Get Adobe Flash player

งามที่ใจหรือใบหน้า โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

อานุภาพแห่งความรักถ้าแปรเปลี่ยนเป็นความแค้น พลังรักและแค้นจะรุนแรงพอกันที่สามารถทำลายได้ทุกอย่าง เพื่อลบความพ่ายแพ้ของตัวเอง… 

…เมื่อ 6 ปีที่แล้ว เบเวอร์ลี่ แฮมเมท เด็กสาวชาวอังกฤษ อายุแค่ 19 ปี ต้องรับเคราะห์กับความอาฆาตพยาบาทของผู้ชายคนหนึ่ง ที่จ้างวานคนอื่นไปสาดน้ำกรดเพื่อให้อดีตภรรยาเสียโฉม แต่บังเอิญวันนั้นเบเวอร์ลี่ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับครอบครัว ไปช่วยดูแลลูกให้ที่บ้านต้องรับแทน…และถ้าหากเบเวอร์ลี่ปลงไม่ตกปล่อยบาดแผลให้ลึกถึงหัวใจ ก็จะไม่มีวันลบล้างจากความทรงจำ แต่เธอกลับทำใจได้ เอาปมด้อยมาเป็นปมเด่น ลุกขึ้นเผชิญหน้ากับโลกแห่งความเป็นจริงอย่างกล้าหาญ ต้องถือเป็นตัวอย่างและน่าสรรเสริญที่สุด…

สมัยเด็ก เบเวอร์ลี่ เชื่อในสิ่งหนึ่งว่า หน้าตาสะสวยไม่สำคัญเท่ากับจิตใจงาม เธอชอบอ่านประวัติทหารผ่านศึกที่ถูกไฟลวกที่หน้าและตัว ไม่รู้ว่าที่เคยสนใจนั้น ถือเป็นแรงสังหรณ์ในอนาคตที่วันหนึ่งเธอจะต้องประสบด้วยตนเองหรือไม่…

…เมื่อคืนวันเสาร์ของเดือนกรกฎาคม 1996 ซูซาน ฮัมฟรี ได้ขอร้องให้ช่วยดูลูกๆ ให้เธอ ซึ่งฉันเคยเลี้ยงเด็กทั้ง 3 คนมาก่อน ตอนแรกฉันไม่รับเพราะเหน็ดเหนื่อยตลอดทั้งอาทิตย์ แต่ซูซานอ้อนวอนขอความเห็นใจว่าน้องสาวเข้าโรงพยาบาล และมองไม่เห็นใครที่จะช่วยได้ ฉันฟังเหตุผลแล้วก็อึกอักไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้

ฉันไปที่บ้านซูซานเวลาสองทุ่ม ลูกสาวอายุ 3 ขวบหลับแล้ว ลูกชายอายุ 13 กับลูกสาวอายุ 8 ขวบ กำลังเล่นด้วยกันอยู่ชั้นบน ฉันก็เลยนั่งดูทีวีฆ่าเวลาที่ห้องนั่งเล่นข้างล่าง

เวลาประมาณสี่ทุ่ม ฉันได้ยินเสียงขยับก๊อกแก๊กที่ประตูหน้าบ้าน คิดว่าซูซานคงลืมกุญแจ เธอไม่กดกริ่งก็คงเกรงพวกเด็กๆ จะตื่น ฉันจึงลุกขึ้นไปเปิดประตู แต่พอเดินถึงกลอน ก็มีผู้ชายคนหนึ่งผลักประตูถลันเข้ามา แล้วสิ่งหนึ่งสาดเข้าที่ใบหน้าฉันเต็มแรง

ฉันใจเต้น คิดว่าคงเป็นขโมย แต่คนนั้นไม่มีทีท่าว่าพยายามเข้ามาในห้อง แต่หันหลังกลับออกไปทันที ฉันได้ยินเสียงดังฟู่ขึ้นอย่างน่ากลัว แล้วปวดแสบปวดร้อนที่ใบหน้าและแขนขวา กลิ่นสารเคมีฉุนจัด ฉันพยายามหลับตาลงเมื่ออาการแสบร้อนราวกับมีเข็มสักพันเล่มทิ่มแทงเข้าไปในเนื้อ รู้สึกเหมือนจะเป็นลมจนต้องลงนอนที่พื้น เสียงลูกชายของซูซานวิ่งลงมาจากข้างบน พอเห็นอาการก็บอกว่าจะโทรศัพท์แจ้งตำรวจ แต่ฉันกระซิบให้เรียกรถพยาบาลโดยด่วน

ฉันเดินโซเซเข้าไปในครัวเอาน้ำราดที่หน้าด้วยแขนซ้าย ตาลืมไม่ขึ้น อีกหลายนาทีต่อมาได้ยินเสียงตำรวจ และเสียงพ่อที่บ่งถึงอาการช็อคที่เห็นใบหน้าฉัน ซูซานกลับมาบ้านก่อนหน้าที่รถพยาบาลจะมาถึง เข้ามาแสดงความเสียใจที่รับเคราะห์แทนเธอ

ตำรวจนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปโรงพยาบาล แม้ว่าตาข้างขวาจะโดนเต็มที่ แต่เจ็บที่แขนขวามากกว่าใบหน้า และความเจ็บปวดก็ทวีขึ้นอย่างสุดแสนทรมาน ฉันสลบแล้วสลบอีก ในที่สุดหมอต้องฉีดยาระงับปวด

รุ่งขึ้นตำรวจเข้ามาสอบปากคำ แต่ฉันให้รายละเอียดเกี่ยวกับคนร้ายไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว ตำรวจบอกว่า คงรู้ดีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวกับตัวฉันเลย

ซูซานสงสัย ปีเตอร์ สามีเก่าจะต้องอยู่เบื้องหลัง เขาแค้นใจเรื่องการหย่าร้าง แต่ปรากฏว่าเขามีพยานยืนยันหนักแน่นในคืนเกิดเหตุ แต่ตำรวจเชื่อมั่นว่าเป็นการจ้างวานคนอื่นให้ทำแทน พอได้ยินฉันก็เข้าใจถึงสาเหตุและรู้สึกโกรธมาก แต่ไม่ได้โกรธกับสิ่งที่เกิดกับฉัน แต่โกรธว่าทำไมผู้ชายคนหนึ่งถึงได้ใจร้าย อาฆาตขนาดหนักจนสามารถทำลายอดีตภรรยาที่ครั้งหนึ่งเคยรักกันเหลือเกิน และคืนนั้นลูกทั้งสามคนของเขาก็อยู่ในบ้านด้วย

ฉันอยู่ห้องไอซียูสองสามวันก่อนที่จะย้ายออกมาอยู่ห้องธรรมดา เป็นครั้งแรกที่ต้องขูดเนื้อที่ถูกน้ำกรดออก ฉันบอกพยาบาลว่า…หวังว่าคงได้เข้าเรียนพยาบาลทันฤดูร้อนนี้ เธอยิ้มตอบ แต่ฉันก็ทันได้เห็นแววตาที่เปล่งประกายสงสารของเธอ 

สายตาของฉันแย่เหมือนเดิม และยังไม่ได้ส่องกระจกดูหน้าตัวเอง แม่บอกว่า เหมือนกับถูกละเลงสีที่หน้ากับแขน อีกหลายอาทิตย์ผ่านไปสายตาค่อยดีขึ้นพอที่จะเดินไปที่กระจก ค่อยๆ ทำใจก่อนที่จะเหลือบตาขึ้นมอง คอตึงเป็นขมวด ฉันจับอ่างล้างหน้าแน่น ผิวสีเหลืองปนดำ ผมไหม้เป็นสีส้ม แต่หน้าตาที่บวมเป่งราวกับน้ำหนักเพิ่มขึ้นสัก 50 ปอนด์

ชั่งมัน…ถึงยังไงก็หน้าตาเหมือนฉันอยู่ดี…ฉันพูดกับตัวเองด้วยเสียงดังลั่นกลืนนำลายลงคออย่างยากลำบาก นึกถึงความมั่นใจในวัยเด็กที่ว่า…หน้าตาสะสวยไม่สำคัญเท่ากับจิตใจงาม…

ยิ่งเวลาผ่านไปก็เริ่มเชื่อมั่นในตัวเอง เพื่อนๆ ส่งคาร์ดและจดหมายให้กำลังใจ แต่ฉบับหนึ่งประทับใจที่สุดจากตาที่ยกคำกลอนมาปลอบประโลมหลานสาว อ่านแล้วต้องสะกดกลั้นไม่ให้ร้องไห้ เพราะถ้าร้องน้ำตาจะยิ่งทำให้ผิวหน้าเจ็บปวดมาก แต่คำสั้นๆ ที่มีความหมายของตากลายเป็นพลังต่อสู้กับความเจ็บปวด ช่วยให้หายเร็วขึ้น

ออกจากโรงพยาบาลหลังจากรักษาตัวอยู่ 8 อาทิตย์ วันแรกฉันไม่ยอมซ่อนตัวหรือหลบหน้าผู้คน ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยมีความรู้สึกมั่นใจ เป็นเด็กหญิงที่ไม่กล้าแม้แต่จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เพราะคิดว่าสำหรับคนมีฐานะร่ำรวยและฉลาดเฉลียวเท่านั้น ฉันรู้สึกอายถ้าพูดคุยในห้องเรียน แต่สิ่งเดียวที่ฉันเชื่อก็คือ…ความงามไม่สำคัญ

ฉะนั้นวันแรกที่ได้กลับบ้าน ฉันจึงทิ้งครีมสำหรับทาปกปิดรอยแผลที่ได้จากโรงพยาบาล ตอนบ่ายชวนพ่อแม่ไปช็อปปิ้ง ใบหน้าเป็นสีชมพูจัด ผู้คนพากันมอง แต่ด้วยความเข้าใจไม่ใช่หวาดกลัว

ชัยชนะอื่นๆ ตามมา เมื่อฉันไม่แสดงอาการใส่ใจหรือสะดุ้งสะเทือน ถึงแม้จะถูกผู้ชายวัยรุ่นที่เดินผ่านหัวเราะใส่หน้า…ฉันสมัครเข้าทำงานที่ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก แต่ไม่อยากให้พวกเขาหวาดกลัวเมื่อเห็นใบหน้า ก่อนเริ่มงานฉันจึงส่งรูปล่วงหน้าไปก่อน ซึ่งเจ้าหน้าที่ติดไว้ที่บอร์ดหน้าห้องให้เด็กๆ เตรียมใจ มีเด็กหญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาหาฉันบอกว่า…ครั้งต่อไปถ้ามีคนสาดน้ำกรด พี่จะต้องวิ่งหนีนะคะ…คำพูดหวานๆ ที่ไร้เดียงสาของเธอมันตรึงในหัวใจของฉันจริงๆ

อีกสองปีต่อมา ฉันให้การเป็นพยานในเรื่องปีเตอร์ ข้อหาจ้างวานผู้อื่น เขาถูกพิจารณาโทษจำคุก 12 ปี แต่จับตัวคนร้ายที่ราดน้ำกรดไม่ได้

จนถึงทุกวันนี้ฉันผ่านการผ่าตัด 15 ครั้ง กำลังคอยแก้วตาปลอมเอามาแทนตาขวา ผิวหนังที่เอามาปะที่หน้าและแขนก็ดีขึ้นเป็นลำดับ

มหัศจรรย์ที่สุด ฉันกลายเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง พบรักครั้งแรกโดยที่เขาไม่เคยถามถึงเรื่องแผลเป็น ฉันถือว่าเป็นรางวัลล้ำค่าที่สุด ตอนนี้เหลืออีกหนึ่งปีก็จะจบมหาวิทยาลัย ตั้งจุดหมายว่าจะเป็นครู หรือไม่ก็นักสังคมสงเคราะห์

แทบไม่เคยย้อนคิดถึงอดีตว่าทำไมจะต้องเป็นฉัน…แต่ถ้าเกิดสงสัยขึ้นมา ก็มีคำกลอนช่วยรักษาแผลใจที่ได้จากตาปรากฏขึ้นมาแทนที่ว่า…”You will always be young and beautiful to me.”