Get Adobe Flash player

นาฏศิลป์ไทยเป็นมากกว่า รำ ร้อง เต้น โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

“ความคิดจิตกอร์ปชอบศิลป์ธรรม นาฏกรรมนำอารยพาสุขสัย นาฏศิลป์คงสิ้นบนถิ่นไทย ผู้คิดไซร์ขาดซึ่งอารยธรรม”

กลอนบทหนึ่งที่ถูกกลั่นกรองมาภายในใจของ นายมาโนช บุญทองเล็ก หัวหน้าภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี หลังจากที่ได้ทราบข่าวว่า สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่างหลักสูตรใหม่มีเพียง 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยมีการจัดวิชานาฏศิลป์เข้าอยู่ในกลุ่มสังคมและความเป็นมนุษย์เหมือนวิชาศิลปะ จนเป็นข่าวใหญ่ตามสื่อต่างๆ ว่าแต่นักศึกษาสาขาวิชานาฏศิลป์ไทย มทร.ธัญบุรี เขามีความคิดเห็นกับเหตุการณ์นี้ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร

นายมาโนช บุญทองเล็ก หัวหน้าภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ เล่าว่า ในการร่างหลักสูตรใหม่ของ สพฐ. ทำเพื่ออะไร เพื่อให้เกิดการพัฒนา ซึ่งในระดับประถมศึกษาได้มีการระบุไว้ชัดเจนว่า เพื่อพัฒนาทักษะ 4 ด้านของนักเรียน ได้แก่ “ร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา” ถ้าวิชานาฏศิลป์ถูกยุบไป หรือนำไปร่วมกับวิชาอื่นๆ มีผลกระทบอะไรออกมาบ้าง โดยจะมีการทดลองใช้ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ใหม่ในปี 2558 และจะมีการบังคับใช้ทั่วประเทศปี 2561 ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร

"ผมเป็นอีกหนึ่งคนที่มีความผูกพันกับสาขาวิชานี้ เรียนจากคุณครู จนกระทั่งมาเป็นคุณครูถ่ายทอดความรู้ให้กับนักศึกษา โดยนาฏศิลป์ อาจจะโดนมองว่า แค่เรียน รำ เต้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว นาฏศิลป์เป็นรากเหง้าของวัฒนธรรมไทย ฝากถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ควรที่จะพิจารณาถึงพื้นฐาน ที่เป็นเหตุและผล ประโยชน์แก่เยาวชนและชาติ"

“เต้ย” นายไอลวิล กลิ่นสาโรจน์ นัก ศึกษาชั้นปีที่ 5 สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย เล่าว่า เมื่อได้ทราบตนเองไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาชีพที่ตนเองจะไปประกอบ แต่มองถึงว่านาฏศิลป์เป็นวัฒนธรรม มันคือรากเหง้า "ผมเริ่มเข้าศึกษาที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ตอนมัธยมปลาย สาขาวิชานี้ให้อะไรหลายๆ อย่างกับตนเอง สิ่งหนึ่งที่ตนเองได้ ขัดเกลาจิตใจ สอนในเรื่องของมารยาท การใช้ชีวิต ทุกวันนี้สิ่งดีๆ ในสังคมไทยจะเริ่มเสื่อมลง วัฒนธรรมเก่าๆ ไม่เป็นที่รู้จัก ถ้านาฏศิลป์หายไปจากการเรียนการสอน รับรองว่า วัฒนธรรมไทยจะต้องหายไปอย่างแน่นอน"

เช่นเดียว “ต้นทุน” นายอภิวัฒน์ บุตตะชา นัก ศึกษาชั้นปีที่ 5 สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย เล่าว่า 11 ปี ที่ตนเองเรียนสายนาฏศิลป์ไทย ถูกสอนและปลูกฝังในความเป็นไทย บอกได้เลยว่า นาฏศิลป์ไทยเปลี่ยนแปลงตนเอง รู้จักควบคุมอารมณ์ตนเอง สอนในเรื่องของสมาธิ เพราะว่า ต้องมีสมาธิในการจำท่าและจังหวะของดนตรี "ผม ไม่เห็นด้วยกับที่จะลดกลุ่มสาระของวิชานาฏศิลป์ เพราะว่า นาฏศิลป์คือสมบัติและวัฒนธรรมของไทย และที่สำคัญตนเองมาเรียนสาขาวิชานี้ ต้องการจะเป็นคุณครูออกไปถ่ายทอดความรู้ให้กับเยาวชนที่จะโตขึ้นมาเป็น พลเมืองของประเทศไทย"

สำหรับ “แคร์” นางสาวปวรกมล จ่ายแสง นักศึกษาชั้นปีที่ 5 สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย เล่าว่า คนที่ไม่ได้เรียนหรือมีความผูกพันกับนาฏศิลป์ไทย อาจจะมองว่า เป็นสาขาที่สอน รำ ร้อง เต้น "นาฏศิลป์ทำให้ เราเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เข้ามาเรียนนาฏศิลป์ เสริมบุคลิกภาพในกับตนเอง คุณครูจะสอนให้นั่งตัวตรง ถ้าวิชานาฏศิลป์จะถูกให้กลายเป็นเพียงวิชาที่เลือกเรียน รู้สึกเสียใจมาก วัฒนธรรมตะวันตกจะเข้ามาในสังคมไทยมากขึ้น วัฒนธรรมไทยที่สวยงามจะถูกลบเลือนไป “รำไทย” ความอ่อนช้อยของท่ารำ ที่ต่างชาติต่างชื่นชม"

 “ริน” นางสาวเพชรรัตน์ ปานเกิด นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย เล่าว่า ไม่เห็นด้วยเพราะว่า จะส่งผลกับการประกอบอาชีพในอนาคตของตนเอง สมมุติว่า ไม่มีโรงเรียนเปิดสอน อาจจะเปิดโรงเรียนสอนนาฏศิลป์ไทยเองก็ได้ "มุม มองส่วนตัวมองว่าถ้าความเป็นไทยของเราเอง เรายังไม่รักษา ทำให้มันลดลง มันน้อยลง เชื่อเถอะว่าสักวันมันจะหายไป นาฏศิลป์ไทยคือเอกลักษณ์ วัฒนธรรมที่คู่ควรแก่ชาติไทย บอกด้วยความเป็นไทย ภูมิใจทุกครั้งที่ได้แสดงความเป็นไทยเป็นเวทีต่อหน้าทุกคน"

ทุกเสียงสะท้อนที่ถ่ายทอดออก มา คือความผูกพันกับสาขาวิชานาฏศิลป์ไทย ซึ่งนักศึกษาทุกคนมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป นาฏศิลป์ไทย วัฒนธรรมไทยที่สืบทอดกันมาช้านาน ซึ่งบอกได้เลยว่า คือ รากเหง้าของความเป็นไทย เรื่องราวในอนาคตจะเกิดขึ้นอย่างไร ผู้ที่เกี่ยวข้องจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร ต้องคอยติดตามกันต่อไป

และสรุปย้ำได้เลยว่า นาฎศิลป์ คือ ตัวชี้นำวัฒนธรรม ของชาติที่แท้จริง เป็น อารยธรรม ที่อวดชาวโลกได้ในทุกสถานที่ สังเกตได้จากราชอาคันตุกะที่มาเยืนอประเทศไทยเป็นทางการ นับเป็นร้อย ๆ ปรหะเทศต่างก็ชื่นชอบนาฏศิลป์อย่างออกหน้าออกตา

สิ่งที่น่าพัฒนาก็คือ พยายาม รำ ร้อง เต้น ให้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของไทย เป็นการแสดงชาตินิยมให้กว้างขวาง และเข้มขลัง เช่น พระราชกรณียกิจของพ่อขุนรามคำแหง พระนารายณ์มหาราช พระนเรศวรมหาราช พระเอกาทศรฐ  พระเจ้าเสือ(เป็นมหากษัตริย์พระองค์แรกที่ออกสัมผัสพสกนิกรด้วยพระองค์เอง)

พระเจ้าตากสินมหาราช และพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ และเน้นบทบาทของ “พระยาเสือ” คือสมเด็จพระวังหน้า เจ้าของสถานที่ที่ตังวิทยาลัยนาฏศิลป์ทั้งหมด เป็นพิเศษ

นำชีวิตและงานของผู้นำมวลชน เช่น พระยาพิชัยดาบหัก ขุนรองปลัดชู ชาวบ้านบางระจัน ท้าวเทพสตรี ท้าวศรีสุนทร ท้้าวสุรนารี เจ้าพระยามหาเสนา(พญาเจ่ง) ฯลฯ

ถ้าทำได้อย่างนี้่ สถาบันนี้จะกลายเป็น แหล่งเพาะประวัติศาสตร์ของชาติอย่างถาวร