Get Adobe Flash player

แกนยึด ของกฎหมายอาญา และกฎหมายสงฆ์ โดย ณาฒ สหัชชะ

Font Size:

ต้องเข้าใจกันไว้เป็น "แกนยึด" ในมุมมองว่า  ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลก ไม่มีคำว่า "บังเอิญ" ล้วนมี "เหตุ-ปัจจัย" ทำให้เกิดทั้งนั้น

กระทั่งเรื่องมหาเถรฯ อันมี "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์" วัดปากน้ำ เป็นประธาน "บิดพระวินัย"

ตัดสินอธิกรณ์ "ธัมมชโย" ต้องอาบัติปาราชิก ด้วยยักยอกเงิน-ที่ดินผู้อื่นร่วมพันล้านมาเป็นของตน ว่า..........

"ยักยอกแล้วคืน-ไม่ผิด"!?

นั่นก็เหตุมาจาก "ตัณหาบังหน้าธรรม" ด้วยมหาเถรฯ ส่วนใหญ่หลงในลาภสักการะที่ธัมมชโย "โกงแล้วแบ่งปัน" ปรนเปรอ จนเป็นประหนึ่ง "นกติดตัง"

จึง "ขายพระธรรม-วินัย" ให้กับธัมมชโยที่เบื้องหน้าประหนึ่งพระ แต่เบื้องหลังโจรครอบงำพระศาสนาเป็นอาณาจักรธรรมกาย ประสานอาณาจักรแดงทั้งแผ่นดิน ทักษิณสถาปนา

ใช้วิธีแปลงพุทธะให้วิปริต บิดพระธรรมอันสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ไปเป็นลัทธิ-นิกาย "เพื่อการค้า-การเมือง ทางใต้ดิน"!

ฉากหน้า ทำว่าเป็นอาณาจักรพุทธะ ขายบุญ-ขายสวรรค์  ใช้ศาสนาและผ้าเหลือง สมคบด้วยข้าราชการและนักการเมืองบางส่วน ขยายอิทธิพล-บารมี แทรกซึมด้วยรูปแบบ "พุทธ-พรางตา"

หวังโน้มน้าวให้คนหลงศรัทธาทั้งในและนอกประเทศ คืบคลานครอบงำพุทธศาสนาในไทย ได้มหาเถร ได้มหานิกาย ได้มหาวิทยาลัยสงฆ์ ได้วัดน้อย-ใหญ่ และทั่งได้ธรรมยุตบางส่วน

โดยใช้กลยุทธ์ทางการตลาดขยายฐาน ใช้ปัจจัยเป็นเหยื่อล่อ จุดหมายปลายทาง ลัทธิธรรมกาย "เทกโอเวอร์" พุทธศาสนาครบวงจร ประสานการเมือง

เป็น 2 อาณาจักรประสาน!

เอาเฉพาะเรื่องมหาเถรกับธรรมกายก่อน เมื่อสังคมตื่นและเอาจริง คณะกรรมการปฏิรูปพระพุทธศาสนา ที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน ก็เอาจริง

 ทั้ง ดีเอสไอ และ ปปง.ก็ปรับหางเสือ ทำท่า "เอาจริง" ด้วยเช่นกัน!

 เรื่องมหาเถรตัดสิน "โกงแล้วคืนไม่อาบัติ" หลายคนมึนว่า กับพระ-กับเจ้า ชั้นสมเด็จ ชั้นพรหม ชั้นเทพ ชั้นธรรม  เป็นรัฐบาลสงฆ์ สูงสุดทางอำนาจปกครอง

 เมื่อทั้งนายกสงฆ์ และรัฐมนตรีสงฆ์ ทำผิดพระวินัยเสียเอง แล้วใครจะจัดการได้ล่ะ?

 ประเด็นมีว่า ผิดทางพระวินัย ถือเป็นเรื่องในอ้อมแขนมหาเถร ญาติโยมภายนอกเข้าไปทำแทนไม่ได้

 แต่คณะสงฆ์ก็อยู่ภายใต้กฎหมายบ้านเมืองด้วย นั่นคือ วินัยเป็นกฎหมายเฉพาะพระ เมื่อผิดวินัย พระก็ต้องไปว่ากันเอง

 แต่เมื่อพระผิดกฎหมายบ้านเมือง พระก็ต้องถูกทางบ้านเมืองพิจารณาโทษด้วยกฎหมายพระ ที่เรียกว่า "พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕/๒๕๓๕/พระราชกฤษฎีกา/พระราชกำหนด"

 ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา ๑๕ ตรี (๔) บัญญัติให้มหาเถรสมาคม "รักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา"

 การที่มหาเถรมีมติว่าพระธัมมชโยไม่ต้องอาบัติปาราชิกเพราะไม่มีเจตนายักยอก ทรัพย์สิน รวมทั้งได้นำเอาทรัพย์สินมาคืนแล้ว จึงไม่ถือว่าปาราชิกนั้น มีประเด็นต้องพิจารณาว่า....

 "มติดังกล่าว ขัดต่อหลักพระธรรมวินัย ซึ่งมหาเถรสมาคมมีหน้าที่ต้องรักษาหรือไม่?"

 พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๑

 (๑๒๓) ปาราชิกอาบัติ พึงมีแก่ภิกษุผู้ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยอาการ ๖ อย่าง คือ

 มิใช่มีความสำคัญว่าเป็นของตน ๑ มิใช่ถือเอาด้วยวิสาสะ ๑ มิใช่ขอยืม ๑ ทรัพย์มีค่ามากได้ราคา ๕ มาสก หรือเกินกว่า ๕ มาสก ๑ ไถยจิตปรากฏขึ้น ๑ ภิกษุลูบคลำ ต้องอาบัติทุกกฏ ทำให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย ให้เคลื่อนจากฐาน ต้องอาบัติปาราชิก ๑

 ในทางกฎหมายบ้านเมือง มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยเกี่ยวกับคดีเจ้าพนักงานยักยอกที่นำทรัพย์ที่ยักยอกมาคืน โดยศาลวินิจฉัยว่า....

 "เป็นความผิดสำเร็จ"!

 คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๓/๒๕๒๗ สารวัตรใหญ่สั่งให้จำเลยทำหน้าที่เก็บรักษาเงินประกันตัวผู้ต้องหาของสถานี ตำรวจ การที่จำเลยนำเงินดังกล่าวไปฝากพี่สาว มิได้นำมาเก็บไว้ในตู้นิรภัยของทางราชการ หรือหากไม่มีตู้นิรภัย ควรจะเก็บเงินอย่างใด จำเลยก็จะต้องขอคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา

 พฤติการณ์แสดงว่า จำเลยมีเจตนาทุจริตเบียดบังเงินนั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่น แม้จำเลยจะนำเงินมาคืนในภายหลัง ก็มีความผิดตาม ป.อ. ม.๑๔๗

 เนี่ย...ชัดเป๊ะ!

 มติของมหาเถรดังกล่าว เป็นมติที่ขัดทั้งหลักธรรมวินัย  หลักกฎหมายบ้านเมือง หลักธรรมชาติ หลักศีลธรรมอันดีงาม  หลักวิญญูชน

 จึงถือว่า คณะกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้หนึ่ง ผู้ใดหรือประชาชน (ชาวพุทธ) 

 "มหาเถรสมาคม จึงไม่มีอำนาจพิจารณาเพื่อลงมติดังกล่าว"!

 การลงมติดังกล่าวของที่ประชุมมหาเถร เมื่อ ๒๐  ก.พ.๕๘  จึงไม่มีผลผูกพันผู้หนึ่งผู้ใด ส่งผลให้มติธัมมชโยโกงแล้วคืน "ไม่ผิด-ไม่ต้องอาบัติปาราชิก" ตกไป

 แล้วอย่างนี้ อุบาสก-อุบาสิกา ซึ่งเป็นพุทธบริษัทจะจัดการทางกฎหมายกับคณะกรรมการมหาเถรสมาคมได้มั้ย?

 ได้ซิ...โยม!

 เพราะตาม พ.ร.บ.สงฆ์ คณะกรรมการมหาเถรฯ เป็น "เจ้าพนักงาน" เมื่อเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ บอกว่า

 "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือ ทั้งจำทั้งปรับ"

 นั่นคือ....ชาวพุทธทุกคน สามารถแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับ คณะกรรมการมหาเถรสมาคม ที่ออกมติเมื่อ ๒๐  ก.พ.๕๘ ได้ทั่วราชอาณาจักรไทย!

 ยิ่ง สปช. "ไพบูลย์ นิติตะวัน" นำเอกสาร "มติมหาเถรสมาคม" ครั้งที่ ๑๖/๑๕๔๒ มาแสดงเมื่อวาน ชัดแจ้งตามข้อความว่า.........

 ".....ที่ประชุมรับทราบพระดำริที่สมเด็จพระสังฆราชประทานทั้งหมด มหาเถรสมาคมมีมติสนองพระดำริมาโดยตลอดให้ชอบด้วยกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม

 .......จึงเห็นสมควรส่งเรื่องให้ฝ่ายสังฆการดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคมต่อไป"

 นี่เท่ากับ "จับโกหก" ทั้ง ผอ.สำนักพุทธฯ "นายพนม ศรศิลป์" และมหาเถรที่ว่าเมื่อปี ๒๕๔๒ "ไม่มีมติมหาเถรฯ รับทราบพระดำริ 'สมเด็จพระสังฆราช' ว่าธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิก"! 

ทั้งหมดนี้เป็นการรายงานทั้งทางกฎหมายอาญา กฏหมายสงฆ์ และบทบัญญัติพระธรรมวินัยของ เปลว สีเงิน ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ละเอียดสมบูรณ์ที่สุด และบทความนี้เชื่อเหลือเกินว่าจะต้องอยู่ในสำนวนคดีนี่สู่ศาลแน่นอน

และมีหนังสือร้องเรียนของต่อหลายหน่วยงาน ที่เรียกร้องให้ดำเนินการกับ มส ชุดนี้ของ พระสุวิทย์ ธีรธัมโม (สุวิทย์ ทองประเสริฐ) หรือ หลวงปู่พุทธอิสระ ที่น่าจะนำมาให้บรรดาผู้ที่ยังไม่ได้อ่าน เพื่อได้เป็น “ทุนทางปัญญา” ชั้นเยี่ยม ในการร่วมกันกำจัด “อลัชชี” ทั้งหลายที่ได้บังเกิดขึ้น เป็น “เสนียด” ต่อพระพุทธศาสนา ในยุคของเรา

หัวหน้า คสช ผู้กำกับอำนาจกฎอัยการศึก และ นายกรัฐมนตรี ได้โปรดทำหน้าที่ปกป้องพระศาสนา ให้เต็มกำลังด้วยเถิด สาธุ ๆ ๆ ๆ