Get Adobe Flash player

โฮม คัมมิ่ง ส่องวิถีไทย 10 ไปกับซีมายไทยแลนด์ เรื่อง.... วัลลภา ดิเรกวัฒนะ, สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์ ภาพ.... บุญญลักษณ์ เจริญกิจการ

Font Size:

อีกหนึ่งกิจกรรมของคณะโฮมคัมมิ่ง ไปยังภัทรปางช้าง บ้านแม่ฮะ ตำบลบ้านปง อำเภอหางดง เชียงใหม่ โทรศัพท์ 081-992-2551, 098-549-2516 ของคุณธีรภัทร ตรังปราการ ปัจจุบันเป็นประธานชมรมปางช้าง จังหวัดเชียงใหม่...

...คุณธีรภัทรเกิดที่จังหวัดสมุทรปราการ ขณะที่เรียนชั้นมัธยมปลาย ปี 1991 ได้ทุนเอเอฟเอส เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศออสเตรเลีย 1 ปี กลับมาสอบได้ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะบริหารธุรกิจ ช่วงเรียนทำงานพิเศษเป็นมัคคุเทศน์ อบรมประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ วัฒนธรรมเรื่องช้าง จบแล้วก็อยู่ในแวดวงการท่องเที่ยวระยะหนึ่ง พอดวงเปลี่ยนก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับช้าง

...เมื่อสิบสี่ปีก่อน ผมและภรรยา คุณอโนชา (ดาว) เป็นชาวอำเภอสันป่าตอง ตั้งใจจะทำฟาร์มออแกนิค ซื้อที่ดิน 6 ไร่ ปรากฏว่าเจ้าของที่ดินมีช้างหนึ่งเชือก ชื่อทองคำ เขาขอร้องให้ซื้อทั้งช้างกับที่ดินเป็นแพ็คเกจ ทำให้เรามีช้างตัวแรก

ตอนนั้นเราไม่มีความรู้เลย โชคดีที่คนเก่าช่วยเลี้ยง  รู้สึกแปลกใจตัวเองมาก โตจากชาวประมงที่สมุทรปราการ ไปออสเตรเลีย เรียนที่เชียงใหม่ แล้วมาทำเกษตรพร้อมกับมีช้างด้วย

การเลี้ยงช้างเชือกเดียว มันไม่ยุติธรรม เพราะช้างเป็นสัตว์สังคม เกรงว่าจะเหงาจึงซื้อช้างตัวเมียมาเพิ่ม แล้วมีลูกอีกเชือก  จากนั้นผมเริ่มศึกษาจริงจัง พูดคุยกับคนที่เป็นเจ้าของ ทำให้มีความรู้ความเข้าใจสถานการณ์ของช้างในประเทศไทยมากขึ้น

มีข้อมูลที่น่าตกใจสำหรับประเทศเรา คือประชากรช้างลดลงอย่างรวดเร็ว อัตราการเกิดกับตายไม่สัมพันธ์กัน เมื่อปี 2500 เรามีช้าง 12,500 เชือก 61 ปีผ่านมา เรามีช้างเหลือประมาณ 3,200 เชือก คำนวณได้ว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของช้างหายไป มีหลายสาเหตุ ถ้าตัวเลขลดลงยังเป็นอย่างนี้ รุ่นลูกของลูกอาจไม่มีช้างให้เห็นอีก

คำว่าช้างสูญพันธุ์ในความหมายของคนทั่วไปจะเข้าใจว่า มีช้างศูนย์ตัว แต่ในเชิงของทางชีววิทยาแล้ว เรามีคำศัพท์หนึ่งเรียกว่าจำนวนประชากรที่ต่ำลงจนไม่สามารถกู้กลับคืนมาได้ อย่างเช่นเมืองไทยมีจระเข้น้ำจืดซึ่งยังไม่สูญพันธ์ทั้งหมด 25 ตัว แล้วไม่รู้อยู่ตรงไหน กระจัดกระจายตามแหล่งน้ำ ตามธรรมชาติ ตามป่า ซึ่งหมายความว่า 25 ตัวนั้นไม่สามารถช่วยตัวเองจาก 25 ตัวให้เป็น 250 ตัวได้ ช้างก็เหมือนกัน ไม่ต้องรอให้เหลือศูนย์ตัว แค่เหลือ 800 ตัวก็กู้ยากแล้ว

ผมเห็นอีกปัญหาหนึ่งคือช้างทั่วไปของเมืองไทย ที่คนทั่วโลกคุ้นเคยและเข้าใจกัน มักเป็นการอนุรักษ์มุ่งไปที่เจ็บป่วย อายุมากๆ เอาไปอยู่ในช่วงวัยเกษียณ เป็นเหมือนบั้นปลายของชีวิต อยู่ที่สถานพักฟื้นหรือสถานรับเลี้ยงช้างแก่ชรา ซึ่งก็ถูกต้องที่ช้างจำนวนหนึ่งต้องอยู่ในที่ที่ปลอดภัย ผมมองว่าถึงเราจะให้ยาดีที่สุด ให้การรักษาดีที่สุด บริหารจัดการดีที่สุด สัก 80 ปีก็ตายหมด ถ้าเราจะโฟกัสเรื่องรีไทร์เมนท์ มันก็จะถึงจุดจบในวันใดวันหนึ่ง

ผมจึงมีความคิดว่าเราต้องมองอีกมิติหนึ่ง ตั้งใจทำงานให้เข้มแข็ง หวังว่าเป็นมิติที่ทำให้ก่อประโยชน์และเห็นผลทางด้านบวก  เรียกว่าการทำงานอนุรักษ์ช้าง

หลังจากที่เราช่วยเหลือช้างหรือซื้อช้างจากคนที่เลี้ยงไม่ไหวแล้ว  ก็คัดเลือกช้างที่ก่อนนั้นอาจสุขภาพไม่ดี มีปัญหาที่ขาหลังนิดหน่อย พอรักษาได้ ถ้าไปเจอตัวที่ไม่มีเท้า โดนกับระเบิด ควรไปอยู่ที่การดูแลของรัฐบาล เราก็ยกให้เขาไป

โปรเจ็คของเรามุ่งกับช้างที่รักษาหาย ให้คนเข้าใกล้ได้ สื่อสารได้ เป็นมิตรกับคนเลี้ยงและคนทั่วไป ต้องเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ได้ ช้างเราจึงเกาะกลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปีลงมา

หลังจากคัดเลือกช้างทีละเชือกสองเชือกแล้วแต่จังหวะ แล้วแต่ดวง ทันทีที่ได้มา สิ่งที่เราทำและเห็นผลมากกว่าที่อื่นก็คือช่วยให้หาย ไม่ใช่เอาสภาพร่างกายที่ดูไม่ดีทรุดโทรมจากอาการเจ็บป่วย มาทำให้คนรู้สึกสงสารอยากช่วยเหลือ แล้วลงเอยด้วยการร้องขอเงินบริจาค นำมาซึ่งธุรกิจที่คนเข้าใจว่าช้างลำบาก อันนั้นไม่ใช่ลักษณะบุคลิกการคิดแบบเรา

ผมลงทุนเต็มที่เพื่อให้เห็นถึงความรัก ไม่ใช่ให้เห็นถึงความสงสาร เราทำทุกอย่างให้ช้างมีสุขภาพดี ที่น่าสนใจคือเมื่อช้างสุขภาพดี อารมณ์ดี จิตใจดี ตัวเมียมักจะตกไข่ ทุกๆ 4 เดือน อยู่ในภาวะที่มีความพร้อมจะเป็นแม่ เป็นพ่อ สามารถสืบลูกหลานได้ เราก็จะทำเรื่องการขยายพันธุ์ลูกช้าง เพื่อเพิ่มประชากร

ส่วนสุดท้ายก็คือ การคืนช้างสู่ธรรมชาติ ตลอดเวลาที่ทำมา 14 ปี มีช้างของเรา 7 เชือก อยู่ในโครงการคืนช้างสู่ธรรมชาติ คือเอาไปเลี้ยงในพื้นที่ปลูกป่า มีคนดูแล...

ก่อนที่จะมาถึงจุดนี้ สืบเนื่องจากความผูกพันที่เริ่มจากช้างเพียงเชือกเดียว ผมว่าช้างทุกเชือกมีพลังมาก ทำให้เราเข้ามาเกี่ยวข้อง มีพลังพอที่จะทำให้ดูแลเขาได้ด้วย ปกติมนุษย์ทุกคน โดยเฉพาะคนไทยก็จะผูกพันและรักช้างอยู่แล้ว พอลงมือทำ มีเรื่องที่จะต้องสู้ ต้องแก้ไขร่วมกับช้าง ก็จะเข้าใจเป็นอย่างดี

ผมไม่เคยคิดเคยฝันมาก่อน ความฝันตั้งแต่เด็กผมอยากทำโครงการเกี่ยวกับเต่าทะเล อยากเป็นคนที่คอยปกป้องไม่ให้คนมาขโมยไข่เต่า ให้เต่าได้วางไข่แล้วออกไปสู่ทะเลตามธรรมชาติ

ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ มีการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่าดวงและเป็นชะตาของชีวิต ทำให้ได้มาอยู่กับช้าง ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาใกล้ชิด     โอกาสที่จะเดินออกไปนั้นยากมาก เพราะช้างทำให้เราหลงรักและเกิดความผูกพันมาก จากช้างเชือกแรกเป็น 67 เชือก รอบสิบปีที่ผ่านมา ลูกช้างเกิด 37 เชือก ตอนนี้มีลูกช้าง 10 เชือก ปี 2018 จะมีลูกช้างอย่างน้อย 5-6 เชือก

เรามีช้างตัวผู้ที่โดดเด่นมาก 2 เชือก มีความเป็นผู้นำสูง เจ้าชู้เป็นยอด ถือว่าเป็นพระเอก วันนั้นที่เข้ามาร่วมกิจกรรมกับคณะชื่อ โดโด้ หรือ พานทอง อีกเชือกชื่อ บุญเย็น เป็นพ่อของลูกช้างส่วนใหญ่ มีเสน่ห์มาก ตัวเมียชอบ บุญเย็นชอบสาวผิวขาวสไตร์ญี่ปุ่น จะจ้องมองตลอด เวลาคนเรียกให้หันไปอีกทางเพื่อถ่ายรูป ช้างบุญเย็นหันไปก็จริงแต่ตายังชำเลืองสาวในสเป็คอยู่เลย

สิ่งที่ทำเป็นการท่องเที่ยว เป็นลักษณะของการดูแลสุขภาพช้าง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องทำทุกวันอยู่แล้ว พาช้างไปกินน้ำ ออกกำลัง อาบน้ำช้าง เลี้ยงดูช้าง ให้อาหาร ให้วิตามิน ตรวจเท้า ตรวจเล็บ ตรวจตา เราเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วม เป็นการสอนการอยู่กับช้าง เข้าหาช้าง เป็นมิตรกับช้าง 

ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มองเห็นว่าเป็นรูปแบบที่ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความรู้ มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเลี้ยงดูช้าง สร้างความเคารพนับถือ ความภาคภูมิใจจากชาวต่างชาติที่มองว่าช้างในเมืองไทย มีการดูแลอย่างถูกต้อง ถูกวิธีและได้รับความเอาใจใส่จากคนไทย ผมต้องขอขอบคุณการท่องเที่ยวฯ ที่เห็นความสำคัญในจุดนี้...

...ในวันนั้น หลังจากคณะได้ร่วมกิจกรรมของปางช้างอย่างสนุกสนานเต็มที่แล้ว คุณธีรภัทรได้ให้ผู้ที่สนใจขี่ช้างออกไป

สองสาวในนั้นคือ คุณแดง บุญญลักษณ์ และคุณเจ นภาพร สุรเจริญชัยกุล เป็นที่ชื่นชมของชาวคณะในความกล้าหาญอย่างยิ่ง คุณเจขี่ช้างพานทอง เมื่อถึงจุดหมายก็สัมผัสและแตะเบาๆ ที่แผ่นหลัง แล้วพูดว่า...นอนลง...ซึ่งช้างก็จะหมอบตัวให้คนลงจากหลังได้อย่างง่ายดาย

แต่ช้างพานทองแสนรู้และจอมเจ้าชู้ แกล้งหมอบตัวลงแล้วยืดตัวขึ้นไปทันที 3-4 ครั้ง กว่าจะยอมให้คุณเจลงไปโดยสวัสดิภาพ

มีความคิดเห็นของคุณปกรณ์ พงศ์ธราธิก ในฐานะลูกทัวร์

ไม่ว่าจะเป็นทัวร์ไหนๆ ก็ย่อมมีข้อดีข้อเสียทั้งนั้น แล้วแต่ใครจะมองในมุมใด ข้อเสียก็มีบ้างแต่น้อยมากและไม่มีสาระสำคัญอะไร สำหรับตัวผมเองในภาพรวมแล้ว ผมแฮ็ปปี้กับทัวร์นี้มากครับ ความจริงแล้วทัวร์ครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง สถานที่ต่างๆ ผมได้ไปมาแล้วทั้งนั้น แต่บรรยากาศการต้อนรับ ที่พัก อาหาร รวมถึงการบริการแตกต่างกันมาก (ถ้าเราไปเที่ยวเอง)

สิ่งที่สำคัญการไปเที่ยวกับเพื่อนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทำให้เราได้เรียนรู้ถึงการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น ต้องเสียสละร่วมกัน ไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน ทำให้เรามีเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้น นี่คือส่วนหนึ่งทำให้ทุกคนยอมรับว่าเป็นทัวร์ที่อบอุ่นเหมือนกับทัวร์ครอบครัว

หากมีการจัดครั้งต่อไป ผมมีโอกาสก็คงไม่ปฏิเสธที่จะร่วมด้วย สิ่งที่อยากเสนอในการจัดโปรแกรมครั้งต่อไป (ไม่ใช่ตำหนินะครับ) เกี่ยวกับเวลารับประทานอาหาร ระหว่างอาหารกลางวันและอาหารค่ำเย็น ผมมีความรู้สึกว่ากระชั้นชิดไปหน่อย คือถ้ารับประทานกลางวันบ่ายโมง อาหารมื้อค่ำควรจะเป็นหนึ่งทุ่ม หลังจากนั้นสามทุ่มถ้าจะเข้าที่พัก สามทุ่มก็ไม่ดึกเกินไปสำหรับสมาชิก แต่ที่ผ่านมาส่วนใหญ่เราจะทานอาหารค่ำห้าโมงเย็น เสร็จประมาณหนึ่งทุ่มแล้วกลับที่พัก ซึ่งผมมีความเห็นว่ามันเร็วเกินไปสำหรับผู้ที่ต้องการไปเที่ยวตามอัธยาศัยครับ.

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)