Get Adobe Flash player

นักโทษประหารอันดับที่ 6 แห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

อ้างอิงจากข่าว เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561 เวลา 15.00-18.00 น. กรมราชทัณฑ์ ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลด้วยการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดชายธีรศักดิ์ หลงจิ อายุ 26 ปี ผู้ต้องขังในคดีฆ่าผู้อื่นอย่างทารุณโหดร้ายเพื่อชิงทรัพย์ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2555

โดยนักโทษเด็ดขาดดังกล่าวได้ทำร้ายและบังคับให้เอาทรัพย์สิน คือ โทรศัพท์มือถือ และกระเป๋าสตางค์ รวมทั้งใช้มีดแทงผู้ตาย รวม 24 แผล เป็นเหตุให้เหยื่อถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้น พิพากษาประหารชีวิตศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาพิพากษายืนเป็นผลให้คดีถึงที่สุด

เป็นการดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 ประกอบมาตรา 19 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการประหารชีวิตนักโทษ พ.ศ.2546 ซึ่งกำหนดให้ดำเนินการด้วยวิธีการฉีดยาหรือสารพิษให้ตาย ซึ่งเปลี่ยนวิธีการบังคับโทษประหารชีวิตจากการยิงเสียให้ตายเป็นการฉีดสารพิษ

แม้หลายประเทศได้ยกเลิกโทษประหาชีวิตไปแล้วก็ตาม แต่ก็มีอีหลายประเทศที่ยังคงมีโทษประหารชีวิตอยู่เช่นเดียวกับประเทศไทย อาทิเช่น สหรัฐอเมริกา และจีน ซึ่งเน้นการปกป้องสังคมและพลเมืองส่วนใหญ่ให้พ้นจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม มากกว่าเน้นสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคลที่กระทำผิดกฎหมาย.....

กฎหมายรัฐแคลิฟอร์เนียมีการตัดสินโทษฆาตกรถึงประหารชีวิตด้วยการฉีดยา ตั้งแต่ปี ค.ศ.1978 มีนักโทษรอการประหาร 38 คน ถึงกำหนดตามคำพิพากษา 10 คน นอกนั้นเสียชีวิตก่อนถึงเวลา ถูกฆ่าจากนักโทษด้วยกัน หลายรายฆ่าตัวตาย บางรายตายจากโรคร้ายหรือแก่ตาย และอันดับที่ 6 เป็นคนไทย คือนายจาตุรันต์ ศิริพงษ์ ถูกประหารชีวิตเมื่อวันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ 1999 เวลาเที่ยงคืนหนึ่งนาที…

ขอนำกลับมากล่าวถึงอีกครั้ง

…นายจาตุรันต์ เดินทางมาอเมริกาเมื่อปี 1980 ขณะที่มีอายุ 26 ปี สมัครทำงานพาร์ทไทม์เป็นคนทำความสะอาดพื้นที่ตลาดพันท้าย เมืองการ์เดน โกรพ ออเรนจ์ เคาน์ตี้ ซึ่งมี นายสุรชัย วัฒนาพร และนางผกาวรรณ อายุ 36 ปี เป็นเจ้าของ นอกจากทั้งสองสามีภรรยาทำธุรกิจด้านตลาดแล้วยังมีกิจการค้าเพชรพลอยอีกด้วย…

นายจาตุรันต์ทำงานได้ระยะหนึ่งก็ลาออก แต่เกิดความโลภในทรัพย์สินส่วนตัวและเครื่องเพชรของนางผกาวรรณที่เคยเห็น จึงเข้าปล้นในวันที่ 15 ธันวาคม 1981 โดยใช้เชือกไนล่อนรัดคอนางผกาวรรณ และใช้มีดแทงลูกจ้างชายชาวเวียดนาม นายกวาน เหงียน อายุ 52 ปี ซึ่งมีบุตร 4 คน ที่ศีรษะและคอจนถึงแก่ความตายทั้ง 2 คน ทิ้งความโศกเศร้าอาดูรให้กับทั้งสองครอบครัวอย่างที่สุด

เวลาผ่านไป 2 วัน ตำรวจได้ทำการจับกุมตัวนายจาตุรันต์ ขณะที่กำลังใช้บัตรเครดิตของผู้ตาย ซื้อโทรทัศน์ที่ห้างเซียร์ เมืองเวสต์ มินสเตอร์ และจากการตรวจค้นที่อพาร์ทเมนท์ที่เมืองฮอร์ธอร์น ตำรวจพบเงินสด เครื่องเพชรมูลค่าประมาณ 3 หมื่นเหรียญ ส่วนหลักฐานสำคัญ คือรอยบาดแผลจากคมมีดที่แขนซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการดิ้นรนต่อสู้กับนายเหงียน และหลักฐานอื่นๆ นับ 100 รายการ ทรัพย์สินส่วนมากค้นพบที่ถังขยะใกล้กับบ้านแฟนสาวที่เมืองเซอร์ริโตส รวมทั้งกระเป๋าถือ กระเป๋าใส่เศษสตางค์ รอยเลือดที่รองเท้าและมีดเปื้อนเลือด

 จากหลักฐานที่มัดตัวจนดิ้นไม่หลุด ทำให้ศาลเมืองออเรนจ์ เคาน์ตี้ ตัดสินประหารชีวิตเมื่อปี 1983 และศาลสูงของรัฐแคลิฟอร์เนียเห็นพ้องเมื่อปี 1988 และในปี 1995 ทนายความของนายจาตุรันต์ได้ยื่นอุทธรณ์อีกครั้ง อ้างว่านายจาตุรันต์เป็นผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ มิใช่ผู้ลงมือสังหาร แต่นายจาตุรันต์ไม่ได้เอ่ยชื่อผู้ร่วมมือให้เป็นประโยชน์ในการพิจารณาคดี ศาลสูงประกาศไม่รับคำอุทธรณ์เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 1998 กำหนดการประหารชีวิตขึ้นในวันที่ 17 พฤศจิกายน 1998

ทางด้านรัฐบาลไทย ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่ฯ ได้ทำหนังสือขอลดหย่อนผ่อนโทษจากประหารชีวิตให้เหลือจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีทัณฑ์บน ถึงผู้ว่าการรัฐฯ นายพีท วิลสัน ซึ่งเป็นสิทธิตามกฎหมายของสหรัฐฯ แต่ได้รับการปฏิเสธ

ตอนที่เหตุการณ์เกิดขึ้นใหม่ๆ นายสุรชัย วัฒนาพร สามีผู้ตายเคยคิดว่า ฆาตกรควรได้รับโทษประหารชีวิต แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปถึง 17 ปี เขากล่าวว่า “ ถ้าผมมีอำนาจอยู่ในมือ จะพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต เพราะเวลาของความเจ็บปวดนั้นผ่านมานาน จนลืมความรู้สึกนั้นไปแล้ว และการประหารชีวิตก็ขัดกับหลักพุทธศาสนา” ส่วนบุตรชายของนายสุรชัยที่เกิดกับนางผกาวรรณ  นายคริส วัฒนาพร อายุ 18 ปี ได้ร่วมขอความเมตตาพร้อมกับบิดา โดยให้เหตุผลว่า “พระเจ้าเป็นผู้ตัดสิน มิใช่ผม”

บุคคลที่ร่วมกันเข้าชื่อขอความเมตตาจากผู้ว่าการรัฐฯ นอกจากคนในครอบครัว เพื่อนๆ ยังมีอดีตพัสดีเรือนจำ กล่าวว่า นายจาตุรันต์เป็นนักโทษตัวอย่าง ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของคุกอย่างเคร่งครัด สวดมนต์ทุกวัน ใช้เวลาว่างวาดภาพ ถ่ายทอดความงดงามตามธรรมชาติของประเทศไทย และภาพอื่นๆ จำนวนมากกว่า 600 ภาพ

สำหรับงานศิลปะของนายจาตุรันต์ส่วนหนึ่ง ได้แสดงผลงานที่ วาย ดับเบิลยู ซี เอ ที่ดาวน์ทาวน์ เมืองโอคแลนด์…น.ส.พ.แอลเอไทม์ ลงข่าว พร้อมแสดงความเห็นว่า…ภาพวาดของจาตุรันต์ ทำให้เห็นค่าของการไว้ชีวิต…

ต่อมาอีก 3 วัน มีผู้อ่านเขียนไปต่อว่าบรรณาธิการ “ทางหนังสือพิมพ์ให้เนื้อที่กว่าครึ่งหน้ากับงานศิลปะของนักโทษประหาร แต่ไม่มีเนื้อที่พอที่จะบอกชื่อของผู้ตายและคนงานที่ถูกเขาฆาตกรรม…อยากจะถามว่า สิทธิของคน 2 คน ที่สมควรมีชีวิตอยู่แล้วต้องตายนั้น เป็นเพราะเขาถูกปฏิเสธความรักจากครอบครัวหรืออย่างไร…”     

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการลงความเห็นว่า นายจาตุรันต์เป็นฆาตกรที่มีจิตใจเต็มไปด้วยความโลภ โหดเหี้ยม ปราศจากความเมตตาต่ออดีตนายจ้างและเพื่อนร่วมงาน สมควรได้รับโทษประหาร ส่วนทนายความสู้คดีว่าเป็นผลมาจากช่วงชีวิตในวัยเด็กมีปัญหา จึงขอให้ศาลได้เมตตาลดหย่อนผ่อนโทษ

หลักฐานทางครอบครัวที่ญาติบรรยายว่า ชีวิตในวัยเด็กของนายจาตุรันต์ เป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้ง มีรอยทุบตีจากแม่ที่ติดสุรา พ่อแม่หย่าขาดกันตั้งแต่เขายังเล็ก แม่ต้องหอบหิ้วลูก 4 คน กับเงินอีกเล็กน้อยออกจากบ้าน แล้วส่งจาตุรันต์กับลูกสาวอีกคนหนึ่งไปอยู่กับลุงซึ่งมีกิจการซ่องโสเภณี

ปี 1975 นายจาตุรันต์ถูกยิงที่หน้าผาก เพราะเข้าไปขโมยของในห้างสรรพสินค้าที่เมืองไทย ถูกจำคุก 2 ปี แต่ได้รับหย่อนเหลือ 1 ปี เพราะมีความประพฤติดี พอออกจากคุกก็บวชเป็นพระอยู่ 3 เดือน ข้ออ้างจากทนายความกรณีนี้อัยการแก้ว่า “ความรู้สึกเจ็บปวดที่ได้รับในวัยเด็ก จะมีผลต่อการดำเนินชีวิตในวัยผู้ใหญ่นั้น เหมือนกันทั่วโลก แต่เด็กเหล่านั้นไม่ได้เติบโตขึ้นมาเป็นฆาตกรเช่นเดียวกันหมดทุกคน”

จากกำหนดวันประหารวันที่ 17 พฤศจิกายน 1998 ได้ถูกสั่งพักการประหารจากผู้พิพากษา เพราะทางทนายความอ้างว่ามีหลักฐานเพิ่มเติม ประกอบกับเป็นเวลาใกล้กับการเปลี่ยนผู้ว่าการรัฐฯ ซึ่งทนายความมีความหวังว่าอาจได้รับความเมตตา จึงได้ขอเลื่อนการประหารออกไป รอให้ผู้ว่าการรัฐฯ คนใหม่ เข้ามารับตำแหน่งเสียก่อน ซึ่งกำหนดพิพากษาในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 1999

สำหรับเรื่องนี้ ความเห็นของทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย ย่อมระบุลงไปได้ว่าต้องการอะไร แต่ผู้ที่หนักใจที่สุด คือบุคคลที่ 3 ที่ไม่รู้เรื่องและไม่เกี่ยวข้องกับทั้งสองฝ่าย ต่างก็มีความเห็นโดยเอาตาชั่งในหัวใจแต่ละคนเป็นเครื่องตัดสิน และทั้งสองฝ่ายก็เป็นคนไทย จะเห็นด้วยกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็ไม่ได้ เหมือนหยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ…ในเมื่อสามีและบุตรของผู้ตายยังให้อภัยเลย แล้วพวกเราเป็นใคร…ตาชั่งก็เอนไปอีกด้านหนึ่ง

จนกระทั่งที่ศาลสูงของรัฐ เมื่อวันอังคารที่  2 กุมภาพันธ์ 1999 นายวิทูรย์ หรัษฎางกูล บุตรชายสามีเก่าของนางผกาวรรณ ขณะที่เกิดเหตุอายุ 14 ปี ได้เดินทางมาจากรัฐเวอร์จิเนีย ปรากฏตัวที่ศาล ร้องขอความเป็นธรรมให้แม่ โดยกล่าวกับคณะลูกขุนด้วยร่างที่สั่นสะท้านพร้อมทั้งกลั้นน้ำตาว่า

“ถึงอย่างไรจาตุรันต์ก็คือฆาตกร ความรู้สึกเจ็บปวดของพวกเราไม่มีวันจางหาย ได้แต่เฝ้ารอคอยอำนาจของศาลสถิตยุติธรรมพิพากษาให้ประหารชีวิตเป็นเวลาถึง 17 ปี”

สาเหตุที่เขาไม่ปรากฏตัวตั้งแต่แรกเพราะเขาเชื่อว่า ฆาตกรไม่มีวันได้รับความเมตตาจากอดีตผู้ว่าการรัฐฯ นายพีท วิลสัน อย่างแน่นอน แต่แล้วกลับมีการยื่นอุทธรณ์ต่อผู้ว่าการรัฐฯ คนใหม่ “ผมเกรงเหลือเกินว่า พวกเราจะไม่ได้รับการชดใช้จากขบวนการยุติธรรม”

หลังจากเกิดเหตุนายวิทูรย์ได้พยายามลืมการฆาตกรรมที่เกิดขึ้นกับแม่ไว้เบื้องหลัง โดยย้ายไปเรียนที่โรงเรียนประจำ รัฐเวอร์จิเนีย “นิสัยของผมเปลี่ยนแปลงไป เมื่อได้สะสมความเกลียดชัง เคียดแค้นและพยาบาทไว้ในตัว ผมไม่เคยลืมความเจ็บปวดที่เราต้องพรากจากกัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่มีสักวันเดียวที่ผมไม่คิดถึงแม่…”

จากการให้การต่อคณะลูกขุนของนายวิทูรย์ครั้งนี้ ถือเป็นชัยชนะของฝ่ายอัยการ ที่แสดงว่าได้ปิดโชคชะตาของนายจาตุรันต์ที่อาจมีโอกาสรอดชีวิตโดยสิ้นเชิง..อย่าว่าแต่คณะลูกขุนเลย แม้แต่ตาชั่งในหัวใจของหลายคนยังเอียงวูบ ผู้ที่เคยได้รับความเจ็บปวดเช่นนี้มาก่อน ย่อมซาบซึ้งดีกว่าคนอื่น บาดแผลในความทรงจำสำหรับบางคนอาจลืมเลือนได้ แต่สำหรับบางคนมันหยั่งรากลึกจนยากที่จะลืม เปรียบเสมือนแผลสดที่ไม่มีวันตกสะเก็ด จนกว่าจะได้รับการเยียวยาที่ถูกต้องเท่านั้น

ก่อนถึงวันกำหนด ผู้ว่าการรัฐฯ คนใหม่ นายเกร เดวิส ลงนามปฏิเสธ ฉะนั้นเวลาที่กำหนดแน่นอนคือเช้าวันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ เวลาเที่ยงคืน 1 นาที…พอถึงวันจันทร์ คนจำนวนมากเฝ้ารอฟังข่าวอย่างกระวนกระวายใจ ไม่รู้ว่าจะมีปาฏิหาริย์ใดเกิดขึ้นที่จะทำให้ผู้ว่าการรัฐฯ เปลี่ยนใจหรือไม่…เพราะก่อนเวลาไม่กี่ชั่วโมง มีข่าวว่า ท่านสันตะปาปา จอห์น พอล ที่ 2 ยื่นหนังสือขอชีวิตโดยใช้คำว่า…การให้ความเมตตานั้น มีส่วนส่งเสริมให้เกิดสันติในโลกได้…แต่โฆษกของผู้ว่าการฯ ประกาศว่า ได้รับหนังสือล่าช้าเกินไป และท่านได้ลงนามปฏิเสธไปแล้วตั้งแต่วันเสาร์

ที่ห้องประหาร…นายจาตุรันต์ถูกรัดตัวด้วยเข็มขัดหนังอย่างแน่นหนา นอนนิ่งอยู่บนเตียง หลับตาเหมือนรอความตายอย่างสงบ พอถึงเวลาเจ้าหน้าที่เริ่มฉีดยานอนหลับและตามด้วยยาพิษที่ผสมสารเคมี ซึ่งจะทำให้หัวใจหยุดเต้นใน 14 นาที เมื่อยาพิษผ่านเข้าไปในเส้นเลือด เขากระตุก 1 ครั้ง อ้าปากพยายามหายใจเฮือกสุดท้าย ก่อนที่ศีรษะจะตกลงในเวลาเที่ยงคืน 19 นาที ท่ามกลางผู้ที่เข้าไปเป็นพยานการประหารที่คุก ซาน เควนติน ประมาณ 40 คน

มีคนสำคัญคนหนึ่งคือน้องสาวของนายจาตุรันต์ ซึ่งเป็นญาติเพียงคนเดียวที่เข้าไปนั่งอย่างอดทน นายวิทูรย์ บุตรชายของผู้ตาย กลั้นน้ำตาแล้วเชิดหน้าขึ้น เหมือนให้แม่รับรู้ในการปรากฏตัวของเขา และเป็นผู้ทำให้ฆาตกรถูกประหารชีวิตได้สำเร็จ ก่อนหน้านั้นเขาประกาศว่า “พวกเราต้องการให้เรื่องนี้ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์”

...แม้ว่าเหตุการณ์นั้นได้จบสิ้นลงแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์หลายกระแส มีทั้งที่คิดว่า ขนาดระดับประมุขศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกขอชีวิต ผู้ว่าการรัฐฯ ยังให้ไม่ได้ และอะไรคือสิ่งสำคัญในการตัดสินใจ…

จนกระทั่งได้รับเอกสารที่รายงานถึงเหตุผลของผู้ว่าการรัฐฯ ขอสรุปย่อๆ ดังนี้…

การให้ความเมตตาไม่สามารถจะทำให้ชีวิตที่บริสุทธิ์ของทั้ง 2 คน ฟื้นขึ้นมาได้ และไม่สามารถทำให้ความเจ็บปวดรวดร้าวของคนในครอบครัวหายได้อีกเช่นกัน…

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 1981 นางผกาวรรณถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม ไร้ความปรานี เธอมีครอบครัว สามี อดีตสามี ลูกๆ และญาติพี่น้องอีกหลายคน หนึ่งในจำนวนนั้นคือบุตรสาว วิภา “แมรี่” หรัษฎางกูล ในขณะนั้นอายุเพียง 9 ขวบ ได้ยื่นจดหมายถึงข้าพเจ้า เมื่อวันที่ 19 มกราคม 1999 ซึ่งข้อความในจดหมายเป็นคำพูดที่จริงจัง จริงใจ ได้โน้มน้าวจิตใจของข้าพเจ้าอย่างสุดซึ้ง…

…”ดิฉันได้ทราบว่าทางรัฐบาลไทยได้พยายามช่วยนายจาตุรันต์ จึงขอเรียนท่านตามตรงว่า รู้สึกเจ็บปวดมากที่พวกเขาไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของดิฉันในเรื่องนี้เลย เขาไม่รู้เลยว่าแม่ไม่ใช่คนร่ำรวย แม่ทำงานหนักเพื่อแลกกับเงินทุกเพ็นนีที่หาได้ เขาไม่สนใจว่าแม่ถูกฆาตกรคร่าชีวิตไป ก่อนที่จะมีโอกาสได้ใช้เงินที่หามาด้วยความยากลำบาก

ดิฉันเป็นพลเมืองดี แต่รู้สึกว่าถูกทรยศ ทั้งแม่และดิฉันไม่ได้มีความหมายใดๆ กับรัฐบาลไทยเลย ความตั้งใจของดิฉันมิใช่เพื่อการแก้แค้น แต่เพื่อจะได้เห็นว่าศาลมีความสถิตยุติธรรม และจะเป็นตัวอย่างสำหรับผู้อื่นที่จะหนีความผิดอุฉกรรจ์ที่ได้ก่อขึ้นนอกประเทศ

และดิฉันขออนุญาตเรียนย้ำอีกครั้งว่า…ขอได้โปรดอย่าให้ความเมตตาต่อฆาตกร ดิฉันขอร้องท่านในฐานะตัวแทนของครอบครัว ขอให้ท่านทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อว่าวิญญาณของแม่จะได้สู่สุคติเสียที”

หลังจากที่พิจารณาบันทึกและหลักฐานต่างๆ อย่างรอบคอบแล้ว ขอปฏิเสธที่จะให้ความเมตตา…ลงนาม เกร เดวิส 6 กุมภาพันธ์ 1999

…เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น…ตามคำร้องของทนายความที่ว่า จาตุรันต์เป็นเพียงแต่ร่วมสมคบด้วยเท่านั้น มิใช่ผู้ลงมือฆาตกรรม...จริงหรือไม่…เขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้ และในวินาทีสุดท้ายก่อนที่เข็มฉีดยาจะปักลง เขาควรบอกความจริงทั้งหมด แต่ถ้าไม่ยอมพูดอะไรออกมาเลยก็แสดงว่าเป็นผู้เก็บความลับได้ยอดเยี่ยมที่สุด…

นักโทษประหารอันดับที่ 6 แห่งรัฐแคลิฟอร์เนียได้ปิดฉากชีวิตชดใช้กรรมไปแล้ว หลังจากสร้างโศกนาฏกรรมก่อให้เกิดความเจ็บแค้นแสนสาหัสแก่ผู้อยู่ข้างหลังเป็นเวลานานถึง 17 ปี บัดนี้ความโกรธแค้นชิงชังของ วิทูรย์และวิภา หรัษฎางกูล ก็คงสิ้นสุดลงด้วย ได้เริ่มชีวิตเป็นคนใหม่อย่างมีความสุขเสียที…สงสารก็แต่น้องสาวของนายจาตุรันต์ ที่ต้องอดทนดูพี่ชายร่วมสายโลหิตขาดใจตายต่อหน้าต่อตา เป็นความรู้สึกบริสุทธิ์ที่น้องมีต่อพี่ ถึงแม้ว่าพี่จะร้ายกาจเพียงใดก็ตาม

และสำหรับเขา…จาตุรันต์ ศิริพงษ์ หากมีโอกาสใด้เกิดใหม่ในชาติหน้า ก็ขอให้เกิดในครอบครัวมั่งมีศรีสุข อย่าได้พบกับสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด ต้องระหกระเหิน อดมื้อกินมื้อ จนทำให้เกิดความโลภโมโทสัน สร้างประวัติศาสตร์ก่อคดีร้ายแรงจนต้องคำพิพากษาประหารชีวิตอีกเลย.