Get Adobe Flash player

อย่างไร คือ พระมหาบุญเริ่ม แล้วพระวิเทศกิติคุณ อย่างไร โดย ศุภชัย ตรีบำรุง

Font Size:

สภาพสังคมไทยในแอลเอ ในช่วงต้นยุค 1980 (พ.ศ. 2523)  วัดไทยแอล. เอ. เพิ่งมีโบสถ์งามสง่าได้ไม่นาน ส่วนอาคารอเนกประสงค์ (ทรงไทย)  ยังไม่เกิด  พื้นที่ตรงนั้นมีบ้านหลังเล็กๆ สภาพเก่าๆ  โทรมๆ  ยืนตัวเหงาๆ  รอเวลาเด็กๆ  มาใช้เป็นห้องเรียน วันเสาร์-อาทิตย์ ให้หยุดเหงาไปได้  ชุมชนไทยในแอลเอ  ก็ยังไม่หนาแน่นเท่าทุกวันนี้ นับกันได้ก็แค่หลักหมื่น

“หลวงเตี่ย”  (พระเดชพระคุณพระธรรมราชานุวัตร) ขณะนั้น  ได้พระกรุณาโปรดเกล้าฯ  เป็น เจ้าคุณชั้นเทพ  สมณศักดิ์ ที่ พระเทพโสภณ  เป็นเจ้าคุณเจ้าคณะภาค และเจ้าอาราม ที่ผู้คน ญาติโยมรักใคร่ นับถือ  เหลือที่จะกล่าวได้ เพราะงานสร้างสรรค์-งานพัฒนาชุมชนไทย และงานด้านการประชาสัมพันธ์ จิตวิทยาชุมชน ที่ท่านได้สร้างไว้ ประมาณฝีมือขั้นสุดยอด ที่มืออาชีพต้องอาย

ที่ต้องกล่าวถึง หลวงเตี่ย ไว้เป็นอารัมภกถา  ก็เพราะมีความเกี่ยวข้องกับ พระมหาบุญเริ่ม เป็นปฐมเลย  ใครจะรู้ว่า หลวงเตี่ย มีวิสัยทัศน์ นี่แหละ  ท่านเห็นการณ์ไกล สมเป็นปุเรจาริก  เมื่อท่านได้รับอุปการะพระหนุ่มไว้อีก 2 องค์ ในปี 1983 หนึ่งนั้นคือ พระมหาบุญเริ่ม กิตติญาโณ (บุญเริ่ม ขำนวลนิจ)  ซึ่งมีอดีตเป็นถึงผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดสีหไกรสร  วัดในย่านบ้านช่างหล่อ บางกอกน้อย  โดยที่ท่านบุญเริ่ม มีดีกรีด้วยเปรียญธรรม 5 ประโยค มาจากวัดแสงสวรรค์ วัดอันเป็นบ้านเกิดของท่าน ที่จังหวัดนครสวรรค์ นั่นแล้ว

ก่อนเดินทางมาเป็นพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ท่านเป็นบัณฑิตแห่งสำนัก มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สำนักเรียนใหญ่ของเหล่าสมณะ ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์ (วัดสลัก) ข้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั่นแหละ  นอกจากนั้น ท่านมหาบุญเริ่ม ยังมีปริญญามหาบัณฑิตอีกหนึ่งบานในสาขารัฐศาสตร์ เป็นดีกรีกำกับมาจากมัธยมประเทศอีกด้วย

ท่านมหาบุญเริ่ม ยามอยู่เมืองไทยก็มีกิจกรรมหลายด้าน ที่ผมเห็นก็คือ การเป็นเลขานุการคณะมนุษยศาสตร์ของมหาจุฬาฯ นั่น  และที่ผมทราบอีกสถานหนึ่งก็คือ  ท่านเป็นศิษย์ของ อาจารย์เสฐียร พันธรังษี บรมครูทางด้านหนังสือพิมพ์ และศาสนาจารย์คนสำคัญของประเทศ ซึ่งท่านกล่าวถึง ความห่วงใยลูกศิษย์ของท่าน คือ พระมหาบุญเริ่ม ท่านนี้เป็นอย่างยิ่ง ต่อเมื่อท่านอาจารย์เสฐียร ท่านทราบว่ามหาบุญเริ่ม ได้อยู่ในความปลูกฝังดูแลของหลวงเตี่ย ที่วัดไทยแอลเอ  ท่านจึงหมดกังวลใจ คลายความห่วงใย  โดยท่านเขียนไว้ในหนังสือพระธรรมราชานุวัตร ในโอกาสที่หลวงเตี่ย ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็น พระราชานุวัตร แสดงว่าท่านต้องเป็นศิษย์รักของท่านอาจารย์เสฐียรอย่างแน่นอน

ท่านมหาบุญเริ่ม จึงเป็นศิษย์มีครูดีถึงสองท่าน สุดยอดในการเป็นสงฆ์นักพัฒนา คือ “หลวงเตี่ย”   สุดยอดราชบัณฑิตผู้เป็นบรมครูของนักหนังสือพิมพ์และอาจารย์ผู้สอนวิชาศาสนาเปรียบเทียบ เป็นคุรุของพระสงฆ์องค์เจ้าที่ไปเรียนที่สำนักจุฬาราชวิทยาลัย

จึงถือเป็นความโชคดีของท่านมหาบุญเริ่ม ที่ได้มรดกทางพัฒนาสังคมมาจากหลวงเตี่ย ได้พุทธศาสนาและการทำงานด้านมวลชนงานหนังสือพิมพ์ งานคิดงานเขียน

มาจากท่านราชบัณฑิต คือ ศจ. พิเศษ เสฐียร พันธรังษี ผู้ครบศีลห้าข้อเป็นพุทธบุตรแห่งจริยธรรมนักหนังสือพิมพ์คนเดียวในประเทศไทยที่เห็นได้เด่นชัด

ต้นยุค 1980 ที่ผมกล่าวข้างต้น คือ ช่วงแห่งการหล่อหลอมชุมชนไทยหลายด้าน ทั้งงานหลวง งานรัฐ งานราษฏร บุกเบิกกันหน้าดำคร่ำเคร่ง ชุมนุม ชมรม องค์กรแจ้งเกิดกันเป็นทิวแถว โดยเฉพาะวงการหนังสือพิมพ์ภาษาไทยในแอล เอก็ไม่ว่างเว้นผุดการแจ้งเกิดกันเป็นว่าเล่น นับตั้งแต่เสรีชน (ปัจจุบันคือเสรีชัย) ประชามติ อาเชี่ยนรีดเดอร์ (เอเชี่ยนโพสต์) ทีวีพาเหรด ไทยแอลเอ ไทยรีดเดอร์ สยามมีเดีย และสยามปริทัศน์ เป็นต้น

ผมทำงานให้กับหนังสือพิมพ์เสรีชน ที่ถนนสายที่ 8 ตึกของคุณสายพิณ วิไลดารกา ทุกๆ สัปดาห์ผมได้เห็นภาพที่ยัง จำได้ เจนตา เมื่อเห็นภาพ “หลวงเตี่ย” พระเทพโสภณเดินนำหน้า ส่วนพระที่เดินตามหลังมาติดๆ นั่นคือ พระมหาบุญเริ่ม  ที่กลายเป็นพระนักประชาสัมพันธ์ชุมชน ตามหลักสูตรของหลวงเตี่ย ที่จะให้วัดกับชุมชน หมายถึง “บ้านกับวัด”  ผสานสอดคล้องกันอย่างแนบแน่น ทั้งรักษ์สามัคคี ถ้อยทีถ้อยอาศัย ช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างเหนียวแน่นเป็นปึกแผ่น

ผมรู้จักท่านมหาบุญเริ่ม ก็จากการที่ท่านเดินตามหลวงเตี่ยมาโรงพิมพ์ที่ผมทำงาน รู้จักปฏิปทา ได้วิสาสาปรมาญาติ นับกันเป็นญาติธรรม โดยผมเรียกท่านว่า “ท่านอาจารย์”  ทุกคำด้วยความเคารพรัก แม้เราจะแตกต่างกันด้วยการสมาทานความเชื่อถือทางศาสนาก็ตาม ท่านก็รับผมได้อย่างดี

รู้จักกันมากเข้าก็สนิทสนมสนิทใจ มีอะไรข้องขัดทางความรู้ความคิด หรือการทำงานกิจกรรมใดๆ  ก็บากหน้าไปขอความรู้ ไปพึ่งพาไขข้อข้องขัด ท่านมหาบุญเริ่มก็ขยับผ้าเหลือง กุลีกุจอช่วยแก้ให้ได้บ้างไม่ได้บ้าง ตามวาสนาว่างั้นเถอะ

จะไปแปลกอะไร ถ้าพระสงฆ์ องค์เจ้าสะพายกล้อง NIKON F 3. ถ่ายภาพงานกิจกรรมของวัด ที่ไม่ขัดกับวินัยใดๆ ของสงฆ์  เพราะภาพที่ถ่ายท่านได้นำมาประชาสัมพันธ์ทางหน้าหนังสือพิมพ์ของพวกผมทุกฉบับทุกสัปดาห์ ภาพประกอบขาดอีกก็บากหน้าไปขอที่วัดท่านก็หยิบมาให้ด้วยความยิ้มแย้มทุกครั้ง ทั้งๆ ที่น่าจะบ่นด่าพวกผมบ้างก็ยังได้

ส่วนเงินค่าล้างฟิล์ม ค่าถ่ายภาพ ค่าอัดล้าง กี่ร้อยกี่พันรูป ก็ไม่เคยจ่ายให้ท่านสักเฟืองสักสลึง เอาแต่ของฟรี รูปงานกิจกรรมต่างๆ ของวัด นอกจากแจกจ่ายให้พวกเราคนทำหนังสือพิมพ์แล้ว งานภาพส่วนใหญ่ ผมว่านับถึงปัจจุบันนี้ก็หลายหมื่นภาพ ได้คัดเลือกส่วนหนึ่งนำไปพิมพ์ใน หนังสือดวงประทีป วารสารแจกจ่ายของวัด ที่ท่านบุญเริ่มเป็นเสาหลักเหมือนกับเป็นบรรณาธิการอยู่ตรงนั้น ทั้งข้อเขียน ภาพประกอบและการจัดตกแต่งหน้าตาให้น่าอ่านน่าจับ แม้จะออกเล่มล่าช้าก็ไม่มีใครบ่นว่า

นี่คือพระมหาบุญเริ่ม

นักประชาสัมพันธ์ของพุทธศาสนาในต่างแดน ประชาสัมพันธ์อย่างยาวนานเสียด้วย แถมยังทำงานอย่างไม่ท้อถอย ถ้านับจากปี 1983 ก็ตกเข้าไป 34 ปี โลกมนุษย์เข้าไปแล้ว ใครทำงานอย่างไม่ทดท้ออย่างนี้ได้บ้าง โปรดยกมือขึ้น ก็ไหนจะงานของโรงเรียนวัดไทยที่ท่านนั่งเก้าอี้เป็นผู้อำนวยการ งานประชุมวัด ประชุมฆราวาส ประชุมบอร์ดวัดไทยที่ท่านเป็นกรรมการฝ่ายสงฆ์ แล้วไหนจะงานสวด งานกฐิน งานตลาดของวัด งานประจำปี มีงานไหนที่ไม่พ้นการรับรู้รับทำของท่านมหาบุญเริ่มก็ให้ว่ามา

ยามที่สมาคมฯ องค์กร-ราษฎรไทย จะจัดงานอะไรก็ไปอาศัยพื้นที่วัด จัดปาฐกถา จัดพบผู้มีเกียรติที่เดินทางมาฟุ้งให้เราฟัง เราก็จัดที่วัดไทย ครั้นตายก็แบกเข้าวัดอีก จัดสวดพระอภิธรรม 1 วัน 2 วัน 3 วัน ข้องขัดก็ไปหาเลขานุการของวัด ก็พระมหาบุญเริ่มนี่แหละจะใครที่ไหน

แม้ชมรมสื่อมวลชนไทยยุคหนึ่ง ก็ไปขออาศัยที่ประชุมที่วัดไทย ก็พระมหาบุญเริ่มอีกนั่นแหละ จนจดทะเบียนเป็นสมาคมสื่อมวลชนไทย เวลาจะอบรมวิชาการหนังสือพิมพ์ก็ไปอาศัยอาคารของวัด คนที่ช่วยเหลือจากต้นจนสำเร็จเรียบร้อย

ก็พระมหาบุญเริ่มอีกนั่นแล้ว โรงพิมพ์ของผมถูกไฟไหม่ไม่มีพิมพ์ดีด ก็ไปอุ้มพิมพ์ดีดของวัดไทยมาใช้ชั่วคราวก็ต้องขอความช่วยเหลือ นี่ก็ต้องไปขออนุญาตจากท่านมหาบุญเริ่มอยู่ดี

ถ้าจะกล่าวไปแล้ว อันความสำเร็จทางด้านงานพัฒนาชุมชน และงานประชาสัมพันธ์ วัดกับบ้าน บุคคลที่สืบสานงานของ “หลวงเตี่ย” พระธรรมราชานุวัตรได้อย่างที่หลวงเตี่ยตั้งใจ ก็คือ พระมหาบุญเริ่ม นี่เอง ไม่ใช่ใครที่ไหน กาลเวลาบอกผลงานเช่นนั้น เพราะการเดินทางของเวลาไม่เคยตบตาใคร เมื่อมองย้อนหลังแล้วท่านจะได้คำตอบ

จวบจนท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นชั้นพระครู ที่พระครูสิริกิติญาณวิเทศ ก็เพราะงานที่ท่านปฏิบัติมาตลอด

แต่เชื่อไหมว่า ไม่ค่อยมีใครเรียกชื่อท่านตามสมณศักดิ์ ถนัดปากแต่จะเรียกว่า “ท่านเริ่ม”  หรือ ดีหน่อยก็ ท่านมหาบุญเริ่ม แต่ผมเรียกท่านว่า “ท่านอาจารย์” มาจนติดปากแล้ว ก็เลยเรียกท่านต่อมา และมักจะสนทนาหยอกเย้าท่านตามประสาฆราวาสปากไม่ดีว่า

“เมื่อไหร่จะได้เป็นเจ้าคุณกับเขาบ้างครับท่านอาจารย์” ท่านมหาบุญเริ่มก็ได้แต่อมยิ้ม ตามลักษณะของท่าน เมื่อเร็วๆ นี้ผมไปถามท่านต่อหน้า ท่านเจ้าคุณ พระวิเทศธรรมคุณ (ดร.พระมหาศักดิ์ชัย ชิตเมโธ เจ้าอาวาสวัดสุทธาวาส)

ท่านมหาบุญเริ่ม หรือพระครูสิริกิตติญาณวิเทศ ท่านก็ยิ้มอีกแล้วบอกให้ผมใจเย็นๆ นะโยม

จนปลายปี 2559 ผมจึงได้ข่าวว่า ท่านได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ เนื่องในศุภวาระคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9  มีพระสงฆ์ 159 รูป ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ และที่สำคัญในวันนั้นพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ ปยุตตฺโต)  แห่งวัดญาณเวศกวัน  พระนักปราชญ์แห่งพระพุทธศาสนาของโลก ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์เป็น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาของกรุงรัตนโกสินทร์อีกภาพหนึ่ง และท่านอาจารย์ของผมอยู่ตรงพระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง ในวันที่รับพระราชทานพัดยศวันนั้นด้วย ทำให้คำว่า “งานวัดคน”  ผลของงานที่ทำวัดความสามารถของคนเสมอ เสมือนน้ำที่ไม่เคยแพ้เรือฉันนั้น

สมณศักดิ์ของพระมหาบุญเริ่ม หรือ พระครูสิริกิตติญาณวิเทศ คือ “พระวิเทศกิตติคุณ”  ผมในฐานะลูกศิษย์ก็ดีใจ เพราะคำว่า “วิเทศ”  แปลว่าต่างประเทศ ท่านได้ประกาศกิตติคุณของศาสนาในต่างประเทศ ทั้งยังทำให้บ้านกับวัดธำรงอยู่คู่กัน ตามขนบความเชื่อของโบราณสมัย และโดยทุกวันนี้ ความเป็นวัดไทยกับสังคมไทยที่แนบแน่นมั่นคงนั้น มิใช่ผลงานของพระมหาบุญเริ่ม หรือ พระครูสิริกิตติญาณวิเทศดอกหรือ

อย่างไร คือ พระมหาบุญเริ่ม นั่น เริ่มมาจากการเข้าใจสังคมไทยในอเมริกา ส่วนพระวิเทศกิติคุณ คือ ผลพวงของความเป็นพระมหาบุญเริ่มแห่ง 34 ปีของการอยู่กับชาวบ้าน อยู่กับความเข้าใจและทำงานเพื่อให้วัดธำรงอยู่อย่างสง่างาม บรรสานกันอย่างสมบูรณ์นั่นเอง

ผมกราบคารวะมาด้วยมาลัยอักษรด้วยการแสดงความมุทิตาสักการะมายังท่านมหาบุญเริ่ม ท่านอาจารย์ที่เคารพรักมา ณ โอกาสนี้ครับ.