Get Adobe Flash player

หลุดพ้นจากขุมนรก โดย วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

ผู้หญิงจำนวนมากที่ถูกหลอกไปขายตัว ในที่สุดต้องสิ้นเนื้อประดาตัว ไม่มีบ้านพักพิง นอนรอความตายจากโรคเอดส์ แต่ก็ยังมีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งฝังแน่นกับความแค้น ตั้งปณิธานว่าจะช่วยผู้บริสุทธิ์จนกว่าถึงวันสุดท้ายของชีวิต

…เวลาหกโมงเช้า ที่เมืองคาคาวิตตา ประเทศเนปาล บนถนนที่ทอดยาวแบ่งเขตแดนระหว่างเนปาลกับอินเดีย มีรถยนต์ รถกระบะ รถลาก เข้าแถวยาวเหยียดเป็นไมล์เพื่อผ่านการตรวจเข้าเมือง กึกก้องด้วยเสียงคำรามบวกความร้อนของเครื่องยนต์ ผสมกลิ่นไอน้ำมันคละเคล้าฝุ่นละออง

ภายใต้บรรยากาศที่เกิดขึ้นจนเป็นกิจวัตรประจำวัน มีผู้หญิง 2 คน “กีต้า” และ “นิชา” ซึ่งเคยถูกหลอกไปขายในซ่องที่อินเดีย เดินสำรวจรถที่จอดเรียงรายอย่างตั้งอกตั้งใจทุกวันๆ ละ  12 ชั่วโมง…ทั้งสองได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชายแดน เพื่อช่วยเหลือผู้หญิงที่ตกอยู่ในเงื้อมมือนักค้ามนุษย์ จะเพ่งเล็งเด็กสาวที่เดินทางคนเดียวหรือมากับผู้ชายสองต่อสองเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่ตัวการมักจะเดินล่วงหน้าหรือตามหลังเหยื่อเวลาผ่านด่าน

จากประสบการณ์ของกีต้ากับนิชา จะสนใจผู้หญิงที่แต่งกายด้วยชุดใหม่เอี่ยม เดินเหินไม่ถนัดเพราะเคยแต่เดินเท้าเปล่ามานาน หรือไม่ก็มีกริยาท่าทางสับสน เธอจะแจ้งเจ้าหน้าที่ แยกไปสัมภาษณ์เดี่ยว ถ้าผิดปกติก็จะจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยทันที…เธอสามารถช่วยได้ทันประมาณวันละ 4 คน ซึ่งคาดว่ามีผู้หญิงมากกว่าสองล้านถูกลักพาตัวจากเนปาลและบังกลาเทศ ไปขายซ่องที่เมืองบอมเบย์

ยังโชคดีที่ แอนลดา โกลารา อายุ 52 ปี ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีชาวเนปาล ก่อตั้งองค์กร “ไมตี เนปาล” ซึ่งมีความหมายว่า “บ้านของแม่” โดยได้รับความร่วมมือจากตำรวจทุกท้องที่ มีหลายครั้งที่ขอกำลังเจ้าหน้าที่บุกทลายซ่องช่วยผู้หญิงจำนวนมากออกมา อย่างเช่น กีต้าและนิชา

กีต้า…อายุ 20 ปี เมื่อก่อนหนัก 126 ปอนด์ เดี๋ยวนี้เหลือ 95 ปอนด์ ถูกบังคับให้บริการวันละ 50 คน เป็นเวลา 3 ปี รางวัลที่ได้คือเชื้อเอชไอวี แม้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไม่นาน การที่มีส่วนช่วยไม่ให้คนอื่นตกเป็นเหยื่อ ถือเป็นการแก้แค้นอย่างเดียวที่ทำได้

นิชา…อายุ 20 ปี ได้ฉายาว่า “แม่เสือ” เดินตรวจตราอย่างเข้มงวดและดุดัน สมัยที่อายุ 13 ปี เพื่อนสนิทของครอบครัวเสนองานร้านเพชรพลอยในอินเดีย รีบตกปากรับคำอย่างดีใจจึงหลงกลลวงอย่างง่ายดาย…วันแรกถูกขัง 7 วัน ไม่ได้กินอาหารจนกว่าจะยอมบริการลูกค้า ห้องเหมือนกรงสัตว์กว้างแค่ที่นอนผืนเดียว ได้รับเงินครั้งละไม่ถึง 1 เหรียญ ก็เหมือนกับคนอื่นๆ ที่ถูกขายในราคา 300-1,000 เหรียญ ค่าแรงจึงถูกหักเป็นค่าตัวจนกว่าจะหมด แต่อย่าหวังว่าวันนั้นจะมาถึง ในเมื่อต้องจ่ายค่าที่พัก อาหาร น้ำ เสื้อผ้า หรือแม้แต่ค่าทำแท้ง

เวลาผ่านไป 2 ปี คิดแต่เรื่องหนีจนสำเร็จขณะที่ถูกพาตัวไปฉีดยาคุม เธอวิ่งไปหาตำรวจ ซึ่งส่งตัวไปไว้ที่ “ไมตี เนปาล” แต่การหนีแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย น้อยคนนักที่มีโอกาส…มีอยู่ 2 ทางที่พ้นจากซ่องนรกคือ ความตาย และตำรวจช่วยออกมา

การวางแผนเพื่อบุกทลายซ่องแต่ละครั้งล่าช้าและอันตราย ซึ่งทาง”ไมตี เนปาล” ได้รับความร่วมมือจากทางเจ้าหน้าที่น้อยมาก เพราะตำรวจแพ้อำนาจเงินเจ้าของซ่อง อีกทั้งเหยื่อก็ถูกขู่จนไม่มีใครกล้า เคยมีคนร้ายบุกเข้าไปในองค์กร 2-3 ครั้ง เพื่อค้นหาเอกสาร หลักฐานสำคัญที่มัดตัวตัวการใหญ่ที่ยากจะปฏิเสธในชั้นศาล

ถึงจะมีอุปสรรค องค์กรก็ช่วยได้ปีละประมาณ 200-300 คน พาไปอยู่ในบ้านพักที่เงียบสงบแถวชายแดนเนปาล ล้อมรอบด้วยสวนผักและทุ่งเลี้ยงสัตว์…แม้ว่าหลายคนโชคดีได้หลุดพ้น แต่ก็ต้องเผชิญกับโลกภายนอกที่โหดร้าย…ไมตี เนปาลพยายามติดต่อครอบครัวให้รับกลับ แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่เคยเดินทางออกนอกหมู่บ้านตั้งแต่เกิด จึงไม่รู้ว่าตัวเองมาจากไหน

บางคนรู้ที่อยู่ แต่หมู่บ้านไม่ต้อนรับคนมีเชื้อเอชไอวีหรือเป็นเอดส์ บางคนอยากเห็นหน้าพี่น้องใจจะขาด แต่ก็ถูกประณามหยามเหยียดและถูกรังเกียจยิ่งกว่าคนเป็นโรคเรื้อน…แม้แต่ทางรัฐบาลเองเมื่อได้รับการติดต่อจากองค์กร ก็ไม่เต็มใจรับกลับประเทศเกรงว่าจะไปแพร่เชื้อ

ค่ายารักษาก็แพงเหลือเกิน ผู้หญิงในไมตี เนปาล จึงต้องนอนรอความตายสถานเดียว คนที่ยังไม่ถึงเวลาก็ต้องทนดูคนอื่นทุรนทุรายก่อนเสียชีวิตต่อหน้าต่อตา 

ทุกคนในไมตี เนปาล มีชีวิตที่แตกต่าง สิ่งเดียวที่เหมือนกันกับคำถามที่ว่า…ทำไมพวกเธอจึงต้องรับเคราะห์กรรมซ้ำเติมมากขนาดนี้…

อย่างชีวิตของ พุชภา ปัจจุบันอายุ 24 ปี มีสภาพน่าสมเพชเวทนา หน้าตาบูดเบี้ยว มีรอยช้ำที่โหนกแก้มและขากรรไกร แขนขวาไม่มีแรง…เมื่อ 10 ปีก่อน เป็นวัยรุ่นแสนซื่อมองโลกอย่างสวยงาม อยู่กับพ่อในฟาร์มชนบททางตะวันตกของเนปาล ต่อมาไม่นานก็หลงกลพวกค้ามนุษย์ที่ทำทีขอแต่งงานแล้วเอาไปขายซ่อง เธอต้องบริการวันละ 20 คน ทุกวันเป็นเวลา 7 ปี ในที่สุดก็เป็นเอดส์ วัณโรค สมองเลื่อมเพราะถูกซ้อมหนักทุกครั้งที่พยายามหนี ครั้งสุดท้ายหมดสติ แขนขวาและขาทั้งสองข้างไร้ความรู้สึก มีแนวโน้มว่าจะเป็นลมบ้าหมูแถมอีกหนึ่งโรค         

ส่วนใหญ่ไม่มีใครอายุต่ำกว่า 16 แต่ จีนา อายุแค่ 7 ขวบ เพิ่งสมัครเข้าเรียนเกรด 1 เลี้ยงลูกให้เพื่อนบ้านแล้วถูกนายจ้างหลอกไปขาย ต้องนั่งรถไฟ 4 วัน ถึงบอมเบย์  …ถูกบังคับให้ขายตัวเมื่อไม่ยอมก็โดนซ้อมจนน่วม วันรุ่งขึ้นถูกผู้ชาย 3 คน รุมข่มขืน ติดเชื้อเอชไอวีเมื่ออายุ 9 ขวบ…คิดหนีหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายแมงดาประกาศว่า จะคั่วพริกร้อนๆ ใส่ของลับให้เจ็บแสบทรมาน จึงเลิกคิด…เข้ามาอยู่ที่บ้านพักอายุ 11 ปี พร้อมโรคเอดส์

อนิตา อายุ 22 ปี ไม่ยอมเล่าความจริงที่น่าอับอายและเจ็บปวด ถ้าบอกว่าเป็นโรคก็ไม่มีคนต้อนรับ สังคมรังเกียจ…วันนั้นไปบ้านคู่หมั้นของเพื่อนแล้วถูกขายทั้งคู่…ในซ่องเห็นผู้หญิงสองคนแขวนคอกับพัดลมเพดาน ยึดอินเดียเป็นถิ่นตาย ห่างไกลถิ่นเกิดที่ไม่มีใครสักคนในครอบครัวร้องไห้ด้วยความอาลัย…

คนขายอนิตาเป็นคนแรกในเนปาลที่ถูกจำคุก 20 ปี ทั้งที่มีกฎหมายประกาศใช้ตั้งแต่ปี 1963 แม้องค์กร ไมตี เนปาล จะพยายามผลักดันทุกทางก็ยังไม่เป็นผล เธอคิดว่า 20 ปี ไม่สาสมกับความเลว ในเมื่อสิ่งที่เกิดกับเธอเหมือนถูกตัดสินประหาร ฉะนั้นเขาก็ควรได้รับเช่นกัน

อนิตาทุ่มเทเวลาทั้งหมดทำหน้าที่แม่ให้เด็กกำพร้า 11 คน ในองค์กร เป็นวิธีเดียวที่ทำให้ลืมความทุกข์ระทม จนกว่าเด็กพวกนี้จะจากไปด้วยโรคเอดส์ และก็จะถึงเวลาของเธอในวันหนึ่ง

ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีสาเหตุ บางครั้งสิ่งเลวร้ายที่ประสบ อาจเป็นไปได้ว่า คือคำบัญชาให้เธอเป็นผู้หยุดยั้งไม่ให้เกิดขึ้นกับคนอื่นๆ อีก…

ส่วนผู้หญิงกลุ่มหนึ่งที่สุขภาพแข็งแรงไม่ติดโรค ถือเป็นหน้าที่ที่จะออกตระเวนไปให้ความรู้กับแม่และเด็กหญิงตามชนบทต่างๆ ตั้งเป็นโครงการแพร่กระจายข่าว…เพราะที่เนปาลประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือ มีหมู่บ้านสองสามแห่งที่มีเครื่องไฟฟ้า และมีไม่กี่คนเป็นเจ้าของวิทยุทรานซิสเตอร์ ฉะนั้นเด็กหญิงส่วนมากไม่เคยได้ยินได้ฟัง จนกระทั่งถึงวันที่ตกเป็นเหยื่อ  

จุดประสงค์สำคัญของผู้นำองค์กร “ไมตี เนปาล” ตั้งไว้ว่า…ผู้หญิงทุกคนต้องสูญเสียช่วงชีวิตที่สดใส ต้องตายก่อนที่จะมีชีวิตอยู่ การจัดสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตร มีแต่ความเมตตาอบอุ่นด้วยความรักเท่านั้น ที่จะทำให้พวกเขาได้สิ้นใจอย่างสงบและมีเกียรติ.