Get Adobe Flash player

" ผีมีจริงหรือ.??." โดย โป๊ะ-เปิ้ล

Font Size:

 

         สวัสดีค่ะ  ช่วงนี้หัวใจหดหู่...  ดิฉันเองอาการค่อนข้างหนักค่ะ   อ๊ะๆ..ไม่ใช่อะไรนะคะ  เป็นไข้หวัดใหญ่ค่ะ  นอนซม-งอมเลย    วันนี้...ดีขึ้นหน่อยนึงก็เลยหาโอกาสเขียนคอลัมน์ก่อนที่จะฟุบลงไปอีก   แหม ! ต้องตามแฟชั่นหน่อยค่ะ  เห็นใครต่อใครก็เป็นไข้หวัดกันทั้งนั้น...ดิฉันก็เลยต้องเป็นด้วยซะหน่อย   โอ๊ย..ทรมานพอสมควร ( อย่าเพิ่งสมน้ำหน้านะ )  ก็เวลาที่ป่วยเป็นไข้นี่  มันทั้งปวดหัว , ตัวร้อน  หิวก็กินข้าวไม่ลง  และก็เจ็บคอ ฯลฯ   ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนบ่อยค่ะ  คุณๆที่ร่างกายอ่อนแอ..อย่าลืมไปฉีดยาป้องกันก่อนนะคะ   เพราะถ้าเป็นทีนึงเสียเวลามากตั้งหลายวันจะทำอะไรก็ไม่ไหว....น่าเบื่อค่ะ

    กลับมาเรื่องราวในวันนี้   ดิฉันได้มีโอกาสเจอะเจอแฟนๆคอลัมน์ถามว่า...เมื่อไหร่จะเขียนเรื่องของ ผีๆ  หรือความเชื่อปาฎิหาริย์อะไรทำนองนี้  มาวันนี้ได้ฤกษ์แล้วค่ะ  เล่าให้อ่านซะเลย  แต่โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ   และต้องขอเรียนก่อนสำหรับบางท่านที่ไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้...ต้องขออภัยด้วยนะคะ  ไม่ได้ค่ะ...เดี๋ยวนี้จะเขียนหรือจะผลิตรายการอะไรสักอย่างต้องคิดแล้วคิดอีกก่อนที่จะลงมือเขียน...เพราะมีบุคคลผู้ไม่ค่อยมีอารมณ์สุนทรีย์เท่าไหร่  เห็นอะไรก็ขัดหูขัดตาไปเสียหมด   อ่านอะไรก็คิดว่า " ด่า " ตัวเองบ้าง  ดูหนังดูละครก็ไม่ชอบอะไรสักอย่าง ฯลฯ  โอ๊ย..มีคนประเภทนี้เยอะค่ะ     เพราะฉนั้นก่อนจะเขียนก็เลยต้องอธิบายซะยืดยาวว่า  เรื่องที่จะเขียนต่อไปไม่ใช่นิยายนะคะ  นี่คือ " เรื่องจริง " ที่เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวดิฉัน..ไม่เกี่ยวกับใครค่ะ   เรื่องผีหรือวิญญานที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าคืออะไร  สมัยใหม่ทางวิทยาศาสตร์ก็เรียกว่า " พลังงาน " บ้าง  อะไรก็ไม่รู้  แต่ดิฉันเรียก " ผี " นี่ล่ะ  ง่ายๆชัดเจน

    " ผี " ที่คุณตาเล่าให้ฟังว่า ... สมัยที่ท่านยังหนุ่มๆอยู่ก็ชอบเที่ยวเตร่  หลังเลิกงานก็จะดื่มเหล้าสูบบุหรี่ตามประสาคนโสดไงคะ  และเวลากลับบ้านก็ต้องเดินเข้าซอยผ่านวัด  ทีนี้มีอยู่คืนหนึ่งที่คุณตาท่านกำลังเดินกลับบ้าน  อยู่ๆก็ต้องการจะสูบบุหรี่  เผอิญไม้ขีดไฟหมด  เหลือบไปเห็นผู้หญิงเดินอยู่ข้างหน้าถือตะเกียง  คุณตาบอกกะจะขอไฟจุดบุหรี่ซะหน่อย  แต่เรียกผู้หญิงคนนั้น..เขาก็ไม่หัน  คุณตาท่านก็เดินตามไปและก็เรียกไป...จนคิดไม่ถึงว่า  อยู่ๆผู้หญิงคนนั้นหายขึ้นไปบนเมรุเผาศพได้อย่างไรต่อหน้าต่อตา   เท่านั้นล่ะค่ะ...คุณตาท่านก็วิ่งแบบไม่คิดชีวิต  กลับถึงบ้านท่านบอกว่า " กลัวมาก " ขนาดผมบนศรีษะขาวไปเกือบหมดหัว  อย่างที่คนโบราณเรียกว่า " จับไข้หัวโกร๋น "   คุณตาเล่าว่าหลังจากวันนั้นที่เจอ " ผี " ท่านก็ไม่กล้าเดินกลับบ้านทางเก่าอีกเลย  ยอมเดินอ้อมไกลอีกหน่อย    แล้วท่านก็ได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับวิญญานดวงนั้นด้วย .... คุณๆผู้อ่านล่ะคะ...คิดว่า " ผีมีจริงหรือเปล่า "

      ดิฉันเคยเถียงกับบุคคลหลายๆคนที่ไม่เชื่อเรื่องนี้   บางคนก็หาว่า ผีไม่มีในโลก,  หลอกตัวเองบ้าง ,  หรือเห็นเงาก็คิดว่าเป็นผีบ้าง ฯลฯ    อ้าว...ดิฉันว่าเรื่องแบบนี้..ถ้าไม่เจอกับตัวเองก็จะไม่เชื่อหรอก   ถ้าคุณๆที่ต้องการพิสูจน์ว่า " ผีมีจริงหรือเปล่า "  ต้องขอบอกก่อนอีกล่ะค่ะว่า ... ดิฉันไม่กล้าลองไม่กล้าท้าพิสูจน์  แต่...วิธีนี้เป็นวิธีการที่คนโบราณเล่าให้ฟังต่อๆกันมาว่า   ถ้าเวลาไปวัดไปงานศพ   และระหว่างที่มีพิธีนำศพที่อยู่ในโลงเดินรอบเมรุ 3 รอบ   ใครที่ไม่เชื่อว่าผีมีจริง   ลองก้มตัวดูตรงหว่างขาของคุณ   ก็คือ โก่งโค้งดูลอดใต้ขาตัวเราเอง   คุณก็จะเห็นผู้ที่อยู่ในโลง...เขาจะนั่งอยู่บนโลงค่ะ   ต้องขอบอกเลยว่าดิฉันเองเป็นคนกลัว " ผี " มากๆ  แต่ก็จะมีผู้ใหญ่เฒ่าผู้แก่มาเล่าเรื่องผีให้ฟังเรื่อยๆ   แล้วแต่ละท่านชอบเล่าตอนกลางคืนด้วยนะ  ยิ่งบ้านต่างจังหวัดเงียบจะแย่   บ้านทรงไทยเป็นบ้านไม้...ยิ่งน่ากลัวใหญ่   เดินทีละก้าวก็จะมีเสียง ออด..แอด..อยู่ตลอด  โอ๊ย !!  ขนหัวลุกค่ะ

      ถ้าคุณๆไม่กลัว   ดิฉันยังมีเรื่องเล่าผ่านคอลัมน์ตรงนี้อีกหลายเรื่องนะคะ   แต่ก่อนจากกัน ต้องบอกก่อน...ห้ามมาต่อว่ากัน ถ้าจะใช้วิธีพิสูจน์ว่าผีมีจริงหรือเปล่า... เป็นความเชื่อของแต่ละคนค่ะ  การท้าพิสูจน์แต่ละอย่าง..ต้องเป็นคนที่ไม่กลัว  และมีจิตใจเข้มแข็งพอสมควร   ไม่ต้องไปลองหรอกค่ะ....เพราะจริงๆแล้ว.............ระหว่างที่คุณอ่านคอลัมน์อยู่...อาจมีใครไม่รู้..อยู่ข้างๆคุณก็ได้.........จุ๊บ......จุ๊บ.........สวัสดีค่ะ