Get Adobe Flash player

ว่าที่ร้อยตรีประยุทธ เทียนทอง อดีตทหารกล้ายุคคอมมิวนิสต์ (2) โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

ประวัติชีวิตที่น่าสนใจของอดีตทหารกล้า ยุคผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย นำทีมขึ้นเขาสู่ภูหินร่องกล้าประจัญหน้าผู้ก่อการร้าย ประสบกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เมื่อเห็นเพื่อนพ้องและลูกน้องล้มตายเกลื่อนกลาด ตัวเองได้รับบาดเจ็บ 2 ครั้ง ต้องเข้ารักษาตัวทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ...

(ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว)

...ยุทธการแรกก็หนักหนาสาหัส เพราะภูมิประเทศเขาได้เปรียบเรามาก พอเราขึ้นไปก็โดนสอย ทำอย่างไรก็ไม่ได้ ต้องตีโอบอย่างเดียว แล้วใช้เวลานานหลายปีกว่าจะยึดสำเร็จ เราเสียกำลังพลไปมาก ถ้าทางอากาศไม่มาช่วยเราก็จบ ถึงกับต้องสวดมนต์กันเลย หากรอดไปก็ปาฏิหาริย์ ถ้าทางโน้นมีกระสุนน้อยก็ต่างคนต่างถอย 

พวกที่ลำบากที่สุดคือ พลทหาร รองผู้บังคับหมู่ ผู้บังคับหมู่ รองผู้บังคับหมวด ผู้บังคับหมวดและผู้บังคับกองร้อย สูงกว่านั้นก็ไม่ต้องไปยุทธภูมิ ประจำที่ส่วนหลัง บางคนยอมเสียเงินขอย้ายไปอยู่กระทรวงกลาโหม...

ตอนฝึกทหาร มีดาบเสียบอยู่ปลายปืน ใช้กันอย่างคล่องแคล่ว เป็นจังหวะจะโคน แต่พอถึงจริงๆ มันไม่ง่าย ตื่นเต้นมาก ถูกซุ่มโจมตีตามเส้นทางที่เป็นป่าทั้งนั้น ไม่รู้ว่าเขาหรือเราจะโดนเมื่อไร พวกผกค.มาเป็นกลุ่ม บางคนไม่สวมรองเท้า ใส่เสื้อม่อฮ่อม สะพายเป้เก่าๆ ถืออาวุธเอ.เค. เขาอยากได้อาวุธและเสบียงจากเรา ที่เขาต้องการมากที่สุดคือเตนท์ พอได้ไปก็เอาไปกางนอนอย่างมีความสุข ส่วนทางเราชอบมากถ้ายึดเสบียงของเขามาได้ มีหมูป่าย่างเกลือกับข้าวเหนียว อัดใส่กระบอกแบบข้าวหลาม เรายึดปืนได้เป็นพันๆ กระบอก ต้องส่งหน่วยเหนือเพื่อเป็นหลักฐาน ทหารทั้งหอบทั้งสะพายกันมาอย่างทุลักทุเล น้ำดื่มตักจากลำธาร ใส่ยาแก้มาลาเรีย กระติกละเม็ด ถ้าน้ำหมดก็คือหมด

...เวลาอยู่บนดอยใกล้ภูหินร่องกล้า อันตรายมีมากต้องระวังตัว ปกป้องกำลังพลของเราให้อยู่รอดปลอดภัย และในระยะเวลาเกือบ 2 ปีเต็มในสมรภูมิรบ ก็มีเหตุการณ์ใหญ่กว่าทุกครั้งที่มีการปะทะกัน ตั้งแต่ตอนเย็นและบานปลายไปถึง 3 วัน หน่วยลาดตระเวนของเราถูกซุ่มโจมตีในป่าทึบ แทบมองไม่เห็นภูมิประเทศข้างหน้า ทหารบาดเจ็บหลายคน แต่ก็ควบคุมสถานการณ์ไว้ได้พอสมควร

วันที่ 2 มีทหารบาดเจ็บเพิ่มขึ้นอีก วิทยุขอกำลังสนับสนุนมาเพิ่มต้องใช้เวลาอีก 2 วัน เป็นอย่างเร็วในเมื่อเป็นป่าทึบ มีกับระเบิดมากมาย หน่วยลาดตระเวนพยายามขุดหลุมบังเกอร์เล็กๆ อย่างยากเย็น เพราะพื้นดินเป็นหิน ทำเสียงดังไม่ได้ ต้องค่อยๆ ขุด มือทุกคนแตกเป็นแผล

วันที่ 3 โดนยิงเข้ามาหนักมาก กระสุนของเราเริ่มน้อยลง ถ้าไม่เห็นจุดสำคัญหรือไม่แน่ใจก็จะไม่ใช้กระสุนฟุ่มเฟือยเด็ดขาด พอตะวันตกดินได้ยินเสียงปืนและระเบิดของผกค.สนั่นหวั่นไหว ฝ่ายทหารของเราเสียเปรียบ ในที่สุดได้ยินเสียงวิทยุว่ากองกำลังเข้ามาช่วยเหลือใกล้เข้ามาแล้ว 1 หมวด หลังจากสิ้นเสียงวิทยุ ได้ยินเสียงระเบิดใกล้ๆ ตัว ที่ขอบหลุมบังเกอร์ จากนั้นผมไม่รู้สึกตัวอีกเลย ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหลังจาก 2 วันผ่านไป ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า รักษาตัวอยู่ 3 เดือน และถูกส่งตัวไปยังสถานพักฟื้นสำหรับทหารบาดเจ็บ เป็นเหมือนรีสอร์ท ที่บางปู จังหวัดสมุทรปราการ เป็นเวลา 2 เดือน

...และแล้วกองทัพก็ยึดภูหินร่องกล้าได้สำเร็จ พอผมหายดีก็เดินทางไปยังศูนย์บัญชาการของ ผกค. ที่อยู่ในภูหินร่องกล้า มหัศจรรย์จริงๆ กองบัญชาการของเขาเป็นถ้ำใหญ่มาก มีการปลูกข้าวในถ้ำ มีทุกกระทรวงทำหน้าที่เหมือนรัฐบาลของเรา หัวหน้าผกค.มาจากเวียดนามเหนือ ในกองบัญชาการมีที่เก็บเสบียง สัมภาระ มีโรงพยาบาลสำหรับผกค.ที่บาดเจ็บไปรักษาตัว มีหมอ มีพยาบาล เราไม่เคยขึ้นไปถึง เครื่องบินไปทิ้งระเบิด ก็แค่ไปปิดช่องนิดหน่อยเท่านั้น 

ผมตกตะลึงเพราะไม่เคยคาดคิดมาก่อน จากร้อยเปอร์เซ็นต์ที่เห็นเราคาดเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ หัวหน้าจะเรียกว่าสหาย การทำงานมีทุกระดับ ผู้ว่าฯ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีการบริหารอย่างมีระเบียบ กว่าจะขึ้นไปยึดได้ เราเสียกำลังพลไปมากมาย นับถึงวันที่ผมได้ขึ้นไป เขาดำเนินงานมาก่อนแล้ว 5-6 ปี ช่วงนั้นในประเทศไทย พื้นที่หลายจังหวัดส่วนมากจะเป็นสีแดง แม้กระทั่งในกรุงเทพฯ ก็มีผกค. ถือเป็นความกดดันอย่างหนัก

...จากนั้นผมก็กลับไปยังค่ายกาญจนบุรี ฝึกทหารใหม่ 6 เดือน ได้รับภารกิจไปปราบปราม ผกค.ที่ อำเภอเชียงคำ จังหวัดเชียงราย เป็นระยะเวลาเกือบ 2 ปี มีการปะทะประปราย เสียกำลังพลไม่มาก ไม่เหมือนกับยุทธการภูหินร่องกล้า พอหมดภารกิจก็กลับเข้าสู่กองพลที่ 9 หน่วยปกติ อีก 2 เดือนฝึกทหารชุดใหม่ 6 เดือน และรอประกาศจากหน่วยเหนือต่อไป

...ขณะนั้นได้มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ปี พ.ศ. 2519 (ค.ศ.1976) เรืออากาศโท พงษ์ณรงค์ เกษรศุกร์ เป็นบุตรชายของพลโทยุทธศิลป์ เกษรศุกร์(ศูนย์ปฏิบัติการทางยุทธการ กองทัพภาคที่ 2)ขับเครื่องบินเอฟ 16 แล้วถูกผกค.ยิงตกที่เขาค้อ ต้องปฏิบัติการค้นหา เพื่อเข้าไปนำนักบินออกมา ตั้ง “ยุทธการพตท.1617”รวมพลเรือน ตำรวจ ทหาร  เกณฑ์ทหารจากทั่วประเทศมาที่กองบัญชาการ เพื่อปฏิบัติการให้ลุล่วงโดยเร็วที่สุด

การปราบปราม ผกค. 3 จังหวัดรอยต่อ คือ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก เลย มีการสู้รบปะทะกันทุกพื้นที่อยู่แล้ว  และยังมีการค้นหาลูกชายนายพลด้วย ยุทธการนี้จึงลำบากมา ภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน ยากต่อการเดินทางไปปราบปรามและค้นหา พวก ผกค.เป็นคนในพื้นที่ มีนักศึกษารวมทั้งที่ถูกส่งมาจากเวียดนามเหนืออีก ประชาชนในพื้นที่ก็ไม่ให้ความช่วยเหลือทหารมากนัก ซึ่งน่าจะมีส่วนจากที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐกดขี่อย่างไม่เป็นธรรม จึงต้องเข้าป่าและมาต่อสู้อย่างไม่มีทางเลือก ยุทธการเขาค้อครั้งนั้นทำให้ทหารตำรวจพลเรือนเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก 

ทีมของผมอยู่แนวหน้าเช่นเดียวกับยุทธการภูหินร่องกล้า รุกคืบเข้าไปก็โดนสอยเป็นใบไม้ร่วง ไม่ว่าทางภาคพื้นดิน ทางอากาศ แรกๆ ทำอะไรฝ่ายผกค.ได้ไม่มากนักจนต้องปูพรมเข้าไปในจุดพื้นที่เขาค้อ ปะทะกันทุกวันทุกคืน อย่างรุนแรงและต่อเนื่อง หน่วยต่างๆ เข้ามาในพื้นที่ รวมทั้งทหารหน่วยรบพิเศษจากป่าหวาย “พลร่ม” มาสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยกัน

ครั้งนั้นผมถูกยิงทะลุหมวกเหล็กเข้าที่กกหูด้านหลังสลบไปหนึ่งวัน ฟื้นขึ้นมาก็ถูกส่งตัวไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลพระมงกุฏฯ เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 6 ปี สามเดือนต่อมาอาการดีขึ้นพ้นขีดอันตราย ไปพักฟื้นที่สมุทรปราการอีก 2 เดือน ความรู้สึกในเวลานั้น...ตัดสินใจจะลาออก แต่ผู้บังคับบัญชาคัดค้านให้ผมไปประจำที่หน่วยข่าวกรอง ที่เพชรบูรณ์ พิษณุโลก เลย อีกหนึ่งปี พอครบกำหนด ผู้บังคับบัญชาก็อนุมัติให้ลาออก รวมเวลาที่อยู่ในสนามรบหลายสมรภูมิ ได้รับอายุราชการ 2 เท่า สิ่งที่ภูมิใจที่สุดคือ ได้รับเหรียญชัยสมรภูมิชั้นหนึ่ง จากที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ครั้ง ในยุทธการภูหินร่องกล้าและยุทธการเขาค้อ เป็นเวลา 7-8 ปี ได้รับอายุราชการ 15 ปี

...ขอย้อนไปถึงชีวิตช่วงนั้น ก็มีเวลาพักรบอยู่ที่กองหลัง อ.หล่มสัก ผมไปเที่ยวงานลอยกระทง ได้พบกับหญิงสาวสวย ลอยกระทงใกล้ๆ กัน พูดจาทักทายสร้างความรู้จัก ถึงได้ทราบว่าเธอเป็นลูกสาวนายอำเภอ เรียนหนังสืออยู่ที่กรุงเทพฯ กลับบ้านช่วงวันหยุด ก็ถูกใจและติดต่อกันเรื่อยมา ก่อนที่ผมจะบาดเจ็บครั้งที่ 2 เธอบอกผมว่าจะมาอเมริกาเพื่อเรียนต่อ ไม่นานนักก็กลับไปชวนผมให้มาอเมริกาด้วยกัน  

ผมตัดสินใจลาออกจากราชการ เดินทางมาเมื่อปี 1978

ชีวิตใหม่ในอเมริกา เรียนและทำธุรกิจฟรีมาร์เก็ต ทำงานจันทร์ถึงศุกร์ เสาร์อาทิตย์ไปขายของที่วิคเตอร์วิลล์ ออกจากบ้านตีห้า ขายของเสร็จบ่ายสองโมง ในที่สุดก็ลาออกจากงาน เปิดร้านขายพวกเครื่องครัว ได้รับความนิยมจากชาวเม็กซิกันมาก ทุกเดือนขับไปขายที่ชายแดนเม็กซิโก จ้างนักเรียนเม็กซิกันที่นั่นทำงาน เขาคิดค่าแรงเป็นเงินเปโซ แต่เมื่อที่ยบเงินดอลลาร์ ประมาณวันละ 3 เหรียญ ขายของหมดเกลี้ยงภายใน 5 ชั่วโมง ลูกค้าบางคนเดินมาเพื่อซื้อของ 20 กว่าไมล์ 

ทั้งเรื่องงานและครอบครัว ก็มีความสำคัญไม่ต่างกัน นิยายรักของทหารหนุ่มจากสมรภูมิ กับลูกสาวนายอำเภอที่หอบหิ้วกันมาจากเมืองไทย ได้ผ่านเรื่องราวชีวิต สุขทุกข์มากมายในต่างแดน จนในที่สุดก็เปลี่ยนสถานภาพเป็นเพื่อนกันตราบทุกวันนี้

หลังจากนั้นอีกหลายปี.... ค.ศ.1994 ผมแต่งงานกับคุณพนอศรี นุ่มลออ มีบุตรด้วยกัน 1 คน สรายุทธ (เควิน) เทียนทอง ปัจจุบันอายุ 21 ปี 

ในช่วงนั้นผมเปิดร้านขาย “เบสบอลล์ คาร์ด” ตั้งแต่ประมาณปี 1989 เป็นคนไทยคนแรกที่ขายคาร์ดกีฬาทุกชนิด เบสบอลล์ ฟุตบอลล์ บาสเก็ตบอล์ และฮ็อคกี้ ทั้งยังเป็นกูรูของกีฬาทุกประเภท ในระยะเวลาแค่ 3 เดือน สามารถตอบคำถามด้านกีฬาได้ ไม่ว่าปีไหน ใครเป็นรูคกี้ รวมทั้งจัดงาน “สปอร์ต คาร์ด โชว์ คอนเวนชั่น” ตามมอลล์และตามโรงแรมต่างๆ อาทิตย์ละ 3 ครั้ง เมื่อธุรกิจขยายก็ต้องเปิดร้านอาร์เขตส์  เป็นร้านเกมส์ในเมืองเอล มอนเต้ มีแห่งเดียวเท่านั้น ธุรกิจดำเนินไปด้วยดี

ล่าสุดเปิดร้านเกมส์และทอยส์ คอลเล็คชั่น อยู่ที่ 19649 San Jose Ave. City Industry CA 91748เป็นธุรกิจย้อนยุคเริ่มมานิยมกันใหม่ และเกมส์เก่าๆ เกิดขึ้นอีก ตั้งแต่ปี 70 ซึ่งได้รับความนิยมมาก เกมส์ต่างๆ หายากมาก เพราะเป็นคอลเลคชั่นไปหมด นอกจากนี้ผมยังเรียนรู้เรื่องซ่อมเครื่องไปในตัว ไปได้เร็วมาก จนถึงทุกวันนี้ เปิดแค่ 2 วัน วันพุธกับวันเสาร์ มีดาราจากหลายสาขาอาชีพมาเซ็นชื่อทุกวัน บางวันมี ไมค์ ไทสัน โจ มอนทาน่า เจอร์รี่ ไรซ์ เลคเกอร์ และดารานักแสดงมากมาย รวมทั้ง นักกีฬาเบสบอลล์ ดอจเจอร์ แอนเจลิส

...สรุปชีวิตของผม จากแนวหน้าในสนามรบที่เสี่ยงชีวิตทุกนาทีแต่ก็รอดมาได้ จนถึงวันนี้ที่ดินแดนแห่งโอกาส เมื่อนึกย้อนไปถึงวันที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ไม่รู้ว่าจะเป็นรายต่อไปที่เสียชีวิตหรือเปล่า แต่ผมมอบชีวิตให้ประเทศชาติไปแล้ว อีกอย่างหนึ่งเป็นความตั้งใจจึงสมัครเข้าไปเรียน เมื่อเรียนจบก็ต้องไปปฏิบัติหน้าที่ให้ที่ดีที่สุด

ในที่สุดชีวิตผมก็พลิกผันจากความกดดันที่ได้รับที่เมืองไทย เมื่อมาอยู่อเมริกามีความรู้สึกว่าไปที่ไหนก็ปลอดภัย ประชาชนเคารพกฎหมาย ไม่มีใครมาขู่บังคับหรือมาใช้อำนาจกับเรา ความสะดวกสบายต่างจากเมืองไทยหน้ามือเป็นหลังมือ แต่มีอยู่อย่างหนึ่งคือความอบอุ่นที่ไม่เหมือนเมืองไทย ญาติพี่น้องจะเกาะกลุ่มกัน 

การวางรากฐานชีวิตของเราเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เรามองคนอื่นรอบข้าง ให้ความช่วยเหลือผู้อื่นไปในเวลาเดียวกัน การใช้ชีวิตร่วมกันในครอบครัว ต้องทำให้สม่ำเสมอผมพยายามทำให้อยู่ในกรอบนั้นมาตลอด เพราะเมื่อมีความความผิดพลาด บางครั้งเรากลับไปไม่ได้ ตั้งแต่วันแรกที่มาอยู่ที่นี่จนถึงวันนี้ ผมทำงานหนักมาตลอด ไม่เคยท้อ เพราะชีวิตผมเปลี่ยนไปตามขั้นตอนเรื่อยๆ ทุกวันนี้อายุเรามากขึ้น ผมคิดว่าจะช่วยสังคมให้มากที่สุด ด้วยใจซื่อมือสะอาดและมีความตั้งใจสูง เมื่อเข้ามาตรงนี้ก็ต้องทำใจให้ได้ เราอย่าเอาอุปสรรคที่เป็นปัญหาเก็บเอามาคิด ให้เปลืองสมอง ไม่เคยตอบโต้ ให้อภัยมาตลอด แล้วทุกอย่างก็จะลงเอยไปด้วยดี  

สิ่งที่ผมปรารถนาเป็นสิ่งสุดท้าย เมื่อได้ลิขสิทธิ์อุลตร้าแมน ก็จะสร้างหนังอุลตร้าแมน หลังจากมีทุนก็จะทำ “อุลตร้าแมนแลนด์” ที่แอลเอ ซึ่งมีคนสนับสนุนที่จะเอาอุลตร้าแมนคอลเลคชั่น นับเป็นล้านๆ ชิ้นมาจากเมืองไทย ทำเป็นพิพิธภัณฑ์ที่อุลตร้าแมนแลนด์ และคุณสมโพธิ แสงเดือนฉาย ก็ให้การสนับสนุน และไม่ต้องการให้อุลตร้าแมนอยู่เมืองไทย เพราะได้รับการขัดขวางและกีดกันจากหลายฝ่ายที่ขาดผลประโยชน์ในเมื่ออเมริกามีเสรีภาพ อุลตร้าแมนมาอยูที่นี่ ใครๆ ก็รักอุลตร้าแมน.