Get Adobe Flash player

ประเพณีเก่ากับสังคมใหม่ โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

บทความในคอลัมน์นี้ อย่างที่เคยเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบแล้วว่า ส่วนหนึ่งนำมาจากเรื่องราวการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีในแต่ละประเทศทั่วโลก ซึ่งบางประเทศเกี่ยวข้องกับศาสนา ฉะนั้นอาจเป็นความเห็นส่วนตัวของเจ้าของเนื้อเรื่องเอง มิใช่บทสรุปที่อาจทำให้เกิดข้อขัดแย้งขึ้นได้ในภายหลัง… 


ลูกสาวชาวเอเซียใต้ที่เกิดและเติบโตในเครือจักรภพอังกฤษ หากต่อต้านประเพณีที่ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ ต้องเสี่ยงต่อการถูกตามล่า ลักพาตัว บางครั้งถูกฆ่าตายอย่างทารุณ

ประเพณีคลุมถุงชนถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของประเทศ อินเดีย บังกลาเทศ ปากีสถาน ซึ่งมีประมาณ 1.8 ล้านคน ในเครือจักรภพอังกฤษ แม้แต่คนที่เข้าไปอยู่เพื่อขุดทอง ก็ยังปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ปัญหาที่ตามมาก็คือลูกสาวที่เป็นพลเมืองอังกฤษ พอเข้าสู่วัยรุ่นได้ใช้ชีวิตในโลกปัจจุบันแต่ถูกกีดกันด้านความรัก ถูกบังคับให้แต่งงานกับเครือญาติ ตามคติ “เรือล่มในหนอง ทองจะไปไหน”

วิธีนี้เป็นการบงการและบังคับให้ลูกสาวรักษาเกียรติของวงศ์ตระกูล บางคนรับไม่ได้หลบหนี ทางครอบครัวจะว่าจ้างให้คนตามล่า พอได้ตัวก็ถูกทุบตีอย่างหนัก ราดด้วยน้ำกรด หรือไม่ก็เผาทั้งเป็น

การดำรงชีวิตของชาวเอเซียใต้ที่อังกฤษไม่ต่างจากที่บ้านเกิด จะมีเพื่อนบ้านผู้หวังดีคอยสอดสายตาสังเกตพฤติกรรมหญิงสาวตามถนนหนทาง หากเห็นเดินกับชายหนุ่มก็จะรายงานไปตามบ้านต่างๆ และถ้าผู้ชายเป็นคนขาว ลูกสาวจะถูกส่งตัวกลับปากีสถานทันที

เมื่อปี 1998 ประชาชนกระตุ้นให้รัฐบาลพิจารณาคดีฆาตกรรม รักษนา แนซ อายุ 16 ปี ที่ถูกพ่อแม่หว่านล้อมให้เดินทางไปปากีสถานและบังคับให้แต่งงานโดยที่เธอมีคู่รักอยู่แล้ว เมื่อลอบไปพบกันอีกและถูกจับได้ แม่จับขาเอาไว้ให้ลูกชายบีบคอจนตายคามือ คดีนี้แม่และพี่ชายถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต

เมื่อเอาประเพณีดั้งเดิมมาใช้ในประเทศศิวิไลซ์ ประชาชนจึงผลักดันให้ทางการสืบหาข้อเท็จจริง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีหลายคดีทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเกิดความพิศวงสงสัย จากสถิติที่ระบุว่าหญิงสาวเอเซียใต้ฆ่าตัวตายสามเท่าของหญิงเอเซียแถบอื่นๆ ถึงเวลานี้จึงเข้าใจถ่องแท้ว่า ผู้หญิงที่ฆ่าตัวตายจริงๆ คงมีไม่กี่คน

จากการสอบสวนเกือบ 500 คดี รัฐบาลต้องออกกฎหมายห้ามประเพณีคลุมถุงชน แต่เท่าที่ทำได้คือตั้งข้อหาทำร้ายร่างกาย ลักพาตัว แต่ถ้าถูกหลอกให้เดินทางไปปากีสถานแล้วบังคับให้แต่งงาน หรือขโมยพาสปอร์ตไม่ให้หนีกลับ เกินอำนาจเจ้าหน้าที่ทางนี้จะเอื้อมถึง

แต่ก็มีองค์กร “บริติช ไฮ คอมมิสชั่น” ที่อิสลามาบัด ตั้งขึ้นเพื่อพิทักษ์สิทธิสตรีด้านนี้โดยเฉพาะ ปีที่แล้วช่วยไว้ 80 คน เมื่อผู้หญิงเข้าไปขอความช่วยเหลือ ทางองค์กรฯ จะจัดให้พักในที่ปลอดภัยจนกว่าเอกสารพร้อมที่จะบินกลับอังกฤษ …

ชีวิตของ ซีน่า บริกส์ ปัจจุบันอายุ 31 ปี กับสามี แจ็ค ต้องหลบหนีการตามล่าของครอบครัว 10 ปี ไม่ว่าเดินกลับจากสถานที่ใดก็ตาม ต้องคอยระแวดระวังคนแปลกหน้า ถึงที่พักต้องรีบเอาไม้ยาวตั้งขวางประตู 

ใต้เตียงมีมีดและไม้เบสบอลล์อยู่ในระยะที่เอื้อมถึง เสื้อผ้า 2 ถุงใหญ่วางตรงทางออก เตรียมพร้อมทุกวินาที ราวกับว่าสามีภรรยาคู่นี้มีอาการทางประสาท แต่ทว่าเป็นชีวิตจริง…

เมื่อ 10 ปีก่อน ซีน่าหนีออกจากบ้านพ่อแม่ที่มีฐานะมั่งคั่งอยู่แถวชานเมือง เพราะถูกบังคับให้แต่งงานแทนที่จะได้สมหวังกับคนรักซึ่งเป็นคนขาวและที่สำคัญไม่ใช่มุสลิม…พ่อ พี่ชาย พี่สาวขู่ว่าหากพบตัวจะถูกทรมานจนกว่าจะตาย แล้วแยกชิ้นส่วนใส่ถุงขยะ

สมัยวัยรุ่นซีน่าชอบเล่นฟุตบอล เต้นสไตร์มาดอนน่า อ่านนิตยสารแฟชั่น ฝันถึงรักโรแมนติคอย่างเรื่อง คาสซาบังก้า พออายุ 13 ปี ถึงได้รู้ว่าพ่อแม่หมั้นหมายกับญาติที่ปากีสถาน

“การเลี้ยงดูแบบมุสลิมภายใต้วัฒนธรรมตะวันตกก็เหมือนพาเด็กไปร้านขายขนมแล้วบอกว่า…ดูแต่ตา มืออย่าต้อง…ฉันอยากเรียนมหาวิทยาลัย ได้พบรักแท้ แต่เมื่อเกิดเป็นผู้หญิงมุสลิม ก็ไม่มีสิทธิถามถึงการตัดสินใจของพ่อแม่เรื่องแต่งงาน”

ซีน่าเคยพบญาติคนนั้น ตอนที่ครอบครัวไปพักผ่อนที่ปากีสถาน แต่ความรู้สึกไม่เพียงพอที่จะทำใจได้ เธอเคยเห็นผู้หญิงหลายคนมีชีวิตน่าสงสารเมื่อต้องอยู่กินกับคนที่ไม่ได้รัก …”เขาดูเซ็กซี่ก็จริง แต่ฉันไม่มีวันยอมเป็นรองเท้าที่เขาสวมในห้องนอนเด็ดขาด”

วันหนึ่งไปเดินเล่นในสวนสาธารณะกับเพื่อน พูดถึงผู้ชายในฝัน เธอชอบผู้ชายสวมกางเกงยีนส์ขาดอย่างมีศิลปะ กับเสื้อหนังฮาร์เลย์ เดวิดสัน…พอหันไปข้างหลังก็เห็น แจ็ค ชายในสเป็คพอดี…เป็นรักแรกพบที่ต้องคุยกันในที่ชุมชน ต่อมาไม่นานแจ็คสารภาพว่ามิตรภาพที่มีเกินกว่าความเป็นเพื่อน เธออธิบายว่า “มันเป็นความรักที่ปรากฏต่อสายตาคนอื่นไม่ได้…มิฉะนั้นต้องชดใช้ด้วยชีวิต…”

หกเดือนผ่านไป แจ็คขอแต่งงาน เป็นเวลาเดียวกับพ่อแม่ซีน่านัดคู่หมั้นหนุ่มให้เดินทางมาแต่งงาน…เธอจึงต้องตัดสินใจเลือกระหว่างความสุขของพ่อแม่หรือตัวเอง…

แล้วซีน่าก็เลือกความต้องการของหัวใจ เธอแอบคลานออกจากบ้านก่อนอรุณรุ่งขณะที่ทุกคนกำลังนอนหลับ เพื่อนแจ็คขับรถไปส่งที่สถานีรถไฟที่ออกจากเมืองขบวนแรก

คืนนั้นเข้าพักในโรงแรม แจ็คโทรศัพท์แจ้งทางบ้านซีน่าว่าไม่ต้องเป็นห่วง แต่พ่อส่งให้พี่ชายซึ่งขู่คำรามว่า…จะส่งคนตามล่าสุดขอบฟ้า จับได้เมื่อไรโทษถึงตาย…

ทั้งสองไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปขอความช่วยเหลือจากใครได้ แม้ทางรัฐบาลจะเริ่มช่วยเหลือผู้หญิงที่เป็นเหยื่อประเพณีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังทำอะไรเต็มที่ไม่ได้

…ซีน่ากับแจ็ครีบแต่งงานกัน แล้วโยกย้ายไปตามเมืองต่างๆ แต่ประสบปัญหาเรื่องเงิน ต้องขอเงินช่วยจากรัฐบาล อุปสรรคคือไม่มีที่อยู่ถาวร ซึ่งเจ้าหน้าที่ให้เชื่อมั่นว่ารายละเอียดทุกอย่างเป็นความลับ…

แต่พอรุ่งขึ้นมีคนอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ไปหาถึงบ้านนัดแนะให้ไปพบที่ห้องทำงาน โชคดีที่ทั้งสองคนไปถึงตอนบ่าย ได้รู้ว่ามีคนแอบอ้างเป็นพี่ชายซีน่า 3 คน มาดักรอพบตั้งแต่เช้า

ทั้งสองต้องย้ายที่อยู่ทุก 2-3 เดือน ภายในเวลา 10 ปี ย้าย 29 แห่ง กลายเป็นโรควิตกกังวล ตกใจง่าย นอนไม่หลับ ซึ่งมีผลจากความเครียด เหมือนตกนรกทั้งเป็น แต่ซีน่าถือว่าเธอตัดสินใจถูกต้องตามหัวใจปรารถนาที่ได้อยู่เคียงข้างคนรัก…

…เธอไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อแม่ต้องการฆ่าลูก แน่นอนที่พ่อแม่ไม่มีวันให้อภัยลูกสาวที่หันหลังให้กับประเพณีที่สืบทอดกันมาช้านานและทำให้ครอบครัวเสื่อมเสีย แต่สิ่งเดียวที่เธอไม่วันยกโทษให้พ่อแม่เด็ดขาด กรณีที่ต้องถูกตามล่าเหมือนกับล่าสัตว์ไร้ค่าตัวหนึ่ง…

มีพ่อแม่บางครอบครัวที่ไม่รอจนกว่าลูกสาวไหวตัวแล้วหลบหนี จะกุเรื่องให้เดินทางไปด้วยกัน เพราะรู้ดีว่ารัฐบาลอังกฤษไม่สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยเมื่อผู้หญิงไปถึงปากีสถาน…

มาริน่า ขณะนั้นอายุ 21 ปี กับน้องสาวอีก 2 คน ถูกเกลี้ยกล่อมให้ไปเยือนแผ่นดินแม่ แต่เธอสังหรณ์ใจจึงซ่อนเงินและหมายเลขโทรศัพท์ขององค์กรบริติช ไฮ คอมมิสชั่นไว้ในกระเป๋าเครื่องสำอาง

พักที่บ้านลุงได้ 6 เดือน ระหว่างนั้นก็มีชายหนุ่มหลายคนผลัดกันมาแนะนำตัว สามคนพี่น้องปฏิเสธขอเดินทางกลับอังกฤษ  แต่แม่ยื่นคำขาดว่าต้องอยู่ต่ออีกหนึ่งปี หรือ 5 ปี จนกว่าทุกคนจะพบหนุ่มที่ถูกใจ ญาติของแม่ยึดพาสปอร์ตเอาไว้และขู่ว่าจะยิงทิ้งหากไม่เชื่อ แต่มารินากลัวถูกคลุมถุงชนมากกว่าถูกฆ่า

มารินาเตรียมวางแผนวันที่อยู่ในความควบคุมของป้า 2 คน บ่นว่าภาพทีวีไม่ชัด ขออาสาขึ้นไปปรับบนหลังคา  อีกไม่กี่นาทีสามพี่น้องก็หลบหนีออกจากบ้านไปยังสถานทูต เดินทางกลับอย่างปลอดภัย

สิ่งเลวร้ายจบสิ้นลงเมื่อถึงอังกฤษ รัฐบาลให้ที่พักและเงินช่วยเหลือ จนกว่าเธอและน้องสาวอีกคนอายุ 20 ปี มีงานทำและเรียนจบ อีกทั้งให้สิทธิมาริน่าเป็นผู้ดูแลน้องสาวคนสุดท้องอายุ 14 ปี

ปัจจุบันสามคนพี่น้องยังไปเยี่ยมพ่อแม่ที่บ้านสม่ำเสมอ แต่ไม่วันหลุดปากบอกที่พักเด็ดขาด

ทุกวันนี้มารินาคอยให้คำแนะนำและช่วยเหลือหญิงสาวที่ถูกบังคับให้แต่งงาน ถือว่าพ่อแม่ควรให้เกียรติกับคำปฏิเสธของลูก

“…พ่อแม่คิดแต่ว่าเป็นคนเลี้ยงดู มีสิทธิที่จะบงการชีวิตของลูกได้ แต่พวกเราไม่ต้องการแต่งงานกับมุสลิมเพื่อแสดงว่ามีความศรัทธาในศาสนา ฉันจึงต้องเอาชีวิตของฉันเป็นแบบอย่างให้คนอื่นกล้าปฏิบัติตาม”