Get Adobe Flash player

การปฏิรูปเชิงปฏิวัติประเทศ (ฉบับย่อ)

Font Size:

1.ชื่อประเทศอยากให้ทบทวนดูว่า “สยาม” มันเสียหายอย่างไรเพราะในสมัยโบราณจีนรู้จักเรามานานนับพันปีในนาม เสียม หรือ เซียม คำว่า สยาม มันมาจากรากศัพท์ปาลี สยม หรือ สยัมซึ่งหมายถึงพระพรหมอันเป็นคำดีเสียอีก

แต่เป็นเพราะขอมเป็นคนเรียกเรา เมื่อตอนขอมเข้ามายึดครองสุวรรณภูมิตอนกลาง อันมี ละโว้(ดอน)เป็นเมืองหลวง

อาจจะเป็นเหตุให้หลวงวิจิตรวาทการ ตีความหมายว่าคำนี้น่าจะแปลว่า คนป่า หรือ คนไม่เจริญ จึงทำบันทึกให้จอมพลป.ทราบ จนเป็นเหตุให้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็นแบบปัจจุบัน แต่ทำไมต้องเติมคำว่า Land เข้าไปในชื่อภาษาอังกฤษ

(เขาอธิบายว่า หมายถึงความอิสระที่มีถิ่นที่อยู่เป็นสัดส่วนชัดเจน) ให้มันมาขัดกับเอกลักษณ์แบบไทยเสียนี่ ซึ่งประเทศเก่าแก่ในทวีปนี้ไม่มีประเทศไหนดัดจริตมีคำว่า แลนด์ ต่อท้ายชื่อเลย

แถมเสียงของคำนี้มันหมายถึงสัตว์เลื้อยคลาน ที่ชอบโขมยและสกปรก ที่คนอีสานและคนใต้รู้จักกันดี อนึ่ง คำว่าไท ภาษา ถิ่นใต้ หมายถึง เซซัง ซื่อบื้อ บ้องตื้น มั่วซั่ว เสียอีก

อยากให้ใช้คำว่าสยาม ซึ่งตรงกับพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันฉัตรมงคลว่า เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม

และหรือจะใช้ว่า ไทย ก็ได้ แต่ให้ตัด แลนด์ ในภาษาอังกฤษออกเสีย

2.             ให้หันมาทบทวนดูว่า “ปูกบ้านแปงเมือง” ตั้งแต่ยุคพ่อขุนรามคำแหงมหาราชจนปัจจุบัน มีหลักให้ยึดเป็นแนวให้โครงร่างของเมืองมีความมั่นคง คือ “จารีต ราษฎร์ ศาสน์ กษัตริย์” ค้ำจุนเอื้อต่อกันอย่างเหนียวแน่น จริงอยู่ในประวัติศาสตร์ได้มีการช่วงชิงราชบัลลังก์กันหลายครั้ง แต่เพราะ

ระบบดังกล่าวทำให้ผู้ที่ช่วงชิงได้รับการยอมรับเสมอมา ดังนั้น เราจะต้องสร้างสิ่งต่อไปนี้ใหม่ คือ

“รัฐธรรมนูญ” ฉบับใหม่ โดยให้มีสารัตถะสำคัญคือ “ชาตินิยม”สยามไทย” สามหลักเท่าเทียมกัน คือ

ชาติ คือ เขตแดน ประชาชนที่มีขนบธรรมเนียม ประเพณี

ศาสนา พระมหากษัตริย์ให้บัญญัติแต่ละหลักในส่วนที่เป็นสารัตถะ ส่วน ข้อปลีกย่อยให้ออกเป็นเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

หลักบางประการที่หาข้อยุติไม่ได้ ให้ทำเป็นประชาพิจารณ์ หรือ ขอประชามติ

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ให้มาจากสภาประชาชนที่คัดตามอัตราส่วนของอาชีพทุกอาชีพ โดยไม่ต้องคำนึงถึงพื้นฐานการศึกษาสายสามัญ หรือวิสามัญ เพราะต้องการพิ้นฐานจิตใจของความเป็นคนไทยที่ประกอบอาชีพแบบไทยๆ และบนพื้นฐานของจารีต ประเพณี และตามทำนองคลองธรรมของศาสนา ไม่ว่าศาสนาใดๆ

3              การเมือง เป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข แต่กระจายอำนาจใน

การบริหารการปกครองออกสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง กล่าวคือ

ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียงสภาเดียว และให้มีการเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการภาค เขต จังหวัด

ให้มีสภาภาค เขต จังหวัด ที่มาจากการเลือกของประชาชน และให้สภานี้เป็นผู้เลือกผู้ว่า ดังกล่าว แล้วขอประชามติของประชาชนใน

ภาค เขต และจังหวัดนั้นๆ อีกชั้นหนึ่ง หรือ

 ให้ประชาชนเลือกตั้งผู้ว่าราชการภาค เขต และจังหวัด โดยตรง การเลือกตั้งก็ให้ใช้ระบบเดียวกับระบบกรรมการสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เลิกหวาดกลัวกันได้แล้วเรื่องการเลือกตั้งแบบนี้จะได้คนไม่ดี หรือ เจ้าพ่อเข้ามาครองเมือง เพราะจะโดดเด่นเฉพาะจุดง่ายต่อการแก้ไขหรือกำจัด

ไม่เหมือนผู้ว่าซีอีโอ ซึ่งส่อไปในทางร้ายมากกว่าดีในทุกๆ จังหวัด ในระดับอำเภอก็ดำเนินการเช่นเดียวกัน

 ส่วนการเลือกตั้งระดับตำบลและหมู่บ้านให้คงเดิม

3.1           ยุบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ให้แต่ละจังหวัดจัดการเรื่องระบบตำรวจเอาเอง ทั้งตำรวจปราบปรามอาชญากรรม ตำรวจท้องที่ ทางหลวง การศึกษา(โรงเรียน) และ อื่นๆ ตามความเหมาะสมทั้งทางเทคนิคและคุณวุฒิการศึกษา และให้ยกเลิกยศตำรวจ (เพราะไม่ควรจะมีเครื่องแบบมาข่มขู่ประชาชน และไปเทียบเท่ากับทหาร) ให้ใช้ตำแหน่งแทน ในกรณีกระทำความผิดทางวินัยหรือผิดในตำแหน่งหน้าที่ ไม่มีการย้ายต้องรับโทษที่ได้กระทำ และหรือออกจากหน้าที่เท่านั้น ส่วนระบบตำรวจระดับสูงในส่วนกลางมีหน้าที่เอื้อต่อตำรวจทั่วประเทศ เฉพาะงานทางด้านเทคนิคและวิชาการชั้นสูงเท่านั้น

3.2           การศึกษา ให้แต่ละจังหวัดดำเนินการศึกษาภาคสามัญให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ

สังคม ภูมิประเทศ ให้สามารถเลี้ยงตนเองได้ในระดับพื้นฐาน ถ้าจะเรียนระดับสูงขึ้น ก็ต้องขยายหลักสูตรให้เหมาะสมกับวิชาชีพที่จะต้องใช้ในการดำเนินชีวิตในระดับที่กว้างใหญ่กว่า ไม่ใช่เพื่อการแข่งขัน

3.3           เศรษฐกิจ  ต้องวางโครงการบริหารระบบเศรษฐกิจให้เหมาะสมกับสภาพท้องที่

และสอดคล้องกับนโยบายรวมของประเทศ ภายใต้ระบบสหกรณ์เต็มรูปแบบ (สู้กับระบบประชานิยมได้อย่างเด็ดขาด) และตามพระราชดำริห์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

3.5 ยุบกรมอัยการหรือสำนักงานอัยการ ให้สังกัดจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ด้วยการเลือกตั้งผู้ที่ทรงคุณวุฒิทางกฏหมายระบบเดียวกันกับตำรวจ ไม่จำเป็นจะต้องมีอัยการพิเศษหรืออธิบดีอัยการ หรือ อัยการสูงสุด เพราะอัยการคือทนายความธรรมดา มีหน้าที่ฟ้องคดีแทนแผ่นดิน ไม่สมควรที่จะมาทำหน้าที่กึ่งศาลกึ่งทนายอีกต่อไป เพราะดุลพินิจควรจะเป็นหน้าที่ของศาลเท่านั้น ปัจจุบันอัยการสูงสุดทำหน้ายิ่งกว่าศาลในบางกรณีเพราะไม่ต้องมีหลักฐานพยาน เพียงแต่ใช้ดุลพินิจเท่านั้น มันเสี่ยงต่อการรักษาความยุติธรรม เพียงแต่จะอ้างว่าจะได้ช่วยลดงานของศาลลง มิฉนั้นคดีจะรกศาลเป็นข้ออ้างอ่อนเกินไป เพราะ เรื่องนี้มีวิธีแก้ ก็ขยายศาลแขวงศาลจังหวัดให้เพียงพอต่องานคดีก็ได้

4              การทหาร  ให้ทหารอยู่ประจำตามกองทัพภาค ผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่ประจำในกรุงเทพฯ มีหน้าที่เอื้อในเชิงบริหารชั้นสูง อาวุธ และเทคนิคพิเศษ

ให้ทุกจังหวัดดำเนินการคัดนักเรียนการทหาร ในจำนวนที่จะต้องตกลงกันเพื่อเข้าเรียนในสถาบันทหารชั้นสูง แทนที่จะให้สอบแข่งขันและให้สิทธิพิเศษแก่บรรดาบุตรหลานของนายทหารในกองทัพ

5              การต่างประเทศ  ให้ยึดความอยู่รอดอย่างสง่างามของประเทศในสภาพที่ช่วยตัวเองได้ อย่างอิสระเสรีและสกัดวัฒนธรรมต่างชาติที่ไม่สอดคล้องกับสภาพของชาติไทยในทุกทางและต้องไม่ยอมให้ต่างชาติเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ในทุกกรณีอย่างเด็ดขาด

6              ศาสนา 

ศาสนาพุทธ ต้องวางกฎเกณฑ์อย่างละเอียดลึกซึ้ง เพราะต้องการให้เป็นหลักหนึ่งในสามของประเทศ เช่นยกเลิกระบบขุนนางพระ ให้มีแต่ตำแหน่งเป็นสำคัญ เพราะระบบพุทธเป็นระบบอาวุโส (ความจริงศัพท์ตัวนี้ใช้มาผิดๆ เพราะอาวุโส แปลว่า ผู้น้อย หรือ ผู้ที่ยังไม่เจริญ แต่ผู้ใหญ่หรือผู้เจริญ คือ ภันเต)  ของพรรษาที่บวช  ไม่ให้ติดยึดในตำแหน่งใดๆ เพราะการ ปวัชะ หรือ บวช หมายถึงการหลุดพ้นเท่านั้น

ระบบขุนนางพระ เราอาจจะเอาแบบอย่างศาสนาอื่นและตอนตั้งราชวงศ์ อาจจะต้องการความขลังและความเป็นเอกลักษณ์ ให้ดูน่าเลื่อมใสเพื่อให้คนนิยมอย่างกว้างขวางก็ได้ ต่อมาหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ระบบศาสนาจักรก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงเป็นระบบแบบเดียวกับทางอาณาจักร เพื่อความสะดวกในการบริหารและการจัดการรวมทั้งการขยายชั้นของสมณศักดิ์ให้กว้างขึ้น คือเพิ่มขุนนางพระอีกหลายระดับ ความจริง “ยศช้าง” และ “ขุนนางพระ” ไม่จำเป็นจะต้องมี เพราะช้างก็กินหญ้า และพระภิกษุก็มีผ้าครองเพียงสามผืน คือ สะบง จีวรและสังฆาฎิ เท่านั้น

แต่ในปัจจุบันได้มีการวิ่งเต้นเพื่อเป็นขุนนางกันจนน่าเกลียดที่สุด ขุนนางพระบางองค์อยู่ภายใต้กระโปรงด้วยซ้ำ

6.1           ต้องยกเลิกการบวชตามประเพณีไทย เพราะระบบพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ได้ให้ความหมายการบวชนั้น “ปวชะ” หมายถึงการหลุดพ้นเป็นการได้รับเฉพาะตนของผู้บวชเท่านั้น  เมื่อบวชแล้วต้องมีหน้าที่ที่จะต้องทำตามพุทธบัญญัติ และกฎระเบียบของสงฆ์เพื่อช่วยจรรโลงพระศาสนา ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างถูกทิศทาง ถ้าผู้บวชทำผิดพระธรรมวินัยก็ให้มีบทกำหนดโทษขั้นสูงกว่าปุถุชนเป็นสองเท่า หรือวิธีการอื่นใดที่ไม่ให้มีการยึดเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

6.2  ห้ามพระรับเสนาสนะที่หรูหราราคาแพง หรือยานพาหนะเป็นส่วนตัว หรือ ทรัพย์สินอื่นใดที่มีรูปร่าง หรือ ใช้แทนทรัพย์สินให้เข้มงวด เพราะเดี๋ยวนี้พระบางวัด มีเงินฝากในธนาคารนับแสนล้านบาทมีรถยนต์ราคาเรือนล้านหลายคัน โดยอ้างว่าญาติโยมนำมาถวาย มีกุฏิหรูหราอย่างวิมาน เป็นต้น

6.3  ห้ามส่งเสริมการสร้างวัดเพิ่มขึ้น เพราะพระพุทธองค์ไม่อนุญาตให้สร้างวัดเพราะพระองค์วัตถุประสงค์ไม่ให้พุทธสาวกติดยึดในวัตถุใดๆ แต่ให้มุ่งสู่นิพพานเป็นที่ตั้ง

6.4 ให้มีคณะกรรมการพิจารณาที่ดินที่เป็นธรณีสงฆ์ทั่วประเทศที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์นับแสนไร่ ที่เป็นวัดร้างหรือวัดที่มีพระภิกษุจำพรรษาน้อยมาก หรือไม่มีเลย โดยให้วัดเหล่านี้เป็นแหล่งปฏิบัติธรรมในรูปแบบต่างๆ แก่ปวงชน (ห้ามนำเอาไปดำเนินการเชิงพาณิชย์ใดๆ โดยเด็ดขาด)

6.5           ห้ามจ่ายเงินเดือนพระภิกษุเฉพาะองค์ แต่จ่ายเป็นเงินค่าใช้จ่ายของวัดในรูปแบบของงบประมาณ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของพระภิกษุที่มีสิทธิเบิกจ่ายตามระเบียบของสงฆ์ ผ่านไวยยาวัจกร หรือมรรคนายกของวัดนั้นๆ  ทั้งนี้ เพื่อตัดการสะสมทรัพย์สินเงินทองของภิกษุ ให้ละ ลด กิเลสให้มากขึ้น ฯลฯ

การปฏิรูปเชิงปฏิวัติดังกล่าวมาแล้ว ให้ดำเนินการโดยคณะกรรมการที่ได้รับการคัดเลือกมาจากศาลสถิตย์ยุติธรรม เพราะอำนาจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใช้ในการบริหารประเทศมีอยู่สามทางคือ ศาล รัฐบาล และรัฐสภา

ขณะนี้จะเห็นว่ารัฐบาลและรัฐสภานั้นพึ่งพามิได้ จึงเหลือเฉพาะศาลเท่านั้น คณะกรรมการดังกล่าวอาจจะแต่งตั้งบุคคลภายนอกเข้ามาเพื่องานนี้ได้ตามความเหมาะสม แต่ต้องได้รับการประชาพิจารณ์เสียก่อน

 

 

ณาฒ สหัชชะ

ประธานกลุ่มธรรมไทย แห่งสหรัฐอเมริกา ภาคกลาง