Get Adobe Flash player

จุดยืนของคนดี โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

ความดีที่คนดีจะร่วมกันยึดถือ เป็นจุดร่วมที่ถาวรคือ ความซื่อสัตย์สุจริต 

ซื่อ คือ ตรง  สัตย์(เป็นสันสกฤต สัจจ เป็น บาลี) คือ ความจริง ที่ รู้ เห็น ได้ยิน และสัมผัสได้ด้วยสามัญสำนึกทั่วๆ ไป

สุจริต คือ การแสวงหาผลประโยชน์(หิตานุหิตประโยชน์ หิตะ คือ ใหญ่ อนุหิตคือ น้อย) ที่เป็นทรัพย์สิน 

ทรัพย์ คือ วัตถุที่เป็นรูปร่างที่มีราคาที่สามารถจะจับฉวยได้ 

สิน คือ สิ่งที่มีราคาแต่สามารถยึดถือเป็นสัจจะได้ เช่นเอกสารสิทธิ ธนบัตร และหรือ เอกสารแห่งทรัพย์สิทธิอื่น ๆ ที่ชอบด้วยกฎหมาย จารีต ประเพณีและศีลธรรม

การปฏิบัติธรรมทุกประการต้องปฏิบัติยึดถือในแบบ “ธัมมัง สุจริตตัง จะเร” คือปฏิบัติโดยสุจริต ธรรมะจึงจะพึงบังเกิดเอนกผลและเอนกคุณากร แก่ผู้ปฏิบัติ

ธรรมมะของผู้ครองเรือน ต้องมีสิ่งที่ต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้

ทมะ        คือ การข่มอารมณ์ ความทะยานอยากของแต่ละคนอยู่ในกรอบของความดี

ขันติ        คือ ความอดกลั้น อดทนในทุก ๆ ด้าน

จาคะ       คือ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน เสียสละตามควรแก่ฐานานุรูป

กีรติ        คือ การให้เกียรติยอมรับซึ่งกันและกัน

ทิฐิ           คือ การแสดงความเห็นตามครรลองธรรม

สติ           คือ การกระทำหรือ การแสดงต่อกันอย่างรู้ตัวโดยธรรม

จงรักภักดี คือ ให้ความรักและตอบแทนแก่กันอย่างมั่นคง

ความรัก   มันมีให้รักกันหลายแบบที่ควรค่าแก่เอาเป็นตัวอย่าง เช่นอาจจะเป็นความรัก..

แบบกัลยาณมิตร คือ มิตรที่ยินดีที่มิตรได้ดี มิตรแนะนำในทางดี  มิตรอุปการะ  มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุขคือเพื่อนตาย

แบบสัมพันธมิตรหรือ ภราดรมิตร คือ มิตรที่นับเนื่องอย่างญาติ และ

แบบสัมพันธสวาท คือ ความรักฉันท์ชู้สาว ความรักประเภทนี้ก็แยกเป็นสองแบบ คือ

ความรักที่เกิดจากใจจริง คือใจตรงกันในทุก ๆ เรื่อง มีธาติแท้เดียวกัน รักแบบนี้เป็นรักบริสุทธิ์ ทุุกคู่จะมีความสุขยั้งยืนอย่างแท้จริง ไม่มีอุปสรรคใด ๆ มาขวางได้

ความรักที่เกิดจากสมอง คือ ความรักที่สมองเป็นตัวสั่งให้รัก ซึ่งมักจะประเมินผลได้ ผลเสีย คุ้ม หรือ ไม่คุ้ม กำไร หรือขาดทุน เป็นความรักที่ต้องมีอุปกรณ์ และองค์ประกอบเข้ามาเป็นตัวตั้ง ความรักแบบนี้จะสร้างปัญหาให้กับสังคมรวมไม่รู้จบ ถึงแม้ว่าความรักในกลุ่มนี้จะเป็นคนมีการศึกษาสูงเลิศก็เหมือนกัน

การเข้าสมาคมประจำวัน  พึงพกหรือห้อยหลวงพ่อศักดิ์สิทธิติดตัวไปด้วย 7 องค์ คือ หลวงพ่อยิ้ม หลวงพ่อแย้ม หลวงพ่อสุข หลวงพ่อสด หลวงพ่อชื่น หลวงพ่อแช่ม หลวงพ่อหวาน

หลวงพ่อทั้งเจ็ดองค์จะอยู่ในอริยาบทท่าทาง เดิน นั่ง การพูด การมอง และอะไร ๆ ที่เราต้องแสดงต่อสังคมที่เรากำลังปฏิบัติอยู่ ให้คงเส้นคงวา ถ้าในสังคมนั้น ๆ พกหลวงพ่อชนิดเดียวกัน ก็จะมีภาพที่อุดมสุขในทุกสถานการณ์ทีเดียว

พึงจำไว้เสมอว่าทุกคนจะต้องยึดมั่น “มรณัง สะระนัง คัจฉามิ” เพราะจุดจบอยู่ที่นั่น ก่อน

จะถึงจุดจบ โปรดถอดหัวโขนและราคาคนที่ัสังคมให้มาออกจากตัว อย่างน้อยสักขณะจิต

หนึ่งต่อวัน และเพ่งดูตนเองว่า “มีค่า”ควรแก่ใคร และ อะไร บ้างเพียงใด

ผมอยากจะแนะนำว่า ตอนเรามาเกิดทุกคนกำมือแน่นเป็นการแสดงความเป็นเจ้าของอย่างหวงแหน ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น

เพราะในมือที่กำนั้น กำตารางชีวิตมาเกิด ซึ่งมนุษย์ทุกคนจะไม่มีวันลายมือเหมือนกันเลยสักคนทั้ง 6500 ล้านคนทั่วโลก อย่าว่าตารางชีวิตเลย แม้แต่ลายพิมพ์นิ้วมือก็ยังไม่เหมือนกันเลยสักคน แม้แต่ลูกฝาแฝด

ในตารางชีวิตมีเส้นสำคัญอยู่ห้าเส้น คือ เส้นชีวิต เส้นสมอง เส้นวาสนา เส้นครอบครัว และเส้นแต่งงาน 

ดังนั้น ท่านควรจะจำไว้ และดูมือตัวเองเพื่อเป็นสติของแต่ละช่วงชีวิต หรือช่วงวัน จะได้ไม่ประมาทในการดำรงค์ชีวิต

พอถึงวันตายทุกคนคลายมือหรือแบมือกันทุกคน เพราะทิ้้งผังนี่แล้ว ไปหาผังใหม่ในสัมปรายภพ

ตามบุญกรรมที่ทำสะสมไว้แล้ว ตลอดชีวิต ดังนั้นจงทำดี ๆ ๆ ๆ ให้ตลอดไปนะครับ