Get Adobe Flash player

จาก วันที่ 22 ธันวาคม 2556 และวันปฏิรูปประเทศ โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

          

วันดังกล่าว คือวันที่ กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศเป็นวันเริ่มต้นขับไล่ “แม่ยั่วเมือง และบริวาร" ให้พ้นประเทศไทยที่เคยเป็นประเทศ “ที่เกิดสุข” ตามปณิธานของ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ที่สถาปนามหาอาณาจักร “สุโขทัย” เมื่อประมาณเก้าร้อยปีเศษมาแล้ว และต่อมาเป็นอาณาจักร “ทวาราวดีศรีอยุธยา” “ทวาราวดีศรีมหาสมุทร(ธนบุรี)” จนมาถึง “ทวาราวดีศรีรัตนโกสินทร์(กรุงเทพฯ)”

ก็เป็น แหล่งแห่งความสุข ที่คนในชาติและคนที่มาพึ่งบรมโพธิสมภาร ได้รับความสุขกันทั่วหน้า เพราะผู้ที่เป็นเจ้าอาณาจักรได้แผ่พระบารมีออกคุ้มครองทั่วหล้า ตรงกับความหมายของคำว่า “พระเจ้า” ซึ่งได้ครองแผ่นดิน

แต่..ตั้งแต่ระบบทักษิณ ได้เข้ามายึดครองบริหารประเทศตั้งแต่ พศ 2544 จนปัจจุบันนี้ มีแต่ความชั่ว โหดร้าย ทำลายระบบคุณธรรม จนหมดสิ้น มีแต่การโกง กิน ทำลายขายชาติ ในทุกกรณีเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง กินทั้งต่อหน้า และลับหลัง ทั้งตามน้ำและทวนน้ำ กับวางแผนกินไว้ล่วงหน้าในระบบสร้างหนี้สินของอนาคตอันยาวไกล ชนิดที่ตายแล้วเกิดใหม่ยังใช้ไม่หมดเลย ด้วยเหตุนี้จีงมีขบวนการขับไล่ ทรราชย์ระบบนี้ให้หมดสิ้นไปจากประเทศให้จงได้

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ศกนี้ น่าจะทำสำเร็จแล้ว เพราะมวลชนออกมากว่า ห้าล้านคน แถมกำนันสุเทพ ได้กล่าวประกาศการยึดอำนาจโดยมหาประชาชนสำเร็จเสร็จสิ้น ถ้าดำเนินการต่อด้วยสร้างอำนาจรัฐให้เป็นรูปธรรม คำสั่งต่าง ๆ ก็คงสำเร็จ พวกทรราชย์ก็คงได้รับผลกรรมไปแล้ว

หลังวันที่ 9 ธ.ค. แล้ว มวลชน ก็เดินทางกลับภูมิบลำเนากันเกือบหมด เราต้องการขยายผลให้กว้างขวาง  เพราะรัฐบาลและคณะ ได้รับบาดแผลจากมหาชนไปแล้ว ต้องขยายบาดแผลให้ฉกรรจ์ให้ได้ กล่าวคือ ให้บรรดาแกนนำมวลมหาประชาชน กปปส ออกติดตามมาวลชนนั้น ๆ ไปยังภูมิลำเนาด้วย พร้อมทั้ง ทบทวนความเลวร้ายที่ผิดพลาดของรัฐบาลและคณะต่อสถานที่ได้ไปถึงให้กว้างขวาง พอถึงกำหนดที่จะ เป่านกหวีด ครั้งต่อ ๆ ไป เขาก็จะออกมาอย่างมหาศาลอีก พลังมวลชนก็จะเพิ่มมากขึ้น

ถ้ามวลชนออกมาชนิดมีดฟ้ามัวดิน ออกกระทำการยึดอำนาจให้เป็นรูปธรรม ผมเชื่อว่า “ทหารและตำรวจ” จะไม่มีทาง เข่นฆ่า มหาชนได้ทัน ประกอบกับที่ผมเคย กล่าวไว้หลายที่ว่า “ทหารและตำรวจจุติหรือผุดมาจากไหน” หมายถึงว่า เขาจุติมาจากสวรรค์ หรือ ผุดมาจากนรก (เหมือนกับทรราขย์ทักษิณ) กันหรือมิใช่ ที่แท้ เขาก็เป็นลูกหลานของมหาชนชาวบ้านกันทุกคน จะมีก็แต่ทหาร และตำรวจตัวนายที่ “งาบ” เงิน ตำแหน่ง หรือ กินตัว กินไข่ เท่านั้นที่กล้าสั่งฆ่าประชาชน นอกจากนั้นเขา ฆ่า ไม่ลงหรอก และเผลอ ๆ อาจจะหันอาวุธมา เล่นงาน คนสั่ง ก็ได้ใครจะไปรู้

ผมได้ข่าวมา จริงหรือไม่จริง ท่านลองคิดเอาเอง คือมี นายทหารรุ่นกลาง จำนวนมากมหาศาลได้เข้าไปพบหัวหน้า พร้อมทั้งกล่าวว่า ถ้าเกิดเหตุรุนแรงระหว่างมหาชน กับรัฐบาลโจร ให้บรรดาท่าน ๆ ทั้งหลายที่ไม่ช่วยชาวบ้าน พวกเขาจะช่วยเอง ขอร้องให้ ท่าน ๆ อยู่เฉย ๆ

แล้วเราจะคอยดู พฤติการณ์นี้กันครับ

ถ้าการขับไล่รัฐบาลเถื่อนนี้ได้แล้ว ในการปฏิรูปประเทศให้เป็นประชาธิบไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่เหมาะสมสำหรับสังคมของประเทศไทย ก็ต้องมีคณะบุคคลคณะหนึ่งมาเป็นผู้ดำเนินการ

คณะบุคคลดังกล่าว ต้องเป็นผู้ที่มีโลกทัศน์กว้าง และวิสัยทัศน์ไกล รักชาติประชาชน รักคุณธรรม ยุติธรรม มีประวัติชีวิตที่สะอาดประชาชนยอมรับ ซึ่งมีอยู่มากในประเทศไทย แต่..ท่านเหล่านั้นมักไม่แสดงตัว ไม่อวดตัว ไม่อวดเบ่ง ไม่แสดงบารมี เพราะคนดีย่อมจะมีดีและรังสีแห่งความดีแผ่ออกมาจนคนทั่วไปรู้และเห็นอย่างกว้างขวาง

เมื่อถึงเวลาปฎิรูปปรุงประเทศ ให้ทำดังนี้

1 ยุบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้มีหน้าที่เพียงทางบริหารและเทคนิคชั้นสูง กับเพื่อประสานงานกับตำรวจสากลเท่านั้น ให้มีตำรวจประจำจังหวัดแต่ละจังหวัด สังกัดกรมการจังหวัด ถ้ากระทำความผิดหรือบกพร่อง ไม่มีสิทธิโยกย้าย ต้องรับผิดถูกลงโทษและออกจากหน้าที่ ยกเลิกโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และยกเลิกยศตำรวจด้วย  เพราะปัจจุบันกองทัพตำรวจแบบคานอำนาจของกองทัพทหารไปทุกอย่าง จึงกลายเป็นส่วนราชการที่ห่างกับ ประชาชน สุดกู่ เป็นเครื่องมือรัฐบาล ถ้ารัฐบาลเลว ก็เป็นเครื่องมือโจรไปเลย ความจริงตำรวจ คือ "ตรวจ" เท่านั้น เหมือน รปภ นั่นเอง เพื่อจับคนทำผิดซึ่งหน้า หรือตามหมายจับของศาล แล้วนำส่งให้ฝ่ายสอบสวน ในอดีตคือ ปลัดอำเภอ แต่สฤษดิ์ เมาอำนาจสั่งให้ตำรวจสอบสวนเอง ก็ไม่ได้คานอำนาจกัน ต่อไปให้กลับไปสู่ฝ่ายปกครองสอบสวน หรือตั้งกองใหม่

2 ยุบองค์กรอิสระ ให้หมด เพราะเอาไว้ ก็ถูกซื้อจากผู้มีอำนาจ หรือบางทีก็ตกอยู่ในอำนาจของรัฐบาล ทำแบบเดิมนะดีแล้ว เพราะเป็นระบบเดียวกับอังกฤษ แต่เพราะด๊อคหลายตัวจบมาจากฝรั่งเศส เยอรมันและ เมกา จึงสนับสนุนให้มีองค์กรอิสระ ซึ่งปัจจุบันเหมือนเนื้องอกติ่งออกมา ไร้พลังที่แท้จริง กำลังจะเป็นมะเร็ง ดูแต่คราวนี้ พวกโจรมันฟังคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญหรือก็หาไม่

3 ยุบสำนักงานอัยการ เพราะปัจจุบันมีอำนาจเหนือศาลไปแล้ว ให้คงเหลือเพียงอัยการประจังหวัดเหมือนตำรวจ เพราะอัยการคือทนายความธรรมดาเท่านั้น ไม่ควรให้ทำหน้าที่ศาลไม่วากรณีใด ๆ ทั้งในปัจจุบัน อัยการเป็นทาสน้ำเงินของทักษิณเกือบหมดสำนักงาน จนถูกถากถางว่า เป็น “ศรีธนนชัย” หรือ ทนายโจร บ่อย ๆ

4 ไม่ต้องมีพรรคการเมือง ให้ สส มาจากอาชีพตามอัตราส่วนของพลเมืองทุกอาชีพ ไม่จำเป็นต้องมีการศึกษาแต่ชำนาญในอาชีพนั้น ๆ อันเป็นการส่งเสริมภูมิปัญญาไทย ๆ ให้ก้าวหน้าเป็นระบบและสามารถเป็นระบบสากลได้ต่อไป ตามปณิธานดั้งเดิมของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์

การมีพรรคการเมือง ก็มีสภาพไม่ต่างกับซ่องโจร ขาดธรรมาภิบาลทุกพรรค

5 นายกรัฐมนตรี มาจากไหนก็ได้ตามมติของสภาตามข้อ 4 ให้เปลี่ยนชื่อนายกรัฐมนตรี เป็น

"อภิ รัฐมนตรี" ตามที่ รัชกาลที่ 5 เคยพระราชทานไว้แล้ว คำว่า "นายก" เป็นคำยกเว้นเฉพาะทางเกษตร ที่ "ยกนา" ที่ไม่ได้ผล ไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ คือ จังหวัด "นครนายก" เป็นคำเฉพาะกิจ นักการเมืองยุคนั้นก็บ้าจี้เอามาตั้งเป็นของบุคคล

6              เปลี่ยนชื่อประเทศ เป็น "สยาม" เพราะคำนี้คือ อาณาจักรสวรรค์ เมืองหลวงชื่อ กรุงเทพ เป็นเมืองเทวดา จึงต้องอยู่สวรรค์ ขจัดความหมายที่จีนโบราณเรียกพวกเราว่า ไต๋ แปลว่าไม่เต็มเต็ง ไม่สมประกอบ ไม่มีหลักแหล่ง มานับพันปีแล้ว  แถมภาษาถิ่นใต้ “ไทไท” แปลว่า บ๊อง ๆ เหมือนกับที่จีนเรียก แถมในภาษาอังกฤษ เติมแลนด์ เข้าอีก เสียงมันออก ว่า แลน คือ ตะกวด หรือ เหี้ย มันก็ไม่เป็นมงคลอยู่นั่นเองท่านทราบไหม ทางราชการได้ประกาศทางสถานีวิทยุประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าไว้แล้วว่า ให้รอฟังประกาศและคำสังสำคัญระดับชาติในวันที่ 1 มกราคม 2482 คนภาคอื่นจะปฏิบัติตามคำสั่งเพียงใดหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่ในภาคใต้ ประชาชนจะไปอออยู่ตามร้านน้ำชา(คือร้านกาแฟ แต่คนทางใต้นิยมกินน้ำชา) บ้านกำนันผู้ใหญ่บ้าน หรือบ้านที่มีวิทยุ(เป็นวิยุนอร์ด เมนเด้ ของเยอรมันขนาด 8 หรือ 12 หลอดเพื่อฟังหวยลอตเตอรี่ เป็นหลัก) คอยฟังประกาศสำตัญ พอวิทยุประกาศเปลี่ยนชื่อประเทศ เป็น ไทย และเป็นภาษาอังกฤษ ว่า ไทยแลนด์ คนที่รอฟังอยู่ก็ได้เฮ โห่ร้องว่า “ต่อไปเราคือพวกแลนบ้า ๆ ไม่เต็มเต็งแล้วโว้ย" อะไรทำนองนี้กันลั่นเมือง แต่ผมไม่ได้เห็นเอง เพราะในเวลานั้นผม เพิ่งได้หนึ่งขวบ ได้รับการบอกเล่าอบรมจากพ่อ และครูที่โรงเรียน แต่หลายต่อหลายครั้งในทำนองขบขัน ถากถางทางการ เป็นหลัก

7              ให้ส่งเสริมอาชีพในระบบสหกรณ์ (ตามระบบสมุดปกขาวของอาจารย์ปรีดี) ไม่ใช่สหกรณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเพราะเหมือนกับระบบกึ่งราชการ ไม่มีวันเติบโตให้ทรงพลังด้วยตนเองได้ อาจจะเป็นแนว ของไต้หวัน หรือ คีบู๊ต ในอิสราเอล ก็ได้ คือ เป็นสหกรณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น สหกรณ์เลี้ยงหมู (อาจจะแยกเป็นเขต หรือ จังหวัด แต่ในระบบเดียวกัน) ไม่ใช่เหมารวมกัน (การผลิตทุกอย่างในสหกรณ์เดียวกันต่างกันก็แต่ชื่อ) เพราะแบบเหมาไม่มีพลังในการสร้างสรรค์และต่อรองทางการตลาด

8              ส่วนราชการที่เราลืมเสียไม่ได้คือ ระบบราชการของจังหวัด ไม่ควรที่จะให้กระทรวงมหาดไทยครอบคลุม เพื่อให้นักการเมือง ชุบมือเปิบ จึงต้องมีการให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดจากคนในท้องที่ หรือไปอยู่ในท้องที่ไม่น้อยกว่าห้าปี และอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 5 ปี ติดต่อกันได้สองคราว ถ้าจะสมัครใหม่ ต้องเว้นไปสองคราว การเป็นผู้ว่าราชการ เป็นงานที่โดดเด่น จึงปิดประตูที่จะสร้างสมบารมีเป็นเจ้าพ่อได้อย่างเด็ดขาด

นี่เป็นข้อเสนอต่อสภาปฏิรูป แล้วแต่จะพิจารณาตามความเหมาะสม