Get Adobe Flash player

นักโทษหญิงในปารีส โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

ในสายตาของชาวโลก ฝรั่งเศสเป็นประเทศทันสมัย ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวทั่วโลก  แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่ว่าทุกคนในประเทศนั้นจะใช้ชีวิตที่เปี่ยมสุขสมคำเล่าลือ มีผู้หญิงมุสลิมจำนวนหนึ่งตกอยู่ภายใต้วัฒนธรรมดั้งเดิมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเธอไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ไม่มีสิทธิทำงาน หรือแม้กระทั่งจะเบิกเงินใช้เอง ยิ่งไปกว่านั้นบางคนตกเป็นเหยื่อฆาตกรรมเพื่อศักดิ์ศรีวงศ์ตระกูล บ้างก็เป็นเหยื่อความทารุณจากผู้ชายในสังคมของตนเอง โดยที่รัฐบาลฝรั่งเศสไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องประเพณี แล้วใครจะเป็นอัศวินม้าขาวช่วยปกป้องผู้หญิงเหล่านี้

ปัจจุบัน ผู้หญิงมุสลิมในฝรั่งเศสเริ่มรวมพลังกันที่จะต่อต้านประเพณีเพิ่มมากขึ้นใน 2 ประการ ประการแรก จากผู้ชายมุสลิมที่มองค่าของผู้หญิงเหนือกว่าทรัพย์สินส่วนตัวเพียงเล็กน้อย ประการที่สอง รัฐบาลฝรั่งเศสไม่เห็นความสำคัญของกลุ่มชุมชนมุสลิม จึงเป็นเรื่องยากที่ผู้หญิงจะขอความช่วยเหลือเมื่อถูกผู้ชายทุบตีหรือทำร้ายร่างกาย รัฐบาลกลับมองว่าพวกมุสลิมมีปริมณฑลที่แยกตัวจากรัฐบาล มีกฎเกณฑ์ทางสังคมของตัวเอง ไม่มีการปรึกษาหรือสนทนาเพื่อแสดงความเข้าใจระหว่างรัฐบาลกับชุมชน

การแยกตัวออกไปไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อผู้อพยพมุสลิมกลุ่มแรกมาถึงเมืองนั้น ก็กลายเป็นอาณานิคมของผู้ที่อพยพตามกันมาเป็นลำดับ จนกระทั่งศตวรรษที่ 1980 รัฐบาลได้จัดให้คนในชุมชนที่ไม่มีประสบการณ์และไม่รู้หนังสือไปทำงานในโรงงานซึ่งได้ปิดกิจการหลายแห่งในปารีส จนกระทั่งทุกวันนี้ ระบบของอิสลามิคในยุโรปรุนแรงและตึงเครียดระหว่างมุสลิมกับคนขาว ส่วนของรัฐบาลก็ไม่สนใจกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และในช่วง 1980 เป็นต้นมา รัฐบาลให้งบประมาณแก่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นซึ่งนำไปสนับสนุนกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่ก่อตั้งกองทัพใต้ดิน และก่อตั้งองค์กรมุสลิมซึ่งมีอำนาจเหนือชุมชนในเมืองนั้น มีผลให้เกิดการแยกตัวมุสลิมจากสังคมของประเทศที่พร้อมจะปะทุหรือระเบิดได้ทุกเวลา 

ในปี 2005 มุสลิมมีประชากรประมาณหกล้านคน หรือสิบเปอร์เซ็นต์ของชาวฝรั่งเศสทั้งหมด ส่วนใหญ่อพยพมาจากทางเหนือของแอฟริกา อัลจีเรีย ทูนีเวีย โมรอคโค และเตอร์กี เป็นศาสนาที่มีคนนับถือเป็นอันดับสองรองจากแคธอลิค มีโรงเรียนสำหรับมุสลิมเพียงแห่งเดียว เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว โรงเรียนรัฐบาลห้ามนักเรียนใช้ผ้าพันศีรษะ และไม่รับเด็กหญิงที่แต่งตัวตามประเพณีเข้าเรียน

ชาวมุสลิมจำนวนมากรู้สึกว่าถูกเหยียดผิว แม้ว่าเด็กรุ่นใหม่จะเป็นชาวฝรั่งเศสโดยสมบูรณ์ แต่ถ้าชื่อเสียงเรียงนามบ่งบอกว่าเป็นมุสลิมหรือมีบ้านอยู่ในชุมชนนั้น ก็เป็นคนมีชื่อเสียงไม่ดีขึ้นมาทันที ไม่ได้รับสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน ไม่มีใครอยากรับเข้าทำงาน หนึ่งในสิบของประชากรไม่มีงานทำ ชาวมุสลิมพบกับอุปสรรคมากมายในการหางานทำเงินเดือนสูง โควต้านักเรียนมุสลิมที่จะเข้าเรียนในคอลเลจก็มีน้อย คำที่ว่าคนสำเร็จการศึกษาจะประสบความสำเร็จเป็นเพียงคำร่ำลือและเป็นไปไม่ได้ในฝรั่งเศส

ความต้องการที่จะหลีกเลี่ยงชุมชนของตัวเอง เด็กมุสลิมรุ่นใหม่พยายามปกปิดศาสนาแทนที่จะยอมรับ ทุกวันนี้องค์กรมุสลิมบอกคนหนุ่มสาวให้ปฏิเสธชีวิตสไตร์ฝรั่งเศส ไม่ดูหนัง ไม่ฟังเพลง คนรุ่นเก่าพยายามอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีของมุสลิมให้ตกทอดถึงคนรุ่นหลัง โดยเฉพาะคุณค่าของสาวบริสุทธิ์ จะลงโทษผู้หญิงทันทีที่เห็นยืนคุยกับผู้ชาย ประพฤติตัวไม่เหมาะสมหรือแต่งกายในชุดตะวันตก

ผู้หญิงมุสลิมจึงมีชีวิตท่ามกลางความสับสน ในห้องนอนมีรูปพระเอกฮอลลีวูดติดไว้ที่ข้างฝา เหมือนเด็กฝรั่งเศสคนอื่นๆ มีความฝัน ฟังเพลงประเภทเดียวกัน ชอบกินแฟสฟู้ดแม็คโดนัลด์ พวกเธอต้องการให้ได้อิสรภาพที่มีอยู่รอบตัว ถึงอย่างไรพ่อแม่ก็บังคับให้ลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 16 ปี เพื่อปฏิบัติตามสิ่งที่พ่อแม่กำหนด ถูกกักขังอยู่ในบ้าน พวกเธอจึงต้องมี 2 พฤติกรรม ขณะอยู่ในชุมชนที่ถือว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องธรรมดา กับ การมีเพื่อนนอกชุมชน คือจินตนาการของความเป็นส่วนตัว…

ตัวอย่างเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น จากความเชื่อในประเพณีดั้งเดิมที่เป็นการทำร้ายผู้หญิงอย่างเลือดเย็น…

ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นในวันเสาร์ เดือนตุลาคม ปี 2002 ที่เมืองบัลแซ็ค…โซเฮน เบนเซน อายุ 17 ปี ลงจากรถประจำทาง เดินอย่างรวดเร็วตรงไปยังอพาร์ตเมนท์ที่พัก หลายคนรีบกลับบ้านก่อนพระอาทิตย์ตกดินเพื่อความปลอดภัยของตนเอง เหมือนกับการดำรงชีวิตของผู้หญิงส่วนใหญ่ในเมืองหลวงของฝรั่งเศส

นายจาเมล หนุ่มมุสลิมอายุ 18 ปี พร้อมเพื่อน 2 คน  ออกจากที่มืดเมื่อโซเฮนเดินผ่าน ตรงเข้าไปช่วยกันลากตัวเข้าไปในห้องขยะของตึก 15 ชั้น นายจาเมลผลักตัวเธอล้มลงที่พื้นแล้วลงมือซ้อมอย่างทารุณโดยมีเพื่อนสองคนคอยดูต้นทาง จากนั้นก็ราดน้ำมันก๊าซทั่วตัวแล้วจุดไฟเผา โซเฮนตายทั้งเป็น ตำรวจสืบสวนหาตัวคนร้าย อีกสามวันต่อมาตำรวจรวบตัวจาเมลได้เพราะรอยไหม้ที่แขน

สาเหตุที่นายจาเมลเคืองแค้นโซเฮนอย่างรุนแรง ความจริงที่ปรากฏทำให้ทุกคนตะลึง เพราะว่านายจาเมลมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนชายของโซเฮนโดยที่เธอไม่รู้เรื่องและไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ จาเมลตัวเล็กกว่าสู้ไม่ได้ก็ถอยออกไป แล้วพุ่งความอาฆาตแค้นไปที่คนอ่อนแอก็คือโซเฮน…นายจาเมลจุดไฟเผาร่างกายผู้หญิงที่เป็นของฝ่ายตรงข้าม ก็เหมือนเป็นการทำลายทรัพย์สินของศัตรู ในเมื่อเมืองนี้ผู้หญิงไม่มีค่า จึงเป็นเรื่องง่ายที่คิดจะฆ่าผู้หญิงซึ่งชีวิตไม่มีความหมาย เจ้าหน้าที่ก็เมินไปทางอื่นทำเป็นไม่เห็น ไม่ให้ความสนใจใดๆ ทั้งสิ้น…

ความอัดอั้นตันใจและขมขื่นของ ซามิหรา เบลลิล เธออายุแค่ 14 ปี ลุกขึ้นต่อต้านระบบของความรุนแรงโดยแจ้งความตำรวจว่าเธอถูกรุมโทรมและถูกบังคับให้ถ่ายหนังลามก ตำรวจไม่รับแจ้งความ ทั้งยังกล่าวหาว่าสมยอม พ่อบังเกิดเกล้าก็ตำหนิ ถ่มน้ำลายใส่หน้า เรียกลูกสาวว่าโสเภณีแล้วไล่ออกจากบ้าน

ซามิหราทำให้ชาวฝรั่งเศสงุนงง เมื่อเขียนเปิดโปงชีวิตผู้หญิงมุสลิม…เธออยู่ในเมืองที่พวกเขาเชื่อว่ามีเด็กผู้หญิง 2 ประเภท คือเด็กดีต้องอยู่บ้าน ทำความสะอาด ปรนนิบัติพี่ชายพี่สาว ใครก็ตามที่บังอาจแต่งหน้าทาปาก สูบบุหรี่ ออกไปเที่ยวนอกบ้าน ก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นโสเภณี…เมื่อสิ้นปีที่แล้วซามิหราเสียชีวิตด้วยอายุ 31 ปี เป็นโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร แต่เรื่องราวที่เธอเขียนยังคงอยู่ เป็นแรงผลักดันให้กับองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่เธอ องค์กรนี้ประท้วงเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2003 มีผู้หญิงสองหมื่นคนร่วมเดินขบวนบนถนนปารีส เพื่อตำหนิการปฏิบัติต่อผู้หญิงมุสลิม ทำให้นายกรัฐมนตรี จอน-ปิแอร์ รัฟฟาริน สัญญาที่จะสร้างบ้านพักฉุกเฉินช่วยผู้หญิงมุสลิมที่ถูกทารุณกรรมจากครอบครัว แต่แล้วนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้

ไม่มีมาตรการใดลงโทษผู้ชายที่รุมโทรมผู้หญิง ทำทารุณกรรม ฆาตกรรมเพื่อปกป้องชื่อเสียงครอบครัว และทำให้ผู้หญิงต้องหลบหนีเพื่อรักษาชีวิต มีสาววัยรุ่นมุสลิมรายหนึ่งอายุ 17 ปี รักกับผู้ชายฝรั่งเศส แม้ว่าพ่อแม่ห้ามปรามก็ยังลักลอบพบกัน พี่ชายรู้เรื่องก็ฟ้องพ่อแม่ อีกสองสามอาทิตย์ต่อมา ทั้งสองคนแอบไปปินนิคด้วยกันที่เนินเขา จากวันนั้นไม่มีใครพบเห็นเธออีก พ่อแม่ประกาศว่า ลูกสาวฆ่าตัวตายโดยกระโดดลงจากรถ ส่วนพี่ชายบอกเพื่อนๆ ว่า เป็นคนฆ่าน้องเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูล ซึ่งเขาภาคภูมิใจมากเรียกว่าเป็นวันแห่งความสำเร็จ

ผู้หญิงมุสลิมหวั่นเกรงว่าจะถูกฆ่าตายในกรณีนี้ ตกอยู่ในความหวาดกลัวที่จะถูกคลุมถุงชน พ่อแม่ใช้วิธีพาลูกสาวกลับบ้านเกิดเมืองนอนของพ่อแม่ แล้วบังคับให้แต่งงานกับผู้ชายที่แก่คราวพ่อ ทางรัฐบาลฝรั่งเศสให้ตัวเลขว่ามีประมาณ 70,000 คน ที่สาวมุสลิมในฝรั่งเศสถูกบังคับให้แต่งงานกับคนที่อยู่ต่างประเทศแล้วย้ายตามเข้าไปอยู่ด้วยกัน

อีซา อายุ 27 ปี หนีแต่งงานเมื่อสองปีที่แล้ว ไม่ยอมบอกนามสกุลจริง เกรงว่าทางครอบครัวจะตามล่าแล้วฆ่าทิ้ง เธอเล่าว่า…ครอบครัวยึดมั่นประเพณีอย่างแน่วแน่ อพยพมาจากโมร็อคโค พ่อแม่บังคับให้เลิกเรียนอายุ 20 ปี เพราะจะต้องเดินทางไปเรียนอีกเมืองหนึ่ง เธอลาออกจากงานตำแหน่งพนักงานต้อนรับในโรงแรม เพราะทางบ้านไม่อนุญาตให้ทำงานตอนกลางคืน เธออยากซื้อเสื้อผ้าดีๆ ใส่ ไม่ใช่เพื่อล่อตาผู้ชาย ก็ถูกห้าม…เมื่ออีซาอายุ 25 ปี พ่อจับได้ว่าใช้อายชาโดร์ทาตา พ่อตะโกนด่าทอลั่น ยึดกุญแจบ้าน อีกไม่นานก็บังคับให้ไปยังโมร็อคโคพร้อมพ่อแม่ ด้วยความที่จะสงบศึกกับพ่ออีซาก็ยินยอม

ทันทีที่เดินทางถึง พ่อยื่นคำขาดว่าเพื่อพิสูจน์ว่าเธอยังเป็นสาวพรหมจารี ต้องยอมแต่งงานกับผู้ชายที่พ่อแม่เห็นดีด้วย ถ้าไม่ยอมแสดงว่าไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ หากเป็นเช่นนั้นจริงก็ต้องถูกฆ่าตาย…อีซาไม่มีทางเลือกเพื่อปกป้องชีวิตยอมแต่งงานกับผู้ชายที่ชื่อ อาลี โดยไม่รู้เรื่องราวส่วนตัว ไม่รู้ว่าทำงานอะไร เขาไม่อนุญาตให้ซักถาม อาลีบังคับให้อีซาสวมชุดคลุมหน้า และไม่ให้ออกไปทำงานนอกบ้าน

เมื่ออีซากลับฝรั่งเศสเพื่อทำเรื่องขอใบเขียวให้สามี เธอได้รายงานไปยังฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฝรั่งเศส ก็ไม่ได้รับความเห็นใจ บอกว่ารัฐบาลไม่ยุ่งกับเรื่องของวัฒนธรรมประเพณี อีซาจึงตัดสินใจหนี ซ่อนตัวอยู่ในประเทศโดยไม่ติดต่อกับทางบ้าน ไม่ไว้ใจใครทั้งสิ้น เธอคำนึงถึงความปลอดภัยของชีวิตเป็นสำคัญ เพราะถ้าทางบ้านพบตัวก็ถูกฆ่าอย่างไม่ปัญหา

…มีผู้หญิง 2-3 คนต่อต้านพิธีคลุมถุงชนสำเร็จ คนหนึ่งชื่อ ราซิก้า ปัจจุบันอายุ 35 ปี เกิดที่อัลจีเรีย ตอนที่อายุ 20 ปี ครอบครัวบังคับให้แต่งงานกับผู้ชายอายุ 40 ปี เมื่อราซิก้าเดินทางมาฝรั่งเศสก็พบว่าผู้ชายคนนั้นมีภรรยาอยู่แล้ว แต่ภรรยาป่วย เขาจึงแต่งงานกับเธอเพื่อให้ทำงานบ้าน เป็นคนรับใช้ ถ้าขัดขืนก็ถูกทุบตี ไม่เคยซื้อเสื้อผ้าให้ ไม่จ่ายค่ายา ไม่ให้เงินติดตัว พอเธอขอร้องให้ทำบัตรประจำตัวก็ถูกซ้อมจนกว่าจะหยุดขอ

บัตรประจำตัวมีค่าเท่ากับใบเขียว ถ้าไม่มีก็ไม่มีสิทธิทำงาน ไม่ได้ค่ารักษาพยาบาล หรือแม้แต่จะเอาเช็คไปขึ้นเงิน ราซิก้ายอมตายมากกว่าอยู่โดยไม่มีบัตรประจำตัว ถ้าถูกจับได้ก็จะถูกเนรเทศได้ทุกเวลา แล้วลูกๆ ที่เกิดในฝรั่งเศสก็จะถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง…หลังจากสู้อดทนทารุณกรรม 10 ปี ราซิก้ารู้ข่าวว่า ผู้หญิงมุสลิมอดข้าวประท้วงอยู่ที่หน้า บาซิลิก้า เดอ เซนต์-เดนิส ก็หนีออกจากบ้านไปร่วมด้วย เพราะไม่มีอะไรที่จะสูญเสียอีกต่อไป เธอนอนที่บันไดโบสถ์ ไม่กินอาหารเป็นเวลา 31 วัน น้ำหนักลด 33 ปอนด์ ในที่สุดการเสี่ยงอย่างกล้าหาญก็ได้การตอบรับ กลุ่มองค์กรสิทธิมนุษยชนและเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์รับเรื่องของเธอไปดำเนินการ ช่วยทำเรื่องหย่าร้างและทำบัตรประจำตัวให้ ขณะนี้ราซิก้ามีบัตร ทำงานเป็นคนทำความสะอาดในโรงแรม อยากทำทุกวันแต่เป็นเรื่องยากที่เธอต้องเลี้ยงลูก 5 คน ตามลำพัง ในเมื่อไม่มีการศึกษา ก็ได้ค่าแรงน้อยแทบจะไม่พอกับค่าอาหาร   

เหตุการณ์เลวร้ายต่างๆ จะลดลงได้ ถ้ารัฐบาลฝรั่งเศสช่วยจัดการให้ความรุนแรงสิ้นสุด โดยเข้าไปช่วยผู้หญิงอย่างราซิก้า คนโชคร้ายอย่างโซเฮน แต่บางทีก็อาจต้องหยุดชะงักเพราะทุกสิ่งทุกอย่างเกินแก้ไข ซึ่งไม่ใช่ปัญหาของมุสลิมแต่เป็นปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน

เมื่อเดือนตุลาคม 2004 หลังจากการตายของโซเฮน 2 ปี พ่อแม่นำดอกกุหลาบสดไปวางไว้ที่แผ่นจารึกตรงหน้าตึกที่ถูกฆาตกรรม มีข้อความเขียนไว้ว่า…จากด้วยความทรงจำถึงโซเฮน สำหรับเด็กชายและเด็กหญิงที่คิดจะอยู่ด้วยกันอย่างเสมอภาค ให้เกียรติซึ่งกันและกัน มันเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้นเอง.