปขึ้นสนิม แสดงว่ามีคนมาแถวนี้ เรามุ่งหน้าเดินต่อไป ถ้าเห็นชาวไร่ชาวนาเมื่อไรค่อยตื่นเต้น ยิ่งเข้าไปใกล้ก็ยิ่งใจสั่น ได้เห็นเครื่องหมายว่าเป็นที่อยู่อาศัยของคน มีมูลสัตว์ของวัว ม้า ต้นไม้มีรอยขวานสับเป็นควั่นๆ อีก 200 หลาข้างหน้า เห็นฝูงวัวที่โรเบอร์โตเห็นไหวๆ ในตอนแรก เราทิ้งตัวลงนอน แม้ความเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่นของโรเบอร์โตจะสูงมาก แต่เขาก็อดทนต่อไปได้ไม่นาน เสียงบ่นว่า...ปวดขาแทบขาดใจ...

วันรุ่งขึ้น ผมทิ้งโรเบอร์โตให้นอนพัก รอบนสนามหญ้านุ่มๆ ผมเดินไปตามช่องแคบของภูเขาสองลูก มีธารน้ำไหลผ่าน เห็นวัวกำลังกินหญ้า เดินต่อไปอีก 300 หลา เห็นแม่น้ำกว้างไหลเชี่ยว ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะข้ามไปฝั่งโน้น ช่างเป็นอุปสรรคที่สิ้นหวังเสียจริงๆ เมื่อหนทางรอดของเราต้องมาสิ้นสุดลงที่ตรงนี้...ผมกลับไปบอกโรเบอร์โตแต่เราหิวกันเหลือเกิน เนื้อชิ้นเล็กๆ ที่เอาติดมาก็เสีย คิดจะฆ่าวัวกิน โรเบอร์โตแย้งว่า ถ้าเจ้าของโกรธคงไม่ช่วยเราแน่ คิดไปคิดมาชักไม่แน่ใจว่าเราจะมีแรงต่อไปได้หรือไม่ ความมืดโรยตัวลงมาพร้อมกับความหนาวเย็นอีกครั้ง

ผมได้ยินเสียงโรเบอร์โตตะโกนว่า เห็นคนขี่ม้าผ่านมา ผมวิ่งไปที่ลำธารระหว่างภูเขาสองลูก มะงุมมะงาหราไปตามที่เขาบอก แต่ไม่พบอะไรเลย หันหลังกลับไปเห็นโรเบอร์โตเดินโซเซตามมาข้างหลัง บอกว่า สาบานได้ว่าเห็นจริงๆ...ผมคว้าแขนเขาแล้วพยุงกลับไปที่เดิม แต่แล้วเราก็ได้ยินเสียง หันหลังกลับไปเห็นชายคนหนึ่งบนหลังม้า และอีกสองคนขี่ม้าห่างออกไป พวกเขาตะโกนโหวกเหวกชี้มาทางเรา แต่เสียงของน้ำกลบหมด ได้ยินภาษาสเปนนิสบอกว่า...พรุ่งนี้..

...เรารอดตายแล้ว...เสียงโรเบอร์โตรำพึง กลับไปนอนที่เดิม ถึงตอนนี้ผมนึกถึงทุกคนที่เราทิ้งไว้ข้างหลัง คนที่กำลังจมอยู่ในความทุกข์ ตั้งแต่มาจากจุดนั้น แทบไม่ได้นึกถึงพวกเขาเลย ผมเริ่มวิตกกังวลอย่างรุนแรง โรเบอร์โตปลอบว่า...ไม่เป็นไรน่า เราพยายามอธิบายให้คนขี่ม้าเข้าใจให้ได้ เราไม่มีวันสิ้นหวังเป็นครั้งที่สอง...

เช้าวันรุ่งขึ้น วันที่ 21 ธันวาคม เราตื่นก่อนพระอาทิตย์ขึ้น จ้องมองไปที่แม่น้ำฝั่งโน้น เห็นผู้ชายสามคนนั่งอยู่ข้างกองไฟ ผมรีบวิ่งไปที่ช่องแคบแล้วไต่ลงไปที่ริมฝั่งแม่น้ำ คนหนึ่งแต่งตัวเหมือนชาวไร่ ผมตะโกนออกไปแต่ก็ไม่มีใครได้ยินชัดเจน แล้วคนหนึ่งก็หยิบกระดาษจากกระเป๋าเสื้อ เขียนข้อความพันกับก้อนหินผูกติดกับเชือก โยนข้ามแม่น้ำมาฝั่งผม แกะออกอ่านเขาเขียนว่า...คุณต้องการอะไร ตอนสายจะมีคนมาทางนี้...

ผมเขียนตอบด้วยมืออันสั่นเทา...ผมเป็นชาวอุรุกวัย มาจากเครื่องบินตกในหุบเขา เดินเท้ามา 10 วัน ที่เครื่องบินมีคนเจ็บอีก 14 คน เราไม่มีอาหาร อ่อนเพลียมาก ขอความกรุณาส่งอาหารมาให้หน่อยเถอะครับ... ผมโยนกระดาษกลับไปอย่างอ่อนระโหยโรยแรง ก้อนหินแทบไม่ข้ามแม่น้ำ เมื่อชายคนนั้นอ่านจบ ก็ยกมือเป็นสัญญาณว่าเข้าใจ ตะโกนว่า...คอยอยู่ที่นี่นะ...ก่อนที่พวกเขาจะจากไป ได้โยนขนมปังมาให้ ผมกลับไปที่โรเบอร์โต เราสวาปามอย่างคนตายอดตายอยาก พอหมดก็นั่งรอ

เวลาประมาณเก้าโมงเช้า ชายคนหนึ่งกับตำรวจชิลี 2 คน ขี่ม้ามาถึง เรื่องราวของพวกเราก็เริ่มโด่งดังตั้งแต่ตอนนั้น รุ่งขึ้นทันทีที่หมอกจาง ผมนั่งเฮลิอปเตอร์นำหน่วยกู้ภัยไปยังจุดเครื่องบินตก หัวใจผมเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา เมื่อได้เห็นจากความสูงลิบๆ กลุ่มเพื่อนร่วมตายของผมเดินเรียงแถวออกมาจากตัวเครื่อง กัสตาโว แดเนียล ฟิโต เจเวียร์และคนอื่นๆ

เครื่องพาเราไปส่งที่ฐานทัพ ทีมแพทย์นำตัวไปโรงพยาบาล เสื้อผ้าของพวกเราเปื่อยยุ่ยหลุดออกจากร่างกาย ได้อาบน้ำอุ่น ใจผมหายวาบเมื่อเห็นตัวเองในกระจก กระดูกซี่โครงและสะโพกโปนออกมานอกเนื้อ หัวเข่าและข้อศอกเหมือนปมสองปมผูกติดกัน ถึงอย่างไรผมบอกกับตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่าผมรอดตาย ผมรอดตาย ผมรอดตาย...

ทันใดนั้น ผมได้ยินเสียงพี่สาวตะโกนลั่นจากประตูห้อง...น้องชายฉันอยู่ข้างใน ให้ฉันเข้าไปหาหน่อย...ผมเห็นพี่สาวผลักคนที่ถือรายชื่อเรียงตามลำดับให้พ้นทาง ผมส่งเสียงเรียก  พี่สาวเดินลิ่วเข้ามากอดแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น ผมเงยหน้ามองไปที่ประตูห้องเห็นหน้าพ่อ ผมเข้าปกอดพ่อไว้แน่น ผมอุ้มพ่อจนขาลอยจากพื้น...เห็นไหมครับ ผมแข็งแรงพอที่ยังอุ้มพ่อได้...พ่อลูบตามเนื้อตัวของผม เหมือนให้แน่ใจว่าเป็นลูกชายจริงๆ

ในห้องพักพิเศษ ผมเล่าถึงปาฏิหาริย์ของเทือกเขาแอนเดสกับความมหัศจรรย์ ที่ทำให้ผมมีโอกาสได้กลับมาบ้าน ตามที่ตั้งปฏิญาณและสัญญากับตัวเองว่าผมจะตายไม่ได้...หากไม่ได้พบหน้าพ่อ.