Get Adobe Flash player

ทุ่งสังหารในเม็กซิโก โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

ตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมา มีผู้หญิงสาวมากกว่าสามร้อยคนหายตัวอย่างลึกลับที่เมือง ซิวแดด ฮัวเรซ ประเทศเม็กซิโก หนึ่งในสามถูกข่มขืนแล้วฆ่า หลายคนถูกทิ้งกลางทะเลทรายสภาพถูกตัดแขนตัดขา ทางการยังหาสาเหตุไม่ได้ว่าเป็นพวกฆาตกรวิตถาร พวกค้าอวัยวะมนุษย์ ยาเสพย์ติด หรือว่าเหยื่อเหล่านั้นยากจนจึงเป็นคดีที่ไม่มีใครใส่ใจ…

เป็นปัญหาที่ยังไม่มีคำตอบ ที่ผ่านมามีครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายชี้ตัวที่สถานีตำรวจ 70 ราย แม้จะมีการจับตัวผู้ต้องสงสัยมาคุมขังแล้วก็ตาม แต่การฆาตกรรมก็ยังมีอยู่และดำเนินต่อไป…

ปี 1998 องค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนในเม็กซิโกเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นดำเนินการสอบสวนอย่างจริงจัง เมื่อมีเสียงเล่าลือเกี่ยวกับการค้าอวัยวะมนุษย์มากขึ้น ในเดือนพฤษภาคม 2003 กระตุ้นให้รัฐบาลกลางเม็กซิโกเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางของเม็กซิโกได้ใช้อำนาจคุมคดี และเจ้าหน้าที่เอฟบีไอของสหรัฐฯ ก็ช่วยเป็นภาระด้านการตรวจดีเอ็นเอและสืบหาฆาตกร

เมื่อเดือนตุลาคม 2003 สภาคองเกรสส่งตัวแทนเดินทางไปยังฮัวเรซ พบกับครอบครัวผู้เคราะห์ร้าย เจ้าหน้าที่ตำรวจ องค์กรเพื่อสิทธิสตรี พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าคดีฆาตกรรมเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการโดยด่วน และเป็นการประสานงานระหว่างเม็กซิโกกับสหรัฐฯ

ทางนิตยสารมารี แคลร์ ได้ส่ง อีฟ เอนสเลอร์ เดินทางไปสืบหาความจริงมารายงาน…

…อีฟขึ้นเครื่องบินไปยัง เอล ปาโซ รัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นเมืองชายแดนติดต่อกับเมือง ซิวแดด ฮัวเรซ ประเทศเม็กซิโก…เอสเตอร์ ชาเวซ นักต่อสู้เพื่อมวลชนมารอรับ เอสเตอร์ อายุ 70 ปี มาอยู่ที่เมืองนี้เพื่อดูแลป้าที่ป่วยตั้งแต่เมื่อ 22 ปีที่แล้ว เป็นผู้จัดตั้ง องค์กร คาซา อะมิก้า เพื่อช่วยเหลือและปกป้องผู้หญิงไม่ให้ตกเป็นเหยื่อฆาตกรรม และช่วยหาหลักฐานกับข้อมูลของผู้หญิงที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

เรื่องแรกที่เอสเตอร์เล่าให้ฟังขณะขับรถไปยังเมืองฮัวเรซ…เมื่อไม่นานมานี้ เธอไปที่สุสานกับแม่เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายรายหนึ่งเพื่อชี้ตัวว่าใช่ลูกสาวหรือไม่ ศพมีผมสีแดง แต่เจ้าหน้าที่ก็จัดการย้อมผมให้เป็นสีน้ำตาล ซึ่งผู้หญิงส่วนใหญ่จะดูออกว่าเป็นผมธรรมชาติหรือผมย้อม วิธีนี้ตำรวจชอบทำเพื่อจะได้ไม่ต้องสืบหาอีก โดยเปลี่ยนสภาพศพให้ตรงตามรายละเอียดที่เจ้าทุกข์บอกซึ่งตบตาได้ง่ายกว่า    

เมื่อผ่านเขตแดนเข้าไปยังเม็กซิโก ไม่มีที่หยุดตรวจ ไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ที่ป้อมแม้แต่คนเดียว อีฟเคยไปเม็กซิโกอีกด้านหนึ่ง กว่าจะกลับออกมาต้องเข้าแถวรอตรวจ 3 ชั่วโมง มีรั้วสูงกั้นไม่ให้พวกเม็กซิกันปีนข้ามเข้ามาในสหรัฐ แต่ทำไมด่านเมืองฮัวเรซ จึงไม่มีใครใส่ใจและไม่มีอะไรกั้นขวางแม้แต่อย่างเดียว  

เมืองฮัวเรซมีสภาพเหมือนโสเภณีผีขนุนขายไม่ออก เป็นที่ตั้งของโรงงานที่จ้างคนงานหลายพันคน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ทำงานวันละ 9 ชั่วโมง ค่าแรงน้อยกว่า 5 เหรียญ เป็นแหล่งค้ายาเสพย์ติดโดยไม่ได้รับผลจากความผิด เป็นที่รวมของอาชญากร ลักพาตัวผู้หญิงไปขาย ข่มขืน ฆาตกรรม โดยไม่มีการจับกุมหรือถูกลงโทษ     

เมืองฮัวเรซเหมือนกับแดนสงครามหรือค่ายอพยพ ผืนแผ่นดินปัจจุบันที่ประกอบด้วยภยันตราย บ่งบอกถึงความเลวร้ายทั้งมวลมารวมกัน บรรยากาศของความสิ้นหวังและมืดมนสะพัดเข้าไปจนถึงกระดูก

เอสเตอร์พาไปที่องค์กรคาซา อะมิก้า ศูนย์รวมของฝันร้าย และการต่อสู้อย่างทรหดอดทน

…ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของผู้หญิงชื่อ เบรนด้า ชื่อนี้ตกเป็นเหยื่อหลายคนที่พบจุดจบต่างกัน ทำให้สรุปว่า เมืองฮัวเรซคือโลกของเบรนด้า พวกเธอเป็นเด็กวัยรุ่น ผมสีน้ำตาล หน้าตาสะสวย แต่ฐานะยากจนมาก

เช้ารุ่งขึ้น เอสเตอร์พาอีฟไปพบกับ เบรนด้า กิวเลน อายุ 19 ปี เล่าเหตุการณ์ที่ประสบด้วยตัวเองว่า…เป็นระยะเวลา 2 ปี ที่เธอต้องออกจากบ้านแต่เช้ามืดเพื่อรอรถเมล์ไปทำงานที่โรงงาน…เมื่อสองเดือนก่อนออกจากโรงงานช้ากว่าปกติ จึงใช้โทรศัพท์สาธารณะบอกทางบ้าน ขณะที่พูดก็หันหลังให้ถนน ทันใดนั้นมีคนเข้ามารวบตัวด้านหลังและผลักเข้าไปในรถ กดหน้าให้อยู่ที่พื้น มีผู้ชายสามคน สองคนนั่งหน้า คนนั่งหลังหยิบปืนขึ้นมาขู่ เอาผ้าปิดตาไม่ให้มองหน้ามิฉะนั้นจะถูกยิงทิ้ง

วันนั้นเบรนด้าถูกเครื่องจักรครูดที่ข้อมือพันไว้ด้วยพลาสเตอร์ คนหนึ่งพูดว่า..ดูข้อมือยายนี่สิ สงสัยอยากตาย…เบรนด้าร้องตอบว่า…ไอ้บ้า ไม่อยากตายโว๊ย…คนที่พูดดึงผมเธอขึ้นมาแล้วตบหน้าเต็มแรง อีกคนหนึ่งรื้อของในกระเป๋าถือ ถามว่าแน่ใจหรืออายุแค่ 19 พวกนั้นเสพโคเคน สูบบุหรี่แล้วเขี่ยขี้บุหรี่ลงที่ขาของเธอแล้วเริ่มลวนลามจับโน่นจับนี่ เบรนด้าก็เลยทั้งตะกายทั้งข่วน คราวนี้ทั้งสามคนช่วยกันรุมทุบตีเสียสะบักสะบอม นานมากจนคิดว่าคงจะต้องตายคามือพวกมัน แต่แล้วก็ได้ยินเสียงปรึกษากันว่า…คงต้องหาคนใหม่ เพราะรำคาญอีนี่เต็มทน…สักพักเธอก็ถูกถีบตกจากรถ

เบรนด้ากลับถึงบ้าน สภาพร่างกายดูไม่ได้ หน้าตาบวมเป่ง เสื้อผ้าชะโลมด้วยเลือด แม่รีบโทรศัพท์หาเอสเตอร์ ซึ่งจัดการให้พบปะพูดคุยกับผู้ให้คำปรึกษาด้านจิตใจ  

เบรนด้าไม่อยากพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นให้ใครฟัง แต่ได้ยินพวกนั้นว่าต้องหาคนใหม่ จึงตัดสินใจให้ข้อมูลทั้งหมด เพื่อช่วยผู้หญิงคนอื่นๆ ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อรายต่อไป

หลังจากพบกับเบรนด้าผู้แข็งแกร่ง เอสเตอร์ก็พาไปพบกับผู้หญิงคนหนึ่งอายุ 46 ปี มีลูกสาวสามคน คนเล็กชื่อเบรนด้า เธอเล่าว่าแต่ก่อนครอบครัวดำเนินชีวิตอย่างปกติคือสามีติดเหล้า ชอบทำร้ายเธอและลูกๆ ติดต่อกันมาหลายปี ต่อมาสามีไล่ทุกคนออกจากบ้าน เมื่อไม่มีเงินและไม่มีทางไปจึงสมัครทำงานตามบ้านแต่รายได้ไม่พอค่าเช่า ตอนนั้นเบรนด้าอายุ 15 ปี เสนอว่าจะทำงานแทนแม่แล้วให้แม่ไปหางานอีกแห่งหนึ่ง ถึงไม่อยากให้ลูกลำบากแต่ก็หมดทาง

ก่อนวันเริ่มงาน เธอพาเบรนด้าขึ้นรถเมล์ไปดูวิธีทำงาน เช้ารุ่งขึ้นเบรนด้าออกจากบ้านไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย ตอนแรกคิดว่าคงไปหาเพื่อน แต่อีกวันก็ยังไม่กลับ เธอไปตามที่บ้านเจ้านาย ซึ่งบอกว่าไม่เห็นแม้แต่เงาของเบรนด้า จึงไปแจ้งความ อีกสามอาทิตย์ต่อมาไปถามข่าวคืบหน้าจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปรากฏว่าพบศพ ส่วนใหญ่เหลือแต่กระดูก มีผิวหนังติดอยู่บ้างบางส่วน มีดปักอยู่ที่ท้อง ด้านซ้ายมีรอยแผลเป็นซึ่งเบรนด้าถูกหมากัดตั้งแต่เล็ก เธอเชื่อว่าเป็นศพของลูกสาว แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าแผลเป็นยืนยันไม่ได้ ต้องพิสูจน์ดีเอ็นเอ

อีกหนึ่งปีไปฟังผลเจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ใช่เบรนด้า เธอยืนยันให้ทำดีเอ็นเอที่ผิวหนังส่วนอื่น แล้วก็รออีกปี เจ้าหน้าที่บอกว่าผลที่ได้หายไป เธอขอร้องอีกครั้ง คราวนี้ตำรวจโกรธมาก กร่นคำด่าว่า มีคนเห็นเบรนด้าเดินกับผู้ชายบนถนน เธอย้อนว่าไม่สนใจว่าลูกจะเดินกับใคร ไม่ว่าทำตัวแบบไหนก็อยากให้ลูกมีชีวิตอยู่…อีกสองสามปีต่อมาก็หยุดตามเรื่องเพราะอับอายที่เจ้าหน้าที่ดูถูก จนกระทั่งได้พบกับเอสเตอร์ ช่วยหาทนายความให้ทำดีเอ็นเออีกครั้ง ผลปรากฏว่าเป็นเบรนด้าจริงๆ ใช้เวลาทั้งหมดห้าปีครึ่งกว่าจะได้ศพลูกสาวมาฝัง

เธอทำทุกอย่างให้หลุมศพที่ฝังร่างลูกสาวมีเกียรติ แต่ไม่สามารถทำให้วิญญาณของลูกเป็นสุขได้จนกว่าคนเลวจะถูกพิพากษา หรือจนกว่าจะได้รับประกันว่าเด็กผู้หญิงที่ชื่อเบรนด้าทุกคนอยู่รอดอย่างปลอดภัยในฮัวเรซ.