Get Adobe Flash player

คนงกและโง่ทำให้ชาติวิบัติ โดย ณาฒ สหัสชะ

Font Size:

        

คนงกและโง่ ทำให้ชาติวิบัติในช่วงแรกคือ นายทุนค้าปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืช มีโอกาสเข้าสู่วงการเมืองๆ ไทย ก็ใช้อำนาจทางการเมืองและกลไกทางธุรกิจ โหมสั่ง โหมโฆษณาผลผลิตจากการใช้ปุ๋ยเคมี ลงทุนไปทำแปลงข้าวสาธิต เปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ ว่า ถ้าทำนาแบบเดิม และทำนาที่ใช้ปุ๋ยเคมีผลผลิตมันจะต่างกันอย่างไร

เดิมเราทำนาโดยปุ๋ยธรรมชาติ นาในที่ลุ่มพอน้ำมา ก็ท่วมที่ลุ่มพร้อมทั้งนำปุ๋ยมาท่วมด้วย ข้าวก็งอกงามตามธรรมชาติ ได้ข้าวไร่ละ 30-35 ถัง ถ้าที่ดอนก็เอาปุ๋ยธรรมชาติ เช่น ขี้วัว ซังข้าวที่เผาหมักไว้ในดิน ผลผลิตข้าวได้ ไร่ละ 20-25 ถัง ทั้งสองแบบ  ไม่มีต้นทุนในการผลิต

พอมาใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์เคมี ได้ข้าวไร่ละ 50-55 ถัง ชาวนาก็ได้ เฮ กันลั่น ดีอกดีใจกันยกใหญ่ แต่เขาลืมนึกไปว่าการผลิตวิธีนี้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น

ต่อมานายทุนก็ส่งเสริมให้ใช้ยาปราบศัตรูพืช เช่น หนอนข้าว เพลี้ยทุกชนิด ก็ยิ่งได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ  ก็เป็นอันว่านายทุนได้ชนะใจชาวนาไทยเต็มร้อย

หลายปีต่อมา ดินในนาเริ่มแข็งผลพวงมาจากปฏิกริยาของปุ๋ยเคมีซึ่งมีสถานะเป็นกรด ก็ต้องเพิ่มปุ๋ยให้มากขึ้นๆๆ ทุกปี ยาปราบศัตรูพืชก็ต้องเพิ่ม ก็เป็นการเพิ่มทุนเป็นเงาตามตัว

ที่สุดการผลิตข้าวก็แทบจะไม่คุ้มทุน แต่ก็ต้องทนทำ เพราะไม่มีอาชีพอื่นที่จะทำมาหากินได้

เมื่อ นิค มาเกิดในเมืองไทยประมาณสิบปีเศษ คนก็เลยทิ้งนามาขายแรงงานในโรงงาน แต่เมื่อไม่ประสพผลสำเร็จในอาชีพกรรมกร หันกลับไปทำนาอีก ปรากฎว่า ที่ดินกลายเป็นดินแข็งเหมือนหิน ถ้าจะทำนาอีกก็ต้องใช้ทุนมหาศาล เพราะต้องบุกเบิกที่ทำนาใหม่ พอมาถึงตอนนี้ ชาวนาก็เข้าใจว่า ดินเสียเพราะปุ๋ยเคมี แถมดินแข็ง ไม่ชุ่มน้ำเหมือนเดิม เพราะ “ท่านอธิบดีที่ดิน” (ไส้เดือน) ที่อยู่ใต้ดินตายหมด แพร่พันธุ์ไม่ได้เนื่องจากถูกยาปราบศัตรูพืชซึมลึกลงไปใต้ดิน ทำให้ไส้เดือนซึ่งเจาะชอนใต้ดินเป็นอาหาร และปล่อยมูลให้ดิน ทำให้ดินมีปุ๋ยธรรมชาติอย่างดี พอตัวมันตายปุ๋ยที่ว่า ก็หายไปหมดเลย

ร้ายยิ่งกว่านั้น ด้วยฤทธิ์ของยาปราบศัตรูพืชทำให้กุ้ง หอย ปู ปลา ในนาข้าวก็ได้รับกันอย่างทั่วถึง ชาวบ้านจับสัตว์น้ำพวกนี้ไปปรุงอาหาร บางราย บางท้องที่ เสียชีวิตยกครัวกันเลย

กลุ่มคนงกและโง่ ใช้พลังทางการเมือง การเงิน และอิทธิพลการตลาด ยั่วยุให้ประชาชนปลูกยางพารากันทั่วประเทศ ทั้งนี้เป็นการปิดบังความผิดเดิมเรื่องปุ๋ยในการทำนา ได้โฆษณาว่า เพราะหน้าดินมันแข็ง ไม่สามารถจะผลิตข้าวได้ดี ให้ปลูกยางพาราแทน เพราะยางมีรากแก้ว ดูดน้ำและแร่ธาตุใต้ดินลึกๆ ได้เอง โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยช่วย

แถมรัฐบาลที่ไร้คุณธรรม ได้ประกาศรับรองว่าราคายางไม่มีวันจะตกต่ำ เพราะจีนต้องการยางไม่จำกัดปริมาณ และไม่มีการตัดราคา เป็นการโหมใหญ่ทำให้ชาวนาชาวไร่ทั่วประเทศทุ่มเทในการทำสวนยางพารากันเต็มที่

รัฐบาลหนังตะลุงของนางยิ่งลักษณ์ ได้ประกาศรับรองราคายางไว้ที่ ก.ก. ละ 120 บาท แต่เอาเข้าจริงขายได้เพียง ก.ก. ละ 70-72 บาท เท่านั้น จนชาวสวนยางทั่วประเทศ ได้ประกาศรวมตัวกันปิดเมือง เพราะเกิดความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

เห็นไหมครับ แค่สองปี รัฐบาลนี้ได้ทำลาย “ปัจจุบันและอนาคต” ของชาติย่อยยับ อย่างแรกคือการรับจำนำข้าวในราคาสูงกว่าท้องตลาด เป็นเงินตั้งแปดแสนล้าน บาท แต่ขายที่ไหนไม่ได้ จนกลายเป็นข้าวเน่าลือกระฉ่อนไปทั่วโลก ทำให้ชื่อข้าวไทยที่เคยติดอันดับหนึ่งในโลกมายาวนาน ต้องตกกระป๋องไปไม่เป็นท่า

อย่างที่สองคือ ยางพาราที่ชาวสวนยางขายได้ราคาประมาณครึ่งหนึ่งของราคาที่รัฐบาลประกาศไว้ 

ไม่คุ้มทุนในการผลิต

อย่าลืมว่าที่ดินที่ปลูกยาง คือที่ดินที่เคยเป็นนาข้าวมาก่อนเป็นส่วนใหญ่ ถ้าทำสวนยางไปไม่รอด จะหันมาทำนาอีก ก็ต้องบุกเบิกที่ดินกันใหม่ต้องใช้ทุนมหาศาล เพราะต้องแก้หน้าดินที่เป็นกรดและมีสภาพเหมือนหิน ซึ่งต้องใช้ด่างเข้าไปแก้ซึ่งใช้ทุนสุดคณานับ ทั้งต้องใช้เวลาในการแก้นี้นานกว่าการบุกเบิกนาใหม่ที่ดินยังปกติธรรมดาหลายเท่านัก

จะแก้ปัญหาของชาติกันอย่างไร รัฐบาลหนังควายแห้ง ที่มีปัญญาเพียงตะกรามใช้งบประมาณและการกู้ ถ้าแก้ไม่ได้ ก็ได้โปรดกรุณาลาออกจากเวทีการเมืองทั้งพรรค และนำโคตรทุกโคตรไปหาแผ่นดินอยู่ใหม่ จะอยู่บนดินหรือใต้ดิน ก็สุดแท้ที่ประสงค์กันเถิด

ณ เวลานี้ กรุณาอย่าใช้ตำรวจ ซึ่งปกติมี เถยจิตเป็นโจรอยู่แล้ว มาปราบบรรดาม็อพ ที่เรียกร้องผลประโยชน์จากการครองชีพที่ “รัฐบาน” ชุดนี้ได้หลอกไว้ตอนหาเสียง เช่น ค่าแรงวันละ 300 บาท ปริญญาตรีสตาร์ต 15,000 บาท การจำนำข้าว และ การเร่งให้ปลูกยางพาราฯ แต่ให้ไปปราบนักการเมือง และตำรวจที่เป็นทาสนักการเมืองให้สิ้นซากเสียทีเถิด เท่ากับสร้างคุณูปการแก่ประเทศอย่างหาที่สุดมิได้

(หมายเหตุ บทความเก่าที่ยังใช้ได้ในปัจจุบัน)