Get Adobe Flash player

ขุนนางพระ

Font Size:

 

ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ ตื่น จึงเต็มไปด้วยเหตุ ผล ที่อธิบายได้ ตรงไป ตรงมาไม่สลับซับซ้อน หลักที่ง่ายที่สุดและตรงที่สุดคือ  ไม่ทำความชั่ว (ลด ละ เลิก)  ทำแต่ควาามดี  ทำจิตใจให้ผ่องใส

ไม่ทำความชั่ว      ลด ตัณหา คือ ความทะยานอยากทุกชนิดที่เป็นมิจฉาทิฐิ

ละเว้น การกระทำทุกชนิดที่ผิด ศีลธรรม

เลิก การคิด การตกลงใจ และกระทำ สิ่งที่เป็นมิจฉาทิฐิ อันผิดศีลธรรม

ทำแต่ความดี        คือสำรวมกาย วาจา และใจ อยู่ในศีลธรรมแล้วจะกระทำการใดๆ ก็เป็นผลดีต่อตนเองและสังคมรวม

ทำจิตใจให้ผ่องใส ถ้าจิตใจผ่องใส ก็เหมือนกับน้ำสะอาดที่บรรจุอยู่ในภาชนะ ย่อมจะไม่มีตะกอนลงไปทำให้ขุ่นได้

พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ว่า ศาสนาพุทธ มีผู้สืบศาสนาเป็น “พุทธบริษั่ทสี่จำพวก”

คือ ภิกษุ (ภิกขุ) ภิกษุณี(ภิกขุณี) อุบาสก และ อุบาสิกา ภายใต้หลักยึด คือ พระปรมัตถธรมจำนวน 84000 พระธรรมขันธ์

พระพุทธองค์ ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ให้มีการสร้างวัดวาอาราม ไว้เลย การที่มีวัดในสมัยพุทธกาล เป็นการศรัทธาเฉพาะรายที่เห็นความสำคัญในการมีการประชุมของพุทธบริษัทต้องมีสถานที่กว่างขวางพอเพียง จึงมีผู้มีจิตศรัทธาสร้างสถานที่ถวาย เข่น พระเจ้าอชาตศัตรู ถวายสวนไผ่เป็นพระอาราม เรียกว่า เวฬุวนาราม เจ้าเชตุ ถวายสวนเป็นอาราม เรียกว่า เชตุวนาราม เป็นต้น

แต่ไม่ทรงอนุญาตให้มีการสร้างวัดตามใจชอบ เพราะภิกษุ ทั้งหลายเป็น อรัญญวาสีแทบทั้งสิ้น ไม่จำต้องมีอารามในการปฏิบัติธรรม

ในปัจจุบันโดยเฉพาะในเมืองไทย การสร้างวัดกลายเป็นแฟชั่น กลายเป็นบารมี กลายเป็นสร้างภาพ และสรางผลประโยชน์ให้แก่ผู้แสวงหามัน

ประกอบกับภิกษุในปัจจุบันสำคัญตัวเองเป็น “พระ” หมายถึงผู้วิเศษตามคำ “วร” ไปเสียแล้ว ลืมคำว่า ภิกษุ ซึ่งแปลว่า ผู้ขอ ไปเสียเลย แถมในปัจจุบัน

ภิกษุทั้งประเทศติดยึดในยศฐาบรรดาศักดิ์ ที่เป็นขุนนางพระ ซึ่งตีคู่ไปกับตำแหน่ง

เริ่มจาก พระครู ไปเป็น เจ้าคุณซึ่งมี ตั้งแต่

เจ้าคุณชั้นสามัญ ชั้นราช ชั้นเทพ ชั้น ธรรมและชั้น พรหม และสุดท้ายที่ สมเด็จ

ที่น่าขันที่สุดตรงที่ ชั้นพรหม นี่แหละ เพราะความจริงเราเป็นศาสนาพุทธ แยกขาดจากศาสนาพราหมณ์มานานกว่า 2558 ปัแล้ว แต่เรายกตำแหน่งสูงสุดในระดับสมณศักดิ์ให้เป็น พรหม เช่น พระพรหมมุณี พระพรหมวราภรณ์ พระพรหมปชาบดี เป็นต้นและที่น่าเวทนาที่สุึดตรงที่ ภิกษุ หลายรูปที่วิ่งเต้นเอาตำแหน่งขุนนางเหล่านี้ผ่านทางฆราวาส ที่มีอำนาจทางการเมือง และผ่านทางสตรีบรรดาศักดิ์ จนเป็นที่ครหาว่า เจ้าคุณองค์นี้อยู่ภายใต้ “สังกัด” ท่านหญิงนี้ คุณหญิงนั้น กันอย่างโจ๊งครึ่ม

คำว่าสังกัดฟังดูสุภาพ แต่คำครหาจากปากชาวบ้าน แย่กว่าที่ว่านี้มาก จนไม่สามารถนำมาเขียนออกสู่สาธารณะได้

นอกจากนี้ บรรดาภิกษุที่มีศักดิ์เป็นขุนนาง และบรรดาภิกษุที่มีศานุศิษย์มากมายก็จะ

ชักชวนกันสร้างวัด เพื่อเป็นการเสริมสร้างเกียรติ บารมี จนในปัจจุบันในเมืองไทยมีวัดกว่าสามแสนวัด ทั้งๆ ทีทีภิกษุประจำชาติเพียงสองแสนรูป เท่านั้น

ดังน้น ที่ธรณีสงฆ์เหล่านี้ จึงถูกนำไปหาผลประโยชน์โดยภิกษุเจ้าอาวาส หรือ คณะกรรมการของวััด จนมีข่าวกระฉ่อนเมืองกันออกบ่อย

ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องชำระในเรื่อง ขุนนางพระ ที่ออกจะเกินเลยไปมากแล้วให้กลับมาอยู่กับร่องกับรอยที่เหมาะสม และตรวจสอบที่ธรณีสงฆ์ให้กระจ่างขาวสะอาดเพื่อเรียกศรัทธาจากมหาประชาขนกลับมา

และสุดท้ายจงตรวจสอบผลประโยชน์ ที่บรรดาภิกษุมีอยู่ตลอดจนทรัพย์สินที่ภิกษุถือครองว่าถูกต้องตาม ธรรมวินัย หรือไม่ และจัดการให้เรียบร้อยขจัด “โลกวัชชะ” ให้หมดสิ้นเสียที

 

ณาฒ สหัชชะ   03/09/2013

.............................