Get Adobe Flash player

น้ำตกในจินตนาการ โดย...วัลลภา ดิเรกวัฒนะ

Font Size:

ที่เมืองไทยสมัยก่อน การสอนวิชาภาษาอังกฤษของครูระดับมัธยมปลาย  มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับสถานที่สำคัญในอเมริกาหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นสะพานโกลเด้น เกท, แกรนด์แคนย่อน ครูต้องใช้จินตนาการของตัวเองที่ปราศจากบรรยากาศของธรรมชาติโดยรอบมาประกอบ...

“ไนแองการ่า” เป็นสถานที่หนึ่งในตำราเรียน เราไม่เคยคิดฝันว่าวันหนึ่งจะมีโอกาสทำให้ภาพจากจินตนาการกลายเป็นความจริงแล้วปรากฏขึ้นมาอยู่ตรงหน้าได้

สะพานโกลเด้น เกท ที่ซานฟรานซิสโก กับ แกรนด์แคนย่อน ไปมาแล้วหลายครั้ง แต่ไนแองการ่าดูเหมือนไกลเกินฝัน แต่แล้ววันหนึ่งก็ได้ไปเห็นธรรมชาติที่เคยวาดไว้ นึกไม่ถึงว่าจะยิ่งใหญ่อย่างมหัศจรรย์และอลังการได้ขนาดนี้ แบ่งสองฟากฝั่งทั้งสองประเทศ สหรัฐฯ กับแคนาดา ให้แยกจากกัน ฝั่งแคนาดาอยู่เมืองออนทาริโอ ฝั่งอเมริกาอยู่เมืองบัฟฟาโล่ รัฐนิวยอร์ค เมืองนี้ เวลาออกข้อสอบ นักเรียนตอบได้หมด เพราะจำได้แม่นกับคำว่า บัพฟาโล่ ที่แปลว่า ควาย   

ไนแองการ่า เป็นน้ำตกใหญ่เป็นที่สองรองจากน้ำตกวิคตอเรียในทวีปแอฟริกาใต้ ตามประวัติศาสตร์บอกว่าเป็นน้ำตกอายุยังน้อย ประมาณหนึ่งหมื่นสองพันปีเท่านั้นเอง มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกไปชมความงามปีละสิบสองล้านคน เป็นสถานที่สำหรับหนุ่มสาวเพิ่งแต่งงานไปฮันนีมูนมากที่สุดในโลก

ความแรงของน้ำตกสามสิบห้าไมล์ต่อชั่วโมง ที่จริงแล้วมีสองน้ำตกในไนแองการ่า คือน้ำตกอเมริกัน และน้ำตกแคนาดาฮอสชู (รูปเกือกม้า) มีเรือโดยสาร “เมด ออฟ เดอะ มิสต์” พานักท่องเที่ยวที่ต้องการกลิ่นไอและสัมผัสกับละอองของน้ำตกอย่างใกล้ชิด 

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ปี 1901 ครูแอนนา เทเลอร์ จากรัฐมิชิแกน ทำสถิตินั่งในถังแล้วลอยเข้าไปข้างในน้ำตกได้สำเร็จเป็นคนแรก ได้รับการขนานนามว่า “ควีนออฟเดอะมิสต์” หลังจากนั้นก็มีคนพยายามทำตามกันหลายคน และมีคนบ้าบิ่นสองคน คนหนึ่งใช้เรือแคนูขนาดเล็ก อีกคนหนึ่งเจ็ทสกี ปรากฏว่าเสียชีวิตทั้งคู่ 

ปี 1952 บริษัท 20 เซนจูรี่ฟ็อกซ์ สร้างหนังเรื่อง ไนแองการ่า แสดงนำโดยมาริลีน มอนโร และเรื่องซุปเปอร์แมนก็ถ่ายทำที่นี่เช่นกัน

ไม่ว่าอากาศจะหนาวเย็นจัดแค่ไหน น้ำตกไนแองการ่าไม่เคยหยุดไหล แต่ถ้าหนาวติดต่อกันเป็นเวลานาน น้ำที่ตกลงมากลายเป็นน้ำแข็ง สูงถึงห้าสิบฟุต ยาวเหยียดติดต่อกันเชื่อมทั้งสองฝั่ง เรียกว่าสะพานน้ำแข็ง

รายงานจากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ปี 1888 มีนักท่องเที่ยวสองหมื่นคนไปดูสะพานน้ำแข็ง หิมะบางส่วนที่เกาะกลุ่มกันเป็นแคร่ พ่อค้าหัวใสเอาเหล้าลงไปตั้งขาย รับถ่ายรูป ดาษดื่นทั่วบริเวณ ปี 1912 อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินบนแคร่หิมะดูน้ำที่ไหลอยู่ด้านล่าง และก็เกิดแคร่หัก ทำให้นักท่องเที่ยวเสียชีวิตสามคน   

...เมื่อหลายปีก่อน เราเดินทางจากแอลเอไปทำสารคดีในวันแห่งความรัก แวะต่อเครื่องที่เมืองแอตแลนต้า รัฐจอร์เจีย ไปถึงจุดหมายที่เมืองบัฟฟาโล่ รัฐนิวยอร์ค ใช้เวลาทั้งหมดประมาณห้าชั่วโมงครึ่ง เป็นช่วงอากาศหนาวจัด ที่เคยไปรัฐยูทาร์ก็ตื่นเต้นที่ได้เห็นหิมะมากๆ เป็นครั้งแรกในชีวิต แต่ครั้งนี้พอก้าวออกจากเครื่องลงไปเหยียบสนามบินบัฟฟาโล่ ถึงได้รสชาติว่าความหนาวเย็นของจริงเป็นอย่างไร จึงเกิดความตื่นเต้นยินดีผสมกับความทุกข์ทรมานกับความเย็นยะเยือก

ประกอบกับความสุขอย่างล้นเหลือ เมื่อได้เห็นหิมะที่โปรยปรายเป็นสายไม่ขาดระยะ ปกคลุมทั่วทุกแห่งหน เกาะตามกิ่งไม้ ใบไม้ บนพื้นดินบางแห่งเป็นแผ่นสูงขาวราบเรียบเหมือนครีมแต่งหน้าขนมเค็ก ไม่ต้องไปเกลี่ยก็เสมอกันเป็นหน้ากลอง

วันต่อมา นั่งรถไปฝั่งแคนาดาเพื่อไปชมความงามของน้ำตกไนแองการ่าใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง ทั้งสวมหมวก ถุงมือถุงเท้า เสื้อหนาหลายชั้น ผ้าพันคอ เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ นึกว่าแน่แล้ว แต่พอออกไปยืนถ่ายรูปตรงบริเวณน้ำตกฮอสชูแคนาดาตรงด้านข้างได้ไม่ถึงสิบนาที ก็มีความรู้สึกปวดที่ใบหูเหมือนจะหลุดออกมาและเจ็บที่ปลายนิ้วจนกระดิกไม่ได้ รีบวิ่งเข้าไปข้างในอาคาร “เทเบิ้ล ร็อค” นั่งในร้านอาหารเพื่อจะได้ชื่นชมน้ำตกในที่อบอุ่นแทน จ้องมองน้ำที่รินไหลไม่หยุดยั้งตาแทบไม่กระพริบ รอบข้างมีน้ำแข็งเกาะขาวไปทั่วบริเวณ พยายามเก็บทุกภาพเพื่อประทับไว้ในความทรงจำเอาไว้ให้นานเท่านาน

ราคาอาหารกลางวันกับปริมาณช่างเหลือเชื่อจริงๆ ปลาเท่าอุ้งมือคนตัวเล็กๆ หั่นครึ่งสองชิ้นวางบนสลัดแค่มือขยุ้มเบาๆ ราคาร่วมยี่สิบเหรียญ อยากจะละเลียดอาหารปลาพร้อมกับกินอาหารตาไปด้วยให้คุ้มจนถึงเย็น แต่พอสบตาพนักงานเสิร์ฟรุ่นลายครามก็ไม่บังอาจยืดเยื้อเวลาออกไปให้นานนัก

ออกจากร้านอาหารเข้าไปในร้านขายของ พยายามเลือกซื้อของที่ระลึกที่ผลิตในแคนาดา คนขายบอกว่า ป้ายที่ไม่ได้ระบุว่าทำจากประเทศอะไรก็คือของแคนาดา     

ผู้ร่วมทีมคนหนึ่งเป็นชายหนุ่มเชื้อชาติยิว ทำหน้าที่ช่างภาพเป็นคนขับรถให้นั่ง ชื่อ ลีรอน ชว็อฟ อดีตนายทหารอิสราเอล เคยผ่านสงครามเลบานอน ที่แปลกก็คือตัวเล็กนิดเดียว ผอมบาง หิวทั้งวันแต่กินครั้งละไม่มาก พอบ่นหิวพวกเราก็เข้าไปนั่งกินเป็นเพื่อน เขากินนิดเดียวแต่พวกเราเต็มที่ เวลาผ่านไปสี่วัน คนอื่นๆ พากันแบกน้ำหนักกลับบ้าน ส่วนคุณลีรอนดูตัวเล็กลงกว่าเดิม นึกภาพตอนที่นายทหารหนุ่มคนนี้สะพายปืนกับเป้แล้วลมพัด คิดว่าเขาต้องเคยหงายท้องแน่ๆ

ลีรอนเพิ่งได้ใบเขียวจากภรรยาก่อนเดินทางได้ 2 เดือน เป็นโรบินฮู้ดอยู่แปดปี เขาเล่าว่าทรมานมากเหมือนตกนรกในกรงทอง ประเทศนี้ให้ทุกอย่างที่ปรารถนา ถ้าตั้งใจทำอะไรก็ได้เงิน แต่สิ่งเดียวที่เขาทำไม่ได้คือกลับประเทศไปหาแม่

วันที่เขาได้รับใบเขียวทางไปรษณีย์ ดีใจอย่างที่สุด แต่ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะเป็นของจริง สงสัยว่าใบเล็กๆ สีก็จาง จะเป็นบัตรที่มีอิทธิพลต่อคนได้มากขนาดนี้ มีสิทธิที่จะออกนอกประเทศแล้วกลับมาใหม่ได้ เขาลงทุนขับรถไปถามเจ้าหน้าที่ถึงสำนักงานอิมมิเกรชั่นเพื่อความแน่ใจว่า...เป็นของจริงแน่นะ...

ตอนที่พาพวกเราออกจากเขตอเมริกาไปฝั่งแคนาดา เขายังไม่ค่อยมั่นใจเท่าไรนัก แววตาเหม่อลอยขับรถผ่านเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของแคนาดาหน้าตาเฉย ได้ยินเสียงหวูดดังลั่น ลีรอนถอยรถกลับไปอธิบายว่า เป็นครั้งแรกที่เข้าประเทศแคนาดาจึงตื่นเต้นมากจนลืมหยุดรถ  เจ้าหน้าที่ทำหน้าดุย้อนเอาว่า...ทุกคนที่เข้ามาก็ตื่นเต้นกันทั้งนั้น แต่ไม่มีใครขับผ่านไปเลยสักคนเดียว แถมคนนั่งข้างๆ ยังโบกมือให้อีก...

รถผ่านหอคอยสกายลอน สูงจากน้ำตก 775 ฟุต ได้แต่แหงนมอง มีลิฟท์สีเหลืองอยู่ด้านนอกอาคารให้ขึ้นไปชมวิวไนแองการ่าอย่างเต็มตา ใช้เวลาเลื่อนอย่างนุ่มนวลห้าสิบสองวินาที อยากขึ้นไปเหมือนกันแต่ไม่กล้า ถ้าเข้าไปในลิฟท์แล้วยืนหันหลังหรือนั่งลงเพราะขาสั่นก็จะอายคนเสียเปล่าๆ แล้วก็ในลิฟท์ไม่มีทางสำหรับให้ “ชิคเก้น” เดินออกเหมือนที่ดิสนีแลนด์เสียด้วย

ก่อนกลับแวะเสี่ยงโชคหนึ่งชั่วโมงที่บ่อนคาสิโนฝั่งแคนาดา เสียไปคนละยี่สิบเหรียญ แล้วก็ข้ามสะพานกลับอเมริกามาเล่นที่บ่อนฝั่งนี้บ้าง เสียไปอีกยี่สิบเหรียญ...สุดแสนสบายใจ...           

ตอนขาเข้าเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นอเมริกันตรวจหลักฐานเสร็จก็ส่งคืนให้พวกเรา ลีรอนถูกซักมากกว่าเพื่อน สงสัยหน้าซีดเหมือนมีพิรุธ ได้ยินเสียงสั่นนิดๆ เวลาตอบคำถาม พอพ้นจากรัศมี ลีรอนส่งเสียงลั่นว่า...ผมทำได้สำเร็จแล้ว...พวกเราผสมโรงช่วยกันตะโกนว่า...เย้...

อีกสามวันต่อมา ก่อนเดินทางกลับแอลเอในตอนเย็น ช่วงเช้าไปชม ไนแองการ่า พาวเวอร์ แพลนท์ โรงกำเนิดไฟฟ้าใหญ่ที่สุดในรัฐนิวยอร์ค และใหญ่เป็นอันดับหนึ่งในอีกหลายแห่งของสหรัฐฯ สร้างขึ้นเมื่อปี 1961 ตัวโรงงานยาวสี่ไมล์ครึ่งไปตามชายฝั่ง ใช้น้ำในแม่น้ำไนแองการ่ามาทำเป็นพลังงานไฟฟ้า สะอาดที่สุดและค่าไฟฟ้าถูกที่สุด ค่าน้ำมันแถวนั้นก็ถูกกว่าที่แอลเอมาก

...ในที่สุดการเดินทางไปสร้างฝันให้เป็นจริงก็จบลง เหมือนกับคำว่า ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่มีวันเลิกรา จากปัจจุบันกลายเป็นอดีต ไม่มีวันย้อนกลับไปได้อีก ทิ้งไว้แต่ความทรงจำกับความประทับใจตลอดกาล ซึ้งใจกับเพื่อนร่วมทางทุกคนที่ไปเที่ยวด้วยกันอย่างสนุกสนาน หนุ่มลีรอนทิ้งท้ายไว้ว่า...สนุกมาก หวังว่าเราคงมีโอกาสได้ร่วมทางกันอีก...

...ถ้อยคำนี้เป็นคำที่หลายคนชอบพูดในวันที่ต้องกล่าวคำอำลา แต่ก็เป็นความหวังของคุณรอนที่ไม่มีวันเกิดขึ้น คงเป็นได้แค่ความฝันในจินตนาการเท่านั้นเอง.