Get Adobe Flash player

ทางสุดท้ายของสายลับ (1) โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

โรเบิร์ต แฮนเซน เจ้าหน้าที่เอฟบีไอ ได้รับความไว้วางใจจากกองบัญชาการมากที่สุด แต่กลับทรยศต่อประเทศชาติด้วยการขายความลับของสหรัฐฯ ให้กับรัสเซีย แลกกับเงินเพื่อความสุขส่วนตัว ในที่สุดความลับไม่มีในโลก เรื่องราวของคนขายชาติจึงถูกเปิดเผยอย่างหมดเปลือก ในรูปแบบของ ข่าว ภาพยนตร์โทรทัศน์ ชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วโลก...

…ภายในกรมข่าวโซเวียต ที่กองบัญชาการเอฟบีไอ กรุงวอชิงตัน ดีซี ไม่มีข่าวรั่วไหลกรณีที่ วาเลรี มาร์ตินอฟ และ เซอร์จี โมโตริน เจ้าหน้าที่เคบีจี สถานทูตรัสเซีย ประจำกรุงวอชิงตัน เป็นสายลับให้กับเอฟบีไอ 3 ปี ใช้นามแฝงว่า เอ็ม&เอ็ม คอยส่งรายชื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าวของโซเวียตและเคจีบีในกรุงวอชิงตัน...ทันทีที่ถูกจับได้ ทั้งสองถูกส่งตัวกลับกรุงมอสโคทันที พอไปถึงก็ถูกจ่อยิงที่ศีรษะอย่างทารุณในฐานะผู้ทรยศต่อประเทศชาติ เมื่อปี 1986

เวลาผ่านไปอีก 2 ปี ทางเอฟบีไอก็ยังมืดมนว่าทำไมวาเลรีและเซอร์จีจึงหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ขณะเดียวกันภายในกองบัญชาการก็เริ่มคำนึงถึงความเป็นไปได้ว่าอาจมีสายลับรัสเซียป้วนเปี้ยนอยู่ในกองบัญชาการเช่นกัน

การสืบสวนหาข้อเท็จจริงเป็นหน้าที่ของกรมข่าว ที่คอยตรวจตราหาตัวสายลับที่จะเข้ามาก่อจารกรรม และอีกทางหนึ่งก็คอยชักจูงฝ่ายตรงข้ามให้ทำงานเป็นสายให้สหรัฐฯ

การสืบตัวหาสายลับในเอฟบีไอ ไม่มีใครคาดถึงว่า โรเบิร์ต แฮนเซน หนุ่มใหญ่วัย 44 ปี ในขณะนั้น ทำงานในกองบัญชาการเอฟบีไอมากว่า 10 ปี ได้รับความเชื่อถือในความฉลาดเฉลียวด้านวิชาการ เป็นนักวิเคราะห์ที่หลักแหลม  และเป็นคนเดียวที่รู้ผลลัพท์ของเคจีบี เอ็ม&เอ็ม เป็นอย่างดี เขารู้ด้วยว่ามีสายอยู่ข้างในคอยส่งข่าวลับสุดยอดให้กับโซเวียตรู้แม้กระทั่งว่าเป็นสายระดับมันสมอง เป็นที่ไว้วางใจที่สุดจากผู้บังคับบัญชา และเขายังรู้ต่อไปอีกว่า เรื่องนี้จะบอกกับใครไม่ได้เด็ดขาด ในเมื่อ คนๆ นั้นคือตัวเขาเอง...

...อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่งเป็นสายลับ อะไรที่เป็นสิ่งจูงใจให้เขาทรยศต่อประเทศชาติ ครอบครัวและสามัญสำนึกของตัวเอง ทั้งที่รู้ดีว่าทางสุดท้ายของสายลับก็คือ ถูกทรมานและความตาย

นับจากปี 1979 จนกระทั่งก่อนที่จะถูกจับเมื่อปี 2001 มีหลักฐานสำคัญมัดตัว 6,000 หน้ากระดาษ ขายความลับให้โซเวียตโดยเปิดเผยชื่อของสายลับโซเวียตที่ทำงานให้เอฟบีไอ 50 คน เป็นเหตุให้ 3 คนถูกประหารชีวิต ที่เหลือถูกจำคุก ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินสดและเพชรกว่า 600,000 เหรียญ ส่วนข่าวอื่นๆ ได้ 800,000 เหรียญ ฝากไว้ที่ธนาคารมอสโค 1,400,000 เหรียญ 

เมื่อพิจารณาถึงชีวิตในวัยเด็กที่อาจมีส่วนทำให้ตัดสินใจทำในสิ่งที่น้อยคนนักจะกล้าเสี่ยง เขาเป็นลูกชายคนเดียวของ โฮเวิร์ด แฮนเซน นายตำรวจเมืองชิคาโก ซึ่งเป็นพ่อที่เคร่งครัดระเบียบวินัย ทั้งดุด่าและทุบตีลูกชายทุกวัน ครั้งหนึ่งพ่อเอาที่นอนม้วนตัวเขาไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อน ตรึงแขนไว้จนกระดิกไม่ได้ บางครั้งก็จับตัวลูกหมุนไปรอบๆ จนวิงเวียนและอาเจียร การลงโทษที่ผิดธรรมชาติของพ่อก็เพื่อต้องการให้เป็นลูกผู้ชายเต็มตัว เข้มแข็ง บึกบึน และไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ไม่เคยถูกใจพ่อแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งที่เขาเป็นนักศึกษาชั้นเยี่ยม จบระดับปริญญาโทมีความศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อศาสนาโรมันแคธอลิค

ดร.เดวิด แอล.ชาร์นี่ นักจิตวิทยาวอชิงตัน ลงความเห็นว่าความโกรธแค้นของเขาที่มีต่อพ่อมีผลต่อการทรยศ เพราะในที่ทำงานก็เหมือนกับครอบครัว ข้อปฏิบัติขององค์กรจะเป็นการเตือนความทรงจำจากประสบการณ์ที่เขาเคยได้รับให้กลับมา ถ้าหากผิดหวังในหน้าที่การงานนับเป็นครั้งที่สอง ความโกรธที่เก็บไว้ข้างในจะคุกรุ่นเกินกว่าที่จะรับได้ แล้วเมื่อนั้นก็ถึงเวลาแก้แค้น

จากมูลเหตุที่เกิดจากพ่อ  ก็ถึงตอนที่เขาเข้าทำงานเอฟบีไอ เมื่อปี 1976 อายุ 31 ปี เริ่มจากหน้าที่เสมียนฝ่ายอาชญากรรม สำนักงานเมืองแกรี่ รัฐอินเดียน่า เดือนสิงหาคม 1978 ย้ายไปประจำที่นิวยอร์ค ซิตี้ ฝ่ายอาชญากรรม เดือนมีนาคม1979 ประจำกรมข่าวราชการลับ มีหน้าที่ช่วยแสวงหาข่าว ความลับใหม่ๆ ประกอบด้วยประวัติของเจ้าหน้าที่ชาติต่างๆ หลายร้อยคน รวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายราชการลับของแต่ละประเทศ ผลที่ได้คือ เขารู้หมดว่าใครเป็นใครในโซเวียต

แม้ว่าเขาถูกย้ายให้ไปประจำที่นิวยอร์คซิตี้ เมืองที่มีค่าครองชีพสูง แต่โรเบิร์ตกลับพึงพอใจ เขาและภรรยา บอนนี่ พร้อมกับลูก 3 คน ย้ายไปตั้งหลัก ซื้อบ้านเล็กๆ ที่สการ์เดล เมืองมั่งคั่งของเวสเชสเตอร์ เคาน์ตี้ ห่างจากเมืองแมนฮัตตันไปทางเหนือ 20 ไมล์ และมีลูกเพิ่มอีก 3 คน รวมทั้งหมด 6 คน ผู้ชาย 3 ผู้หญิง 3 เป็นครอบครัวหนุ่มสาวที่กำลังก่อร่างสร้างตัว

ในปีเดียวกัน เขาเข้าไปในสำนักงานขององค์การฝ่ายพาณิชย์โซเวียต เมืองนิวยอร์ค ซึ่งทำหน้าที่กรมข่าวของโซเวียต เพื่อเสนอตัวเป็นสายลับ อ้างว่าอยากได้เงินเพิ่มอีกนิดหน่อยแล้วจะเลิก

โรเบิร์ตส่ง 3 ข่าว ข่าวหนึ่งบอกชื่อคนที่เป็นสายลับให้กับเอฟบีไอและซีไอเอ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่คอยส่งข่าวจากมอสโคให้สหรัฐฯ เป็นเวลา 17 ปี มีเอกสารส่งมาเก็บไว้ในแฟ้มที่กองบัญชาการถึง 27 ลิ้นชัก

คนขายชาติอย่างโรเบิร์ตเกือบถูกจับในช่วงนี้ เมื่อคืนหนึ่งภรรยาเห็นว่าเขากำลัง

เขียนจดหมายอยู่ที่ห้องใต้ดิน พอเขาหันมาเห็นบอนนี่ ก็ทำท่าลับๆ ล่อๆ พยายามปกปิดข้อความ บอนนี่คิดว่าเขาเขียนจดหมายถึงหญิงอื่น จึงเข้าไปคาดคั้นเอาความจริง จนโรเบิร์ตต้องยอมสารภาพว่าขายความลับให้กับโซเวียต แต่ไม่ได้บอกถึงความสำคัญของข่าว ว่าเป็นเพียงข่าวที่กุขึ้น และได้เงินแค่ 30,0000 เหรียญเท่านั้น

บอนนี่ขอให้เขาไปสารภาพบาปกับพระในวันรุ่งขึ้น พอพระได้ฟังก็แนะนำให้โรเบิร์ตเข้ามอบตัว แต่พอเช้าวันรุ่งขึ้น พระโทรศัพท์ถึงเขาว่า หลังจากไตร่ตรองอีกครั้งแล้วเกิดความคิดขึ้นมาว่า แทนที่จะมอบตัว ขอให้เขาบริจาคเงินของโซเวียตจำนวนนั้นให้ทางโบสถ์แทน

โรเบิร์ตสัญญากับบอนนี่ว่าเขาจะไม่ขายข่าวให้กับรัสเซียอีกต่อไป และจะบริจาคเงินให้กับทางโบสถ์ ซึ่งบอนนี่ก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าเขาทำตามที่พูดไว้หรือไม่

ปี 1981 โรเบิร์ตถูกย้ายไปประจำฝ่ายงบประมาณในกองบัญชาการที่กรุงวอชิงตัน เขาซื้อบ้านอีกหลังที่เมืองเวียนนา รัฐเวอร์จิเนีย ที่ทำงานแห่งใหม่เขามีเพื่อนไม่มากนัก เพราะเขาทำตัวเหนือคนอื่น มั่นใจในความสามารถของตัวเอง ด้านวิชาการก็เหนือกว่าหลายขุม จนเป็นที่เกรงขามของเพื่อนร่วมงาน ด้วยเหตุนั้นเขาจึงได้รับอนุญาตให้รับรู้รายละเอียดและความเคลื่อนไหวอย่างระแวดระวังของเอฟบีไอ รวมถึงการใช้จ่ายเงินงบประมาณ เขาจึงเป็นผู้ล่วงรู้ความลับสุดยอดของสหรัฐฯ ในทุกประเด็น

เดือนสิงหาคม 1983 ย้ายไปประจำสำนักงานที่อยู่ตรงข้ามกับหน่วยวิเคราะห์ของโซเวียต มีหน้าที่ค้นหาตัวคนที่เป็นสายให้กับมอสโคและแผนการที่ปฏิบัติในสหรัฐฯ ...ปี 1985 โรเบิร์ตเสนอตัวทำงานให้เคจีบี โดยใช้นามแฝงว่า รามอน กราเซีย ความลับที่ขายในครั้งนั้นก็คือส่ง วาเลรี มาร์ตินอฟ กับ เซอร์จี โมโตริน กลับบ้านเก่า

วันหนึ่งในฤดูร้อนปี 1990 จินนี่ เบกลิส พี่สาวของบอนนี่มาเยี่ยมที่บ้าน สองพี่น้องเข้าไปคุยในห้องนอน จินนี่สังเกตเห็นเงินหลายพันเหรียญวางเกลื่อนอยู่บนเคาน์เตอร์แต่งตัวของโรเบิร์ต ช่วงนั้นเขาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจราชการ หมายความว่าเขาต้องเดินทางไปทั่วประเทศและต่างประเทศ เพื่อดูงานตามสำนักงานเอฟบีไอภาคสนาม ทำหน้าที่ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างมั่นคงปลอดภัยและบันทึกไว้ในเอกสารสำคัญ ข่าวชิ้นนี้เคจีบีจ่ายให้เขามากกว่า 450,000 เหรียญ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมเขาจึงวางเงินพันไว้เกลื่อนห้อง

บอนนี่ไม่ติดใจเรื่องเงินที่พี่สาวสังเกตเห็น ส่วนญาติคนอื่นๆ เริ่มสงสัยเมื่อรู้จากจินนี่ จนกระทั่งเข้าหู มาร์ค วอล์ค พี่ชายของจินนี่และบอนนี่

มาร์คเข้าทำงานเอฟบีไอเมื่อปี 1978 หลังน้องเขย 2 ปี ประจำอยู่ที่สำนักงานชิคาโก เงินหลายปึกของโรเบิร์ตนำความสงสัยมาให้เขาจนกลายเป็นปัญหา เพราะมาร์คนึกถึงคำพูดของโรเบิร์ตที่บอนนี่เล่าให้เขาฟังเมื่อ 5 ปีที่แล้วว่า เกษียณแล้วโรเบิร์ตอาจไปอยู่ที่โปแลนด์...

โปแลนด์คือประเทศในเครือข่ายของโซเวียต เป็นเรื่องน่าแปลกไม่สมควรที่เจ้าหน้าที่เอฟบีไอจะพูดประโยคนี้ หลักฐานแค่นั้นมาร์คยังทำอะไรไม่ได้ แต่เงินจำนวนมากยังกรุ่นอยู่ในใจว่าโรเบิร์ตเอามาจากไหน อีกประการหนึ่งก็คือเขาได้รับข่าวว่าทางกองบัญชาการกำลังจับตามองหาตัวสายลับที่แทรกอยู่ในกรมข่าวราชการลับ จะเป็นไปได้ไหมว่า สายลับคนนั้นคือน้องเขยของเขาเอง

มาร์ควนเวียนอยู่กับความคิดที่ที่รุมเร้าอยู่หลายอาทิตย์ในที่สุดก็ตัดสินใจรายงานผู้บังคับบัญชา นับจากวันนั้นไปหลายเดือนเปลี่ยนเป็นหลายปีก็ยังไม่มีข่าวคืบหน้า มาร์คคิดว่าการไม่มีข่าวคือข่าวดี รู้สึกเสียใจที่เขาปรักปรำน้องเขยผู้บริสุทธิ์เพราะเข้าใจผิด

ความจริงทางกองบัญชาการมีคำอธิบายเตรียมอยู่แล้วว่าทำไมถึงไม่ติดตามพฤติกรรมอันน่าสงสัยของโรเบิร์ต เพราะถ้าหากเป็นความจริงขึ้นมา ก็จะกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ด่างพร้อยที่สุดของเอฟบีไอ ซึ่งน่าจะจับตัวสายลับได้ตั้งแต่เมื่อสิบปีที่แล้ว (อ่านต่อสัปดาห์หน้า)