Get Adobe Flash player

ว่าที่ร้อยตรีประยุทธ เทียนทอง อดีตทหารกล้ายุคคอมมิวนิสต์ โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

ประวัติชีวิตที่น่าสนใจของอดีตทหารกล้า ยุคผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย นำทีมขึ้นเขาสู่ภูหินร่องกล้าประจัญหน้าผู้ก่อการร้าย ประสบกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เมื่อเห็นเพื่อนพ้องและลูกน้องล้มตายเกลื่อนกลาด ตัวเองได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ครั้ง ต้องเข้ารักษาตัวทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ...

จากยศสิบโทจนถึงว่าที่ร้อยตรี กับชีวิตทหารหาญ 7 ปี ในสมรภูมิเลือดภูหินร่องกล้า เขาค้อ ในเขตติดต่อ 3 จังหวัด พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย แต่แล้วในที่สุดทหาร ก็สามารถโค่นล้มลัทธิคอมมิวนิสต์ให้สูญสลายไปจากประเทศไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ หลังสงครามสิ้นสุด เขาถือว่าหมดภารกิจจากหน้าที่ที่ปฏิบัติด้วยใจรัก ตัดสินใจเดินทางมาศึกษาต่อยังดินแดนแห่งโอกาส พร้อมกับลูกสาวนายอำเภอหล่มสักเมื่อปี 1978 โดยไม่ได้ร่ำลาพ่อแม่พี่น้อง ทางบ้านคิดว่าเขาเสียชีวิตที่เขาค้อ จนกระทั่ง 16 ปีผ่านไป ได้กลับไปยังบ้านเกิดอีกครั้ง จำทางเข้าบ้านไม่ได้ ถูกแม่ตัดพ้อว่า ทำไมไม่บอกแม่สักคำ...

...เราขอให้คุณประยุทธ เป็นผู้ถ่ายทอดเหตุการณ์ในช่วงนั้น จากประสบการณ์ตรงท่ามกลางสนามรบที่เต็มไปด้วยอันตรายที่ต้องเสี่ยงชีวิตตลอดเวลา...

...คุณประยุทธเริ่มว่า ผมเป็นชาวตำบลธรรมศาลา อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครปฐม พ่อแม่มีธุรกิจฟาร์มหมู เป็นลูกคนที่ 7 ในจำนวนพี่น้อง 12 คน   ขณะที่ผมกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 7 โรงเรียนการช่างนครปฐม แผนกช่างก่อสร้าง ปี พ.ศ. 2513 (ค.ศ.1970)ได้รับข่าวสารทางวิทยุ โทรทัศน์ทุกวัน มีการพูดคุยกันแต่เรื่องของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) โจมตี เข่นฆ่าและต่อสู้กับรัฐบาล ทหาร ตำรวจและพลเรือน เพื่อจะยึดประเทศไทยให้ได้ และจะเปลี่ยนการปกครองเป็นสังคมนิยม โดยมีจีนแดงและรัสเซียให้การสนับสนุน

ตอนนั้นผมอยากเป็นตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งรับสมัครบุคคลอายุ 18 ปีเต็ม ผมอายุ 16 ปีเศษ รู้สึกเสียดายและเสียใจ ความที่อยากรับใช้ชาติมากๆ ก็ไม่ลดความพยายาม พอเพื่อนบอกว่าทางกองทัพบกและกองทัพอากาศเปิดรับนักเรียนจ่าอากาศและนักเรียนนายสิบ ผมใช้วุฒิ ม.ศ.3 สมัครสอบทั้ง 2 แห่ง โดยไม่ได้บอกทางบ้าน เพราะถึงบอกก็ต้องมีคนคัดค้าน มีคนสมัครหลายหมื่นคน รับหนึ่งพันคน ปรากฏว่าผมสอบข้อเขียนได้ทั้งสองแห่ง ผลการตรวจร่างกายและสอบสัมภาษณ์ผ่าน ตัดสินใจเลือกทหารบก เหล่า “ทหารราบ” เพราะผมอยากไปรบชายแดน

ถึงวันรายงานตัว ผมเข้าไปกราบลาพ่อแม่เวลาตีสี่ บอกท่านว่าจะไปเรียนและฝึกเป็นทหารราบที่ค่ายธนะรัชต์ อ.ปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ท่านตกใจพูดไม่ออกเพราะไม่รู้เรื่องมาก่อน พ่อแม่อยากให้เป็นช่างก่อสร้าง แต่ผมคิดว่าเป็นทหารจะได้เป็นเกียรติยศแก่ครอบครัว ผมออกจากบ้านเป็นครั้งแรกและเป็นเวลายาวนานกว่าจะได้ลาพัก

ช่วงนั้นสงครามเวียดนาม เวียดนามใต้กำลังจะแตก ประเทศไทยต้องการกำลังพลมากที่สุด สามเดือนแรกฝึกเบื้องต้นยุทธวิธีและปฎิบัติจริง ฝึกหนักมากตั้งแต่เช้าทุกวันไม่มีวันหยุด ฝึกเสร็จเรียนภาคทฤษฎี เลือดตาแทบกระเด็น มีทั้งหมด 5 กองร้อย จำนวนหนึ่งพันกับห้าคน ผมอยู่กองร้อยที่ 2 ผมไม่เคยลำบากเท่านี้มาก่อนในชีวิต เสียเหงื่อไม่รู้กี่ปี๊บ ตากแดดจนผิวหนังลอกแล้วลอกอีก 3-4 ครั้ง ฝึกอย่างเข้มงวด มีระเบียบวินัยมาก แรกๆ แทบจะยอมรับกันไม่ได้เลย ในทีมมีคนหนีออกไปเกือบร้อยคน เขาให้เวลา 7 วันในการตัดสินใจที่จะกลับมา ถ้าเกิน 7 วัน ถือว่ามีความผิดทางวินัย เพราะรัฐบาลต้องจ่ายทุกอย่าง การกินการอยู่ เครื่องใช้ด้ายเข็ม จบแล้วต้องทำงานใช้หนี้อย่างต่ำ 3 ปี ถึงจะลาออกได้ ผลสุดท้ายก็กลับมาคุยกันว่าถ้าใจรักเป็นทหาร ก็ต้องอดทนเพื่อประเทศชาติ ครอบครัวและเพื่ออนาคต

ฝึกประมาณหนึ่งปีเต็ม ทุกอย่างเป็นตารางตรงเป๊ะ จะบอกว่าเหนื่อยก็ไม่ได้ บ่นก็ไม่ได้ ในเมื่อเราสมัครเข้ามาแล้ว อีกอย่างต้องมีความอดทนสูง ช่วงหนึ่งปีลาพักได้หนึ่งครั้งในหนึ่งเดือน ระเบียบคือกลับบ้านและกลับค่ายตรงเวลา สายไม่ได้ ในที่สุดผมและทุกคนก็ทำได้  มีความรู้สึกว่ารักกันมาก สามารถตายแทนกันได้ เราต้องไปรบด้วยกัน แรกๆ ผมยอมรับว่าท้อจริงๆ แต่ได้รับการสอนให้เป็นผู้นำของทหารเกณฑ์จากแต่ละจังหวัดอยู่ในความดูแล เพราะต้องการกำลังพลในช่วงสงครามปราบปรามคอมมิวนิสต์ ที่ภูหินร่องกล้า อยู่เขตนครไทย ตรงรอยต่อจังหวัดพิษณุโลกกับจังหวัดเพชรบูรณ์

พอจบหลักสูตรพิเศษ ได้ติดยศสิบโท ปกติโรงเรียนนายสิบทหารบก เรียนหนึ่งปี ติดยศสิบตรี พวกเราก็งง เขาบอกว่าเป็นขวัญและกำลังใจ จากนั้นได้ไปประจำการที่กองพลที่ 9 กรมทหารราบที่ 19 กองพันที่ 2 อยู่กองร้อยสนับสนุนการรบ ที่ตำบลลาดหญ้า อ.เมือง กาญจนบุรี ผู้บังคับกองพันที่ 2 ในขณะนั้นก็คือ พันโทพัลลภ ปิ่นมณี รองผู้บังคับกองพันคือ พันตรีบุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ทั้งสองท่านได้ผ่านหลายสมรภูมิ รวมทั้งสงครามเวียดนาม

หลังจากที่เข้าประจำการ ผมได้รับตำแหน่ง “ผู้บังคับหมู่ลาดตระเวน” เพราะจบจากทหารราบ ได้เรียนการรบ การต่อสู้และลาดตระเวน สามารถดำรงชีพในป่าได้ถึง 7 วัน โดยไม่มีเสบียงได้ ต้องฝึกทหารเกณฑ์จากหลายจังหวัด ฝึกเบื้องต้น ยุทธวิธีและปฏิบัติ 6 เดือน บางคนเป็นนักเลง บางคนพ่อแม่ตามใจ แรกๆ ก็ยากทีเดียว แต่พอมาอยู่ด้วยกันหนึ่งเดือนก็เริ่มปรับตัวเข้ากันได้

กองพลที่ 9 ได้รับภารกิจให้ไปประจำที่กองบัญชาการ อ.หล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เรียกว่าหน่วยหลัง นำกำลังขึ้นไป 3 กองพัน หนึ่งกองพันมี 3 กองร้อย เกือบหนึ่งพันคน หมู่ที่อยู่ในความดูแลของผม 22 คน ไปสมทบหน่วยทหารราบจากที่อื่นอีกจำนวนมาก แล้วรุกคืบขึ้นไปยัง “ภูหินร่องกล้า” ซึ่งเป็นกองบัญชาการใหญ่ อยู่ไกลมาก เราไม่เคยขึ้นไปถึงฐานที่มั่นของ ผกค.เลย ตอนนั้นเป็นปี พ.ศ. 2514 (ค.ศ.1971)พื้นที่ทั้งหมดเป็นสีแดง ผกค.เต็มไปหมด ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร กลางวันเป็นคนธรรมดา กลางคืนเป็นผกค.

ความรับผิดชอบของเราสูงเพราะต้องคุ้มครองทุกชีวิตในหมู่บ้าน เขาจะไปไหนก็ต้องคอยคุ้มครอง เป็นหูเป็นตา แต่บางครั้งคนที่เราคุ้มครองก็คือคอมนิวนิสต์ มาจับได้ตอนหลังแพราะเอาเสบียงไปส่งผกค. แต่เขาก็ทำดวยความจำใจ เพราะถ้าไม่ส่งเขาก็จะมาเอาชีวิตคนในครอบครัว

เริ่มออกปฏิบัติการวันแรก เคลื่อนกำลังพลโดยใช้เส้นทางหล่มสัก-พิษณุโลก ปะทะกับ ผกค. เขาได้เปรียบตรงที่อยู่บนเนินเขา พวกเราถูกโจมตีแทบเอาชีวิตไม่รอด บาดเจ็บและเสียกำลังพลไปหลายนาย ถูกซุ่มยิงด้วยอาร์พีจี รองผู้บังคับหมู่ถูกยิงคอขาดตกอยู่ใกล้ๆ ตัวผม ทั้งตื่นเต้น ตกใจและหวาดกลัว แต่ก็ควบคุมสติได้พอสมควร พอเหตุการณ์สงบผกค.ล่าถอย เคลียร์พื้นที่เสร็จ ก็เคลื่อนกำลังพลต่อ

ในการปฏิบัติการคุ้มครองหมู่บ้านและออกลาดตระเวน แต่ละครั้งจะไปเป็นกองร้อย ถ้าไปซุ่มโจมตีจะไปเป็นหมวดหรือเป็นหมู่จะรุกและรับได้รวดเร็ว แต่เราเสียเปรียบ ผกค.ทุกด้าน เขาเป็นคนพื้นที่ ชำนาญป่าและภูมิประเทศกว่าหลายเท่า ถ้าเห็นว่ากำลังพลเท่ากันหรือเป็นการเสี่ยง ก็พยายามหลีกเลี่ยงเพื่อลดความสูญเสีย การออกลาดตระเวนจะนำเสบียงไป 3-5 วัน ถ้ายืดเยื้อมีการปะทะหรือถูกล้อม อาหารหมด ก็ต้องหาของป่าเพื่อยังชีพ หลายครั้งเอาไส้ในต้นกล้วยมาต้มกินประทังชีวิต หาผักหาหญ้าต้องพิสูจน์ก่อนว่าเป็นพิษหรือไม่ ต้มแล้วใส่ข้าวสารลงไป 4-5 เม็ด ถ้าข้าวไม่พองแสดงว่ามีพิษ กินไม่ได้ ลำบากจนเป็นความเคยชิน ฝนตกแดดออก ยุงเยอะ นอนกลางดินกินกลางทราย และต้องระวังตัวตลอด 24 ชั่วโมง

สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ไข้ป่า เป็นแล้วทรมานมาก ถ้าเป็นหนักวิทยุไปส่วนหลัง ขอให้นำเฮลิคอปเตอร์มารับ แต่กว่าจะลงได้ ต้องเคลียร์พื้นที่ให้โล่งไว้เป็นวันหรือ 2-3 วัน นักบินไม่กล้าจอดสนิทเพราะกลัวถูกซุ่มยิง ต้องใช้ความรวดเร็ว ทุกวันทุกคืนได้ยินแต่เสียงระเบิด เสียงปืนใหญ่ รวมทั้งเครื่องบินทิ้งระเบิดเพื่อสนับสนุนหน่วยภาคพื้นดิน เวลาขอให้ทหารปืนใหญ่ยิงสนับสนุนกำลังพลรอบๆ ฐาน เราต้องบอกพิกัดให้แม่นยำกันความผิดพลาด ตอนที่ลูกปืนใหญ่จะตก ทั้งได้ยินเสียงและเห็นลูกปืนใหญ่ข้ามหัวไปตกรอบๆ ฐานด้วยตาเปล่า คิดว่าถ้าบอกพิกัดพลาดก็ตัวใครตัวมัน

ตอนที่ยังยึดภูหินร่องกล้ายังไม่สำเร็จ ผมได้รับภารกิจใหม่ ไปฝึกทหารใหม่ที่กาญจนบุรี 6 เดือน แล้วพาไปที่หล่มสัก ก่อนที่จะขึ้นเขาค้อ จุดนี้จะมองเห็นภูหินร่องกล้าอยู่ตรงกลาง เส้นทางตรงนั้นผมรู้ทะลุปรุโปร่งทุกเส้น ผมอยู่ที่ภูหินร่องกล้า 2 ปีกว่า เขาถึงให้ผมขึ้นเขาค้อ ตอนนั้นอายุแค่ 20 ปีเศษ ต้องปกครองทหารที่อายุมากกว่า เขามองผมแบบไม่มั่นใจนัก แต่เรามีระเบียบ เขาจึงจำใจยอมรับว่าเรามีศักยภาพพอ

วิธีการที่จะขึ้นไปยึดภูหินร่องกล้า ต้องรวบรวมกำลังพลจากทุกหน่วยทั่วประเทศ ปูพรมขึ้นไปและได้กำลังสนับสนุนจาก เอฟ 16 จากกองทัพอากาศไปร่วมรบกับเราด้วย ช่วยทิ้งระเบิดให้ ไปตั้งกองบัญชาการอยู่ที่หล่มสักเหมือนกัน สนามรันเวย์ของเอฟ 16 ต้องใช้รันเวย์ยาว ได้รับความสนับสนุนจากหลายๆ หน่วย แต่สูญเสียกำลังพลจำนวนมากก็ต้องยอม เพราะถ้าช่วงนั้นยึดภูหินร่องกล้าได้ ทุกอย่างจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ นักศึกษาเข้าไปเยอะมาก ผมไปเจอคนรู้จักด้วย

ผมจับนักศึกษาธรรมศาสตร์ได้คนหนึ่ง ความจริงต้องยิงเขาทิ้ง เพราะตอนที่เขาจับฝ่ายเราได้ก็ยิงเราทิ้งเหมือนกัน

นักศึกษาธรรมศาสตร์ ถูกส่งไปเรียนที่เวียดนาม ในมุมของการสู้รบเขาถูกล้างสมองแล้วส่งกลับมาบัญชาการ แต่ในมุมของเขาก็ว่าไปเรียนรู้เพื่อปลดแอก เขามาพบเจอคนรู้จักไปเป็น ผกค.ระดับรองจากหัวหน้าใหญ่ ผมจับเขาได้ครั้งหนึ่ง เตรียมจะประหาร แต่คิดว่าเขาเป็นนักศึกษา เขาอดอยาก และส่วนตัวเราไม่ได้เป็นศัตรู ทั้งยังเป็นคนไทยด้วยกัน จึงให้เขารอด  

การเป็นผกค.สมัยก่อนไม่ใช่อยู่ดีกินดี อดๆ อยากๆ เสบียงอาหารไม่พอ ถึงได้ปล้นสดมภ์จากหน่วยทหารของเรา มีการต่อสู้ มีการลาดตระเวน ปล้นเสบียงในหมู่บ้านเป็นประจำ เราจะต้องมีกองกำลังไปคุ้มครองหมู่บ้าน ทั้ง 3 จังหวัด เลย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ทางตำรวจมี นปพ. รุ่นนั้นคือตำรวจตระเวนชายแดน มีหน้าที่มาปกป้องคุ้มครองหมู่บ้านเหมือนกัน

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)