Get Adobe Flash player

แต่งงานหนีจน…สู่ไต้หวัน โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

สาวเวียดนามจำนวนมากไม่ได้แต่งงานเพราะความรัก แต่แต่งให้มีชีวิตรอด ดิ้นรนหนีความยากจนเพื่ออนาคตที่ดีกว่า ยอมตากหน้าให้ผู้ชายไต้หวันเลือก มีทั้งคนแก่และพิการ หากโชคดีก็ได้แต่งงาน แต่ยังเป็นปริศนาว่าสาวเวียดนามจะมีอนาคตสดใสตามที่คาดหวังสักกี่คน

เทียน เบย์ ชาวจังหวัดแคนโท ดินแดนแห่งลุ่มแม่น้ำเก้ามังกรหรือแม่น้ำโขง อยู่ทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม เบย์เป็นคนสวย ผมยาวสลวยสีดำเป็นมันขลับ รูปร่างเล็กสูง 4 ฟุต 9 นิ้ว หนัก 93 ปอนด์ จบการศึกษาชั้นมัธยม อายุ 19 ปี ครอบครัวอยู่ในกระท่อมหลังคามุงจาก อาชีพทำนา มีเรือพายลำเล็กๆ ถ้าจะไปยังเมืองหลวงโฮจิมินฮ์  ชื่อเดิม ไซ่ง่อน ต้องใช้เวลาเดินทาง 6 ชั่วโมง โดยทางเรือ รถประจำทางและสกูตเตอร์…

เบย์เคยมีเพื่อนชายคนหนึ่งแต่เลิกกันไป เธอจึงเป็นภาระของพ่อแม่ ผู้หญิงส่วนใหญ่แต่งงานแล้วจะไปอยู่ทางฝ่ายสามี เพื่อไม่ให้พ่อแม่อึดอัด เบย์เกิดความคิดที่จะขายสิ่งที่ตนเป็นเจ้าของโดยชอบธรรม แต่ไม่ใช่เป็นผู้หญิงหากิน หรือเป็นสาวคาราโอเกะ ซึ่งกำลังนิยมกันมาก แต่สิ่งนั้นคือ ขายตัวเองให้คนเลือกเป็นภรรยา

รายได้เฉลี่ยของชาวเวียดนามในชนบท เดือนละ 24 เหรียญ เปรียบกับชาวไต้หวันเดือนละ 480 เหรียญ ทำให้ครอบครัวที่ฐานะยากจนพยายามเร่งให้ลูกสาวพยายามหาคู่ทางลัด่ให้ได้เร็วที่สุด หวังว่าลูกสาวมีเงินส่งให้ทางบ้านทุกเดือน พ่อแม่เบย์สั่งไว้ว่า ถ้าได้สามีดูแลดีพ่อแม่ก็ดีใจ และถ้าสามารถส่งเงินให้พ่อแม่ใช้ก็จะดีใจมากขึ้นไปอีก

เบย์มีญาติแต่งงานกับชาวไต้หวัน ทุกคนในครอบครัวสุขสบายไปตามๆ กัน ที่แคนโท ทุกคนจะรู้ทั่วกันว่า ครอบครัวไหนอยู่บ้านอิฐ แสดงว่าลูกบ้านนั้นมีสามีเป็นชาวไต้หวัน ปีที่แล้วมีผู้หญิงเวียดนามสมัครกับบริษัทมากกว่า 12,000 คน และจำนวน 2,000 คน จากแคนโท

ด้วยเหตุผลนี้ เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว เบย์ตัดสินใจโทรศัพท์แจ้งความจำนงกับบริษัทจัดหาคู่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นนายหน้าจัดงานแต่งงาน แต่บางคนตั้งฉายาว่า พ่อค้าเนื้อสด เมื่อเร็วๆ นี้ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองทั้งเวียดนามและไต้หวัน เริ่มตกใจกับตัวเลขของสาวเวียดนามหนีความจน แต่งงานอย่างเร่งด่วน และจากสถิติในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีผู้หญิงเวียดนามเข้าไปอยู่ไต้หวันมากกว่า 80,000 คน คนที่แต่งงานผ่านบริษัทมีเป็นจำนวนมาก เป็นเหตุหนึ่งทำให้ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อพวกค้ามนุษย์ได้โดยง่าย

เจ้าหน้าที่หวั่นใจว่าผู้หญิงไม่มีวันรู้อนาคตของตัวเอง ต่างก็คิดว่าเป็นซินเดอเรลลา ได้แต่งงานกับเจ้าชายผู้ทรงเสน่ห์ แต่ที่ห่างไกลจากความเป็นเจ้าชายก็คือ ผู้ชายไต้หวันส่วนใหญ่จะมีความรู้แค่มัธยม ทำงานเป็นกรรมกร อายุ 30 ขึ้นไป ซึ่งสาวไต้หวันที่มีความรู้จะครองโสดมากกว่าที่จะยอมแต่งงานกับชนชั้นกรรมกร ทำให้หนุ่มไต้หวันมุ่งไปหาคู่ที่เวียดนามเป็นจำนวนมาก

…วันที่ทุกคนได้แต่งองค์ทรงเครื่องเป็นเจ้าสาว มีดวงตาที่ส่องประกายแจ่มจรัสด้วยความหวัง แต่ไม่มีใครสักคนที่เตรียมตัวสู่ชีวิตใหม่ แม้จะมีองค์กรของทั้งสองประเทศช่วยปกป้อง องค์กรเพื่อสิทธิสตรีในแคนโท ออกโรงเตือนผู้หญิงให้ระวังผู้ชายพิการและคนที่มีอาการป่วยทางจิต บางคนเสาะหาผู้หญิงไปทั่วเหมือนเลือกผู้หญิงหากิน หรือไม่ก็ชอบทุบตี แต่ผู้หญิงบางคนนึกถึงแต่ความมั่นคงของครอบครัวไม่สนใจคำเตือน ทางไต้หวันจึงเปิดบริการฮ็อตไลน์ เป็นภาษาเวียดนามรับแจ้งเหตุร้ายถ้าถูกทารุณ นอกจากนี้รัฐบาลไต้หวันเปิดห้องเรียนสอนพวกผู้หญิงที่เพิ่งแต่งงานเข้าเรียนภาษาแมนดาริน เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเบี้ยล่างและอยู่ใต้อำนาจของสามีอย่างดิ้นไม่หลุด มี 5-10 เปอร์เซ็นต์ลงเอยด้วยการหย่าร้าง 20-30 เปอร์เซ็นต์ ประสบปัญหาถูกทุบตี

บางกรณีการแต่งงานสิ้นสุดเมื่อเจ้าบ่าวเสียเปรียบ ผู้หญิงบางคนอดทนรอ 3 ปี พอได้เป็นพลเมืองไต้หวันก็ขอหย่า กลับไปแต่งกับแฟนหนุ่มเวียดนามแล้วพากันมาทำมาหากินที่ไต้หวัน บางรายอยู่ได้สองอาทิตย์สาวเจ้าก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยจากบ้านเจ้าบ่าวพร้อมเงินสด

แต่ละครั้งที่มีชาวไต้หวันเดินทางไป ทางบริษัทก็จะเรียกผู้ที่สมัครเข้าชื่อไว้ ผู้ชายหนึ่งคนมีผู้หญิงให้เลือกถึง 127 คน เมื่อตกลงก็จัดงานแต่งงานให้ภายในสามวัน ทั้งคู่ต้องเสี่ยงโดยเอาความสุขส่วนตัวเป็นเดิมพัน เพราะไม่เคยรู้นิสัยใจคอหรือตื้นลึกหนาบางกันมาก่อน

วันที่เบย์ถูกเรียกตัว เช้าวันแรกพักที่บ้านนายหน้า อาบนำ้แต่งตัว สวมกางเกงบลูยีน เสื้อเชิ้ต ออกจากบ้านตรงไปที่โรงแรม ก็เหมือนกับผู้หญิงคนอื่นๆ อีกนับร้อยคน ที่ต้องมาตามที่บริษัทโทรฯ นัด วันนั้นเธอนั่งอย่างอึดอัดขณะที่ผู้ที่จะเป็นสามีในอนาคตเดินจ้องมองอย่างพินิจพิจารณาราวกับเลือกซื้อสินค้า มีทั้งชายชราถือไม้เท้า ชายพิการนั่งรถเข็น เบย์ภาวนาว่าอย่าให้ผู้ชายเหล่านี้เลือกเธอเลย

วันที่ 6 เบย์เดินเข้าไปในห้องเห็น หวัง เชียน เหวน อาชีพครู ดูท่าเป็นผู้ชายมีการศึกษามากกว่าคนอื่นๆ สายตาเธอจ้องอยู่ที่แขนของหวัง แล้วก็ปลงตกว่าเขาคงไม่เลือกเธอ ส่วนหวังพอเห็นเบย์ หัวใจก็เต้นแรงขึ้นมาทันที บอกตัวเองว่า…คนนี้แหละ ใช่เลย… 

หวังอายุ 31 ปี เป็นคนเปิดเผย มีมนุษยสัมพันธ์ เป็นลูกชายคนที่ 7 ในจำนวน 9 คน เมื่อสองปีที่แล้ว เขาซื้ออพาร์ทเมนท์ 3 ห้องนอน ใกล้กับกรุงไทเป เมืองหลวงของไต้หวัน ชวนพ่อกับแม่มาอยู่ด้วย แต่พ่อแม่ไม่ชอบอากาศภาคเหนือ เดินทางกลับไปอยู่บ้านทางภาคกลาง ต้องทิ้งลูกชายไว้คนเดียว แม่ก็เกิดห่วงเร่งให้ลูกหาเมียสักคน ซึ่งลูกชายนายหวังก็พยายามเต็มที่ แต่ปัญหาส่วนตัวก็คือ เขาเป็นคนตัวเตี้ย สูง 5 ฟุต 2 นิ้ว

หวังเห็นโฆษณาเจ้าสาวเวียดนามติดทั่วทุกหนทุกแห่ง รวมทั้งโบรชัวร์ที่เขียนชวนเชื่อไว้ว่า “ผู้หญิงสวยด้วยคุณภาพนับร้อยมีให้ผู้ชายได้เลือกเป็นภรรยา” ค่าใช้จ่ายในงานแต่งงานที่ไต้หวันโดยเฉลี่ย 8,000 เหรียญ แต่บริษัทหาคู่รับประกันว่า ค่าเดินทางไปเลือกสาวเวียดนามรวมค่าแต่งงานจัดเป็นแพ็คเก็จ ราคา 8,000 เหรียญ เท่านั้น

หวังคิดดูแล้ว เห็นว่าประหยัดดีไม่บานปลาย ก็บอกกับแม่ ตอนแรกแม่ไม่เห็นด้วย คิดว่าลูกชายน่าจะมีวิธีที่ดีกว่านั้น  แต่พอแม่เห็นเมียชาวเวียดนามของนายหน้า ทั้งสวย ทั้งขยัน แม่ก็เลยเปลี่ยนใจ

อีกหนึ่งเดือนต่อมา หวังพาแม่เดินทางไปไซ่ง่อน ขณะที่ผู้หญิิงเดินแถวเข้ามาในห้อง แม่ของหวังมองหาผู้ที่มีโหงวเฮ้งนำมาซึ่งทรัพย์สินเงินทองโชคลาภของสาวแต่ละคน เลือกเฉพาะผู้ที่มีแก้มเหมือนกระรอกเช่นเดียวกับแม่  แต่คนที่แม่ชอบไม่ทำให้หัวใจหวังเต้นแรงเหมือนกับที่ได้เห็นหน้าเบย์เป็นครั้งแรก

ในที่สุดเหลือสองสาวเข้ารอบสุดท้าย คือเบย์กับผู้หญิงคนที่ถูกใจแม่ หวังตั้งคำถามผ่านล่ามว่า

“ทำไมคุณถึงต้องการแต่งงานกับผู้ชายไต้หวัน”

เบย์ตอบว่า “เพื่อปากท้อง”

หวังถามต่อว่า “ เมื่อคุณแต่งงานแล้ว คุณจะกลับบ้านเวียดนามบ่อยครั้งแค่ไหน”

สองสาวตอบเหมือนกันว่า “แล้วแต่สามี”

หวังถามต่อ “ถ้าคุณได้กลับเวียดนาม 3 ปีครั้งล่ะ คุณยังอยากแต่งกับผู้ชายคนนั้นอยู่ไหม”

สองสาวตอบเหมือนกันว่า “ไม่เปลี่ยนใจ”

“ถ้าหนุ่มไต้หวันฐานะไม่ร่ำรวย คุณต้องช่วยหางานทำอีกแรงหนึ่ง คุณเต็มใจหรือไม่”

อีกครั้งที่สองสาวตอบว่า “แน่นอนค่ะ”

ถึงการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเพราะดูท่าคะแนนเท่ากัน หวังตรงรี่เข้าไปจับมือเบย์ไว้แน่นไม่ยอมปล่อย กลัวแม่จะดึงกลับ

คืนนั้น เบย์โทรศัพท์เชิญพ่อแม่มาร่วมงานแต่งงานที่จะมีขึ้นอีก 2 วัน ข้างหน้า และยังอุตส่าห์โทรศัพท์ไปบอกข่าวกับแฟนเก่าว่าจะแต่งงาน เพื่อหยั่งเชิงดูว่าเขาแต่งงานแล้วหรือยัง

หลังจากได้รับเลือกแล้ว เบย์จะต้องผ่านการตรวจร่างกายสำหรับทำวีซ่าเข้าไต้หวัน ตรวจหาความบกพร่องทางกาย ที่สำคัญคือตรวจพรหมจารี เบย์ผ่านทุกขั้นตอน…มีผู้ชายบางคนตั้งคำถามประหลาดๆ ให้ตอบ เพราะเกรงว่าจะได้ผู้หญิงปัญญาอ่อน อย่างเช่น 100 คูณ 3 ได้เท่าไร

เมื่อทุกอย่างพร้อม ก็ถึงเวลาจ่ายเงินจำนวน 8,000 เหรียญ ให้กับนายหน้า พ่อแม่เบย์ได้ 192 เหรียญ ค่าเดินทางมาแต่งงานของหวัง 128 เหรียญ

วันงาน เบย์สวมชุดแต่งงานที่ให้เช่า ช่างผมจัดการรวบผมขึ้นไปเพื่อให้เบย์ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แล้วเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็โพสต์ท่าถ่ายรูป ตอนเย็นจัดเลี้ยงที่โรงแรมพร้อมคู่อื่นๆ ที่กำหนดพร้อมกัน ช่วงพิธี เบย์ยิ้มไม่ออก กังวลกระวนกระวายถึงการตัดสินใจของตัวเอง หวังเห็นความสบายใจก็ปลอบประโลมด้วยคำพูดที่โรแมนติคว่า “ขอให้เข้าใจว่าผมรักคุณ ไม่เหมือนคนอื่นที่มาเวียดนามเพื่อหาซื้อภรรยา” แต่ทั้งสองยังไม่เข้าหอรอจนกว่าเอกสารทั้งหมดจะเรียบร้อย ซึ่งใช้เวลาอีกหลายเดือน 

เบย์พักอยู่ที่ไซ่ง่อนหนึ่งเดือนเพื่อเรียนภาษาแมนดาริน แล้วกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่แคนโท หวังเดินทางไปกลับสามเที่ยวเพื่อเซ็นเอกสาร โดยพักกับครอบครัวของเบย์ และเตรียมรับตัวไปไทเปด้วย เบย์สับสนที่ต้องย้ายไปอยู่เมืองใหญ่ที่เคยเห็นแต่ในโทรทัศน์ ไม่รู้จักใครเลย แล้วก็ไม่เคยขึ้นเครื่องบิน ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะเรียนภาษาจีนบ้างแล้วก็ใช่ว่าจะพูดกับสามีรู้เรื่อง

เดือนตุลาคม สามเดือนหลังจากที่ได้พบกัน หวังก็พาเบย์ไปไต้หวัน และที่นั่นก็คือสถานที่ทำให้ทั้งสองได้เริ่มปรับตัว ทำความเข้าใจกัน ทำให้เบย์รู้สึกสบายใจขึ้น ตอนแรกไม่รู้เรื่องเลยว่าพวกเขาพูดอะไรกันบ้าง หวังเคยแอบพาเบย์เข้าไปนั่งเรียนในห้องที่เขาสอนทุกวันเพื่อจะได้เรียนภาษาจีนพร้อมลูกศิษย์ แต่พวกเพื่อนครูคงอิจฉาที่หวังมีเมียสวย ก็เอาเรื่องไปรายงานผู้บังคับบัญชา

หวังยังไม่ให้เบย์ออกไปทำงานจนกว่าภาษาจะดีขึ้น ช่วงนี้เบย์ทำหน้าที่แม่บ้านเต็มตัว ทำความสะอาดบ้าน ไปซื้อกับข้าว จากนั้นก็ดูทีวีจนถึงเวลาทำอาหารเย็น น่าขอบคุณทีวี หลังจากเวลาผ่านไปไม่กี่เดือนเบย์สามารถเข้าใจคำพูดของหวังได้ครึ่งหนึ่ง และตอนนี้หวังก็เรียนภาษาเวียดนามไปด้วย เบย์เรียนวิธีทำอาหารจีน ทั้งๆ ที่ไม่ชอบกิน แต่ในเมื่อหวังกินอาหารเวียดนามไม่ได้ ก็ต้องพยายามหัด ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ยอดชายนายหวังน้ำหนักขึ้น 13 ปอนด์ ส่วนเบย์นำ้หนักลด 4 ปอนด์ เพราะเป็นโรคคิดถึงบ้านบ่อยมาก บางครั้งนอนซมอยู่บนเตียงทั้งวัน

บางโอกาสหวังพาเบย์ไปหาคู่สมรสที่แต่งวันเดียวกัน ผู้ชายทำงานโรงงานถ่านหิน เงินเดือนไม่มาก ได้เมียลูกชาวประมง เคี่ยวเข็ญอยากได้เงินเยอะๆ อยากมีรถยนต์ ผัวมีปัญญาซื้อแค่รถเก่าๆ พอซื้อมาเมียก็ไม่ยอมนั่ง ทั้งคู่ทะเลาะกันไม่เว้นแต่ละวัน เมียรำคาญบอกว่าผัวพูดเสียงดังจนแก้วหูแทบแตก

เบย์โชคดีกว่า หวังมีรายได้เดือนละ 1,000 เหรียญ ให้เบย์ใช้จ่ายเดือนละ 120 เหรียญ ที่บ้านมีเครื่องซักผ้า จักรยานออกกำลัง กล้องวิดีโอ คอมพิวเตอร์ สกูตเตอร์ และรถยนต์ ที่สำคัญไม่เคยทะเลาะกัน เดินทางกลับเวียดนามครั้งแรกในวันปีใหม่ เบย์เอาเงินไปให้พ่อแม่ 400 เหรียญ หวังซื้อทีวีกับเครื่องเล่นดีวีดีให้พ่อตาแม่ยาย ปรากฏว่าพ่อตาตื่นเต้นมาก ดูหนังทีวีทั้งวันตั้งแต่เช้าจนถึงตีสาม แต่พอเบย์กลับถึงไต้หวันก็เป็นโรคคิดถึงบ้านหนักกว่าเก่า

เบย์เคยถามหวังว่า คิดจะย้ายไปอยู่เวียดนามบ้างไหม หวังยังไม่คิดถึงจุดนั้น ซึ่งก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าวันหนึ่งไม่มีพ่อแม่ หรือรีไทร์แล้ว หรือลูกในอนาคตโตหมดแล้ว ตอนนี้เบย์ตั้งท้องได้สามเดือน หวังอยากได้ลูกชายแต่ขอให้หน้าเหมือนเบย์

วันที่หวังพาเบย์ไปทำอุลตร้าซาวนด์ พยาบาลแซวว่า…ทำไมถึงแต่งงานกับสาวเวียดนาม…หวังตอบสะใจว่า…ผมเคยจีบพยาบาลสามคน แต่ไม่มีใครมองผมแม้แต่คนเดียว… 

…เรื่องราวของสาวเบย์ ถือว่าเป็นรายหนึ่งที่ได้พบอนาคตที่สดใส เริ่มต้นจากชีวิตของสองคนที่แตกต่างทั้งเชื้อชาติและภาษา โดยไม่มีความรักเป็นพื้นฐาน แต่เมื่อได้เติมสิ่งที่ขาดหายให้สัมพันธ์อย่างเหมาะเจาะ ก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข จะมีก็แต่ภาษาเท่านั้นที่ต้องค่อยเรียนรู้ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันตลอดไป.