Get Adobe Flash player

ทางสุดท้ายของสายลับ (2) โดย วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

โรเบิร์ต แฮนเซน เจ้าหน้าที่เอฟบีไอ ได้รับความไว้วางใจจากกองบัญชาการมากที่สุด แต่กลับทรยศต่อประเทศชาติด้วยการขายความลับของสหรัฐฯ ให้กับรัสเซีย แลกกับเงินเพื่อความสุขส่วนตัว ในที่สุดความลับไม่มีในโลก เรื่องราวของคนขายชาติจึงถูกเปิดเผยอย่างหมดเปลือก ในรูปแบบของ ข่าว ภาพยนตร์โทรทัศน์ ชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วโลก...

(ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว)

...การใช้ชีวิตในโลกส่วนตัวของโรเบิร์ต แม้ได้เงินอย่างง่ายดายแต่ก็ไม่กล้าเอาออกมาใช้อย่างโจ่งแจ้ง มีอยู่อย่างเดียวเวลาไปเที่ยวคลับในดาวน์ทาวน์ กรุงวอชิงตัน เกิดถูกชะตากับนางระบำเปลื้องผ้า พริสซิลลา ซู กาเลย์ เริ่มต้นจากให้แค่ช่อดอกไม้และเงินทิป 10 เหรียญเป็นการปูพื้น

อีก 2-3 อาทิตย์ต่อมา เขากลับไปอีกครั้ง แล้วประสานความสัมพันธ์เรื่อยมามากกว่า 1 ปี เขาทำตัวเหมือนเจมส์ บอนด์ สายลับที่ต้องมีสาวสวยอยู่ในอ้อมแขน แต่พฤติกรรมประหลาดของเขาไม่เหมือนเจมส์ บอนด์ เขาไม่เคยล่วงเกินพริสซิลลา ไม่มีแม้กระทั่งกอดจูบหรือถูกเนื้อต้องตัว กลับกลายเป็นว่าเขาพยายามชักจูงให้เธอสนใจในเรื่องจิตวิญญาณ ชวนเข้าโบสถ์ คงเป็นความเชื่อถือของผู้นับถือศาสนาแคธอริคนิกายนั้น

ปี 1994 เอฟบีไอได้ชัยชนะในการจับกุมตัว อัลดริช เอมส์ สายลับมอสโคในซีไอเอ หักหลังพวกซีไอเอในโซเวียตหลายสิบคน เป็นเหตุให้สายลับของอเมริกาถูกประหารชีวิต 10 คน

เมื่อจับตัวการได้ ก็เท่ากับสร้างขวัญและกำลังใจให้กับอเมริกา แต่ก็ยังเป็นฝันร้ายของซีไอเอและเอฟบีไอต่อไป ในเมื่อยังหาตัวเอฟบีไอที่เป็นสายลับขายข่าวให้รัสเซียไม่ได้ มีการสืบอยู่พักใหญ่ แล้วก็พุ่งความสงสัยไปที่ ไบรอัน เคลเลย์ ถึงแม้หลักฐานจะอ่อน แต่ก็มีมูลพอสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นไปได้ทุกคนในครอบครัวไบรอันถูกนำตัวมาสอบสวน ทำให้ไบรอันมีมลทินไป 2 ปี

หน่วยงานที่ตั้งขึ้นเพื่อล่าตัวสายลับ เริ่มดำเนินการเมือปี 2000 การตั้งข้อสงสัยผู้บริสุทธิ์ได้สร้างความหวาดระแวงกันเอง แต่ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางแก้ไข แม้ว่าจะต้องใช้งบประมาณเป็นล้านเหรียญ ซึ่งทางเอฟบีไอเชื่อแน่ว่า ครั้งนี้ไบรอันจะต้องดิ้นไม่หลุด

นับตั้งแต่ช่วงปี 1980 เป็นต้นมา ซีไอเอและเอฟบีไอร่วมมือกันดึงตัวฝ่ายตรงข้ามให้มาเป็นสาย ครั้งนี้จึงเริ่มต้นพิจารณาจากรายชื่อของสายลับที่เคยทำงานให้อเมริกา เจาะจงไปที่อดีตเจ้าหน้าที่เคจีบี ซึ่งปัจจุบันประกอบอาชีพส่วนตัวหลังจากรีไทร์ที่มอสโค

เมื่อทางเอฟบีไอติดต่อไปอดีตคนนั้นได้ส่งรายชื่ออเมริกันที่เป็นสายให้กับรัสเซียอยู่ในหน่วยงานเคจีบี แม้ไม่ใช่ชื่อจริงหรือสังกัด แต่ก็พอมีร่องรอยให้เดาได้ ระบุว่าชื่อ รามอน กราเซีย พร้อมทั้งเทปบันทึกเสียงของสายลับ จากข้อมูลที่ได้ เอฟบีไอต้องจ่ายอดีตเคจีบี 7 ล้านเหรียญ ไม่นานนักเอกสารบันทึกรายละเอียดของรามอน กราเซียก็มาถึงยังกองบัญชาการ แต่มีข้อความเขียนไว้หน้าซองว่า...ห้ามเปิด... ถึงแม้พวกเจ้าหน้าที่อยากรู้ใจแทบขาด ก็ต้องอดทนรอ

อีกไม่กี่อาทิตย์ อดีตเคจีบีพร้อมครอบครัวถูกนำตัวจากมอสโคมายังสหรัฐฯ ภายใต้ชื่อเสียงเรียงนามและประวัติใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อต่อรองกับเอฟบีไอแลกกับการเปิดเผยตัวตนสายลับอเมริกันคนสำคัญ และเขาจะเป็นผู้เปิดเอกสารซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกคนกำลังรอคอยด้วยตนเอง

วันหนึ่งของเดือนพฤศจิกายน 2000 กลุ่มเอฟบีไอนั่งล้อมวงเพื่อฟังเสียงลึกลับ ต่างก็คาดเดาว่าจะต้องเป็นเสียงของ ไบรอัน เคลเลย์ ผู้ต้องสงสัยกำลังพูดต่อรองกับทางโซเวียตอย่างแน่นอน ทว่าเสียงที่เปล่งออกจากเทปกังวานก้องไปทั่วห้องต่างจากน้ำเสียงของไบรอันโดยสิ้นเชิง มีคนหนึ่งคลับคล้ายคลับคลาว่าคุ้นกับเสียงนั้นอย่างยิ่งแต่ยังนึกไม่ออก

บ็อบ คิง นักวิเคราะห์คนหนึ่งของเอฟบีไอ จ้องมองไปที่เทปแล้วนึกถึงน้ำเสียงของสายลับที่เขาคุ้นกับคำสบถที่เคยได้ยินบ่อยครั้งจาก โรเบิร์ต แฮนเซน พอขอเปิดเทปฟังอีกครั้ง เขาก็แน่ใจว่าไม่ผิดตัว

กลางเดือนธันวาคม อดีตเคจีบีที่ได้รับเงิน 7 ล้านเหรียญ ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและปลอดภัยในสหรัฐฯ จนถึงวันเปิดซองสุดท้าย เขาอธิบายถึงสิ่งที่บรรจุอยู่ในนั้น คือถุงพลาสติกสำหรับใส่ขยะธรรมดาๆ ให้สายลับไว้ใส่เอกสารสำคัญ ถูกเก็บไว้อย่างมิดชิดในสำนักงานเคจีบีนับตั้งแต่วันที่ได้รับ ผลตรวจสอบได้ระบุรอยนิ้วมือที่ถุงขยะว่าเป็นของโรเบิร์ต แฮนเซน

เอฟบีไอเริ่มแผนวางกับดักสายลับขณะกำลังปฏิบัติการ ค้นพบเอกสารการติดต่อกับรัสเซีย 2-3 ชิ้น ซึ่งยังค้างอยู่ในคอมพิ

วเตอร์ที่ห้องทำงานของโรเบิร์ตที่กองบัญชาการ ทำให้เป็นหลักฐานชัดเจนว่าโรเบิร์ตขายความลับให้มอสโคจริง

เอฟบีไอสืบถึงจุดนัดพบ เป็นสถานที่ลับที่โซเวียตกับโรเบิร์ตส่งเอกสารถึงกัน ที่สวนสาธารณะฟ็อกซ์ สโตน ใกล้กับบ้านโรเบิร์ตที่เวอร์จิเนีย ใช้โค๊ดลับว่า เอลลิส นัดพบปีละครั้ง วันที่ 18 กุมภาพันธ์ จากข้อมูลในคอมพิวเตอร์จะมีการนัดหมายครั้งต่อไปวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2001 และวันที่ 12 กุมภาพันธ์ จะมีกล่องวัสดุบรรจุเงินใบละ 100 จำนวน 50,000 เหรียญ ทิ้งไว้ที่จุดนัดพบเมืองอาร์ลิงตัน เอฟบีไอค้นหาจนพบ ถ่ายรูปเงินทั้งหมดแล้วเก็บไว้ที่เดิม

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ เอฟบีไอจำนวนหนึ่งคอยโรเบิร์ตอยู่ที่สวนสาธารณะฟ็อกซ์สโตน หน่วยสวาทคอยดูลาดเลาอยู่ตรงทางเข้า ส่วนอีกจำนวนหนึ่งติดตามโรเบิร์ตตั้งแต่ขับรถออกจากบ้าน เดินหายเข้าไปในช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ เวลา 4 โมงเย็น กลับออกมาเปิดท้ายรถเอาเอกสารใส่ถุงขยะ จากนั้นขับต่อไปจนถึงสวนสาธารณะ เวลาประมาณ สี่โมงครึ่ง เขาจอดรถตรงข้ามกับป้ายทางเข้า แล้วเอากระดาษสีขาวแผ่นเล็กๆไปติดไว้ที่เสา เป็นเครื่องหมายว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน แล้วเดินกลับไปเปิดท้ายรถหิ้วถุงเอกสารเข้าไปในป่า เดินตามทางที่มีต้นไม้เรียงรายสองข้างทาง ตรงไปยังสะพานไม้แล้ววางถุงไว้ใต้สะพานอย่างระมัดระวัง เขาใช้เวลา 4 นาที ก่อนปรากฎตัวที่รถอีกครั้ง

ทันใดนั้น รถแวน 2 คันก็พุ่งุเข้ามาหยุดขวางรถ เจ้าหน้าที่ 4 คนสวมเสื้อเกราะกันกระสุนกระโดดลงมา บางคนถือเอ็มพี 5 ออโตเมติค เห็นแค่นี้โรเบิร์ตก็รู้ว่า อนาคตของเขาดับสลาย

ความผิดฐานก่อจารกรรม โทษถึงประหารชีวิต แต่ทนายความสู้คดีให้จำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีทัณฑ์บน โดยอ้างว่า ผลประโยชน์ดีที่สุดที่สหรัฐฯได้รับก็คืออนุญาตให้รัฐบาลประเมินค่าความเสียหายจากการทำงานของโรเบิร์ต และส่วนหนึ่งของข้อต่อรองให้ยึดเงินจำนวน 1.4 ล้านเหรียญ ที่รัสเซียจ่ายให้ ไม่มีสิทธิ์ได้รับผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้นจากค่าเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ ภาพยนตร์ที่ถ่ายทำประวัติชีวิต ตลอดจนเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาในอนาคต และเขาจะต้องตอบข้อซักถามเกี่ยวกับกลวิธีขายข่าวและหน้าที่สายลับอย่างละเอียดเป็นเวลา 6 เดือน การลงโทษจะไม่กำหนดจนกว่าจะถึงผลสรุปในข้อซักถามทุกประเด็นหรือจนกว่าอัยการจะพอใจ

10 พฤษภาคม 2001 โรเบิร์ตสวมชุดนักโทษสีเขียว ปรากฎตัวในศาลต่อหน้าผู้พิพากษา คล็อต ฮิลตัน ที่อเล็กซานเดรีย เฟดเดอรัล คอร์ท เฮาส์ ภายในห้องพิจารณาคดี เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ ทุกคนจ้องไปที่โรเบิร์ตด้วยใบหน้าถมึงทึง ส่วนใหญ่เคยทำงานกับเขาที่กรมข่าว

โรเบิร์ตลุกขึ้นยืนพูดว่า...ผมขออภัยและละอายใจต่อการกระทำทั้งหมด ผมเปิดประตูรับคำดูถูกดูหมิ่นให้เข้ามาทำร้ายภรรยาและลูกๆ ที่บริสุทธิ์ ผมรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวอย่างแสนสาหัส...

วันที่ 6 กรกฎาคม 2001 ที่ศาลยูไนเต็ด สเตท รัฐเวอร์จีเนีย โรเบิร์ตถูกพิพากษาว่ามีความผิด 15 ข้อหา จำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีโอกาสได้รับทัณฑ์บน วันนั้นบอนนี่และลูกๆ ทั้ง 6 คนไม่ปรากฎตัว เขาไม่มีเพื่อนมากนัก แต่เพื่อน 2-3 คนที่รู้ข่าวต่างก็ตกตะลึงอย่างคาดไม่ถึง หนึ่งในนั้นคือ รอน มโรเท็ก ถือว่าเป็นเพื่อนที่สนิทกันมากกับโรเบิร์ต

คำพูดที่โรเบิร์ตเคยพูดกับรอน ยากที่เขาจะลืมได้ก็คือ...บุคคลที่ถือว่าโง่และงี่เง่าที่สุด ก็คือผู้ที่เป็นสายลับให้เคจีบี จะต้องถูกจับได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เพราะพวกเราชาวเอฟบีไอจะตามล่าจนสุดขอบฟ้า

ปัจจุบัน โรเบิร์ต อายุ 72 ปี จำคุกอยู่ที่คุกเฟดเดอรัล ซูเปอร์แม็กซ์ ใกล้กับเมืองฟลอเรนซ์ รัฐโคโลราโด.